ฝนตกหนักตั้งแต่บ่ายสามโมงกว่า เม็ดฝนกระหน่ำลงบนหลังคาเหล็กของอาคารคณะเศรษฐศาสตร์จนดังก้องเหมือนเสียงกลองรัวไกล ๆ นีรชายืนหลบฝนใต้ชายคาตึกนานกว่าครึ่งชั่วโมง รองเท้าผ้าใบสีขาวเปียกชุ่มจนรู้สึกหนาวเย็นซึมขึ้นมาถึงข้อเท้า เธอมองนาฬิกาข้อมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า ห้าทุ่มกว่าแล้ว แต่เธอยังไม่กล้าก้าวออกจากที่กำบัง เธอรู้ดีว่าห้องทำงานของอาจารย์รวิศยังเปิดไฟอยู่ชั้นสาม แสงสีเหลืองนวลลอดออกมาจากหน้าต่างบานเดียวที่ยังไม่ปิดม่าน
เธอสูดหายใจลึก กลิ่นดินเปียกผสมกลิ่นฝุ่นจากพื้นคอนกรีตโบกขึ้นจมูก เธอเดินฝ่าฝนไปที่ทางเข้าหลักของตึก ฝนสาดเข้าหน้าและไหลลงตามคอเสื้อเชิ้ตนักศึกษาสีครีมที่เธอเลือกมาโดยเฉพาะ เนื้อผ้าบางติดเนื้อจนเห็นเส้นโค้งของเนินอกและห***มที่แข็งชูชันจากความหนาว เธอไม่สนใจอีกต่อไป เธอรู้ว่าคืนนี้เธอไม่ได้มาเพื่อขอคำปรึกษาวิชาการอย่างเดียวอีกแล้ว
ลิฟต์ในตึกเก่าเคลื่อนตัวช้า ๆ เสียงเฟืองดังเอี๊ยด ๆ ราวกับจะหยุดทุกชั้น นีรชายืนมองตัวเองในกระจกเงาที่มีรอยด่าง เสื้อเปียกแนบเนื้อจนเห็นสีผิวขาวนวลใต้เนื้อผ้า ผมเปียกสยายลงมาปิดแก้มข้างหนึ่ง เธอใช้มือปัดผมออก แล้วยิ้มให้ตัวเองในกระจก รอยยิ้มนั้นไม่ใช่รอยยิ้มของนักศึกษาปีสองที่กำลังมาขอคำปรึกษาจสกอาจารย์ มันเป็นรอยยิ้มของคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังก้าวข้ามเส้นบางอย่าง
ประตูห้องพักอาจารย์ชั้นสามเปิดค้างไว้เล็กน้อย แสงไฟจากโคมตั้งโต๊ะสีเหลืองนวลลอดออกมาเป็นเส้นบาง ๆ นีรชาเดินเข้าไปโดยไม่เคาะประตู เธอปิดประตูเบา ๆ จนเสียงกลอนดังกริ๊ก รวิศนั่งอยู่หลังโต๊ะเหมือนทุกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้ก้มหน้ากับเอกสาร เขานั่งหลังตรง มือวางบนโต๊ะทั้งสองข้าง สายตายกขึ้นมองเธอตั้งแต่ก้าวแรกที่เธอเข้ามา
“เปียกอีกแล้ว” เขาพูดเสียงทุ้มต่ำ ไม่มีคำทักทาย ไม่มีคำถาม แต่คำพูดนั้นฟังดูเหมือนคำตำหนิมากกว่าความห่วงใย
นีรชายืนนิ่งตรงหน้าประตู น้ำฝนหยดลงพื้นไม้เป็นจุด ๆ เล็ก ๆ เธอมองเขาแล้วตอบเบา ๆ
“หนูวิ่งฝ่าฝนมาค่ะ... รายงานแก้ไขเสร็จแล้ว อยากให้อาจารย์ช่วยดูหน่อย”
เธอเดินไปวางเอกสารลงบนโต๊ะ มือสั่นเล็กน้อยจากความหนาวและจากความตื่นเต้นที่กำลังก่อตัวในอก เธอรู้ว่าเสื้อเชิ้ตเปียกแนบเนื้อจนเห็นเสื้อชั้นในสีดำบาง ๆ ชัดเจน ห***มแข็งชูชันจนเห็นเป็นจุดนูนผ่านเนื้อผ้าสองชั้น เธอไม่ยกมือขึ้นปิด ไม่ถอยหลัง เธอยืนให้เขามองเต็ม ๆ
รวิศมองเธอไม่หลบ สายตาเขาลอยลงไปที่เนินอกที่ขึ้นลงตามลมหายใจถี่ของเธอ เนื้อผ้าเปียกแนบจนเห็นสีผิวและเส้นโค้งอวบอิ่มที่เคลื่อนไหวทุกครั้งที่เธอหายใจ เขาเห็นห***มที่แข็งเป็นไตชัดเจนผ่านเนื้อผ้า เขาไม่พูดอะไร แต่เขาลุกขึ้นช้า ๆ เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่จากชั้นวางข้างโต๊ะ แล้วยื่นให้เธอ
“เช็ดตัวก่อน” เขาพูด
“ไม่อย่างนั้นเธอจะเป็นหวัด”
นีรชารับผ้าเช็ดตัวจากมือเขา นิ้วเธอแตะนิ้วเขาเบา ๆ โดยไม่ตั้งใจ แต่ทั้งคู่รู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าที่วิ่งผ่านจุดสัมผัสนั้น เธอเริ่มเช็ดผมก่อน แล้วเลื่อนลงมาเช็ดคอและไหล่ แต่เมื่อเช็ดเนินอก ผ้าเช็ดตัวถูผ่านเนื้อผ้าเปียก เสื้อเชิ้ตแนบเนื้อมากขึ้น เธอรู้ว่าเขามองอยู่ เธอเช็ดช้า ๆ จงใจให้เนินอกเคลื่อนไหวตามการถูของผ้า ห***มถูไถกับเนื้อผ้าจนแข็งชูชันยิ่งขึ้น
รวิศยืนนิ่ง มือกุมขอบโต๊ะแน่นเพื่อกลบอาการที่กำลังปั่นป่วนในอก เขาเห็นทุกอย่าง แต่เขาไม่ขยับ เขาแค่ยืนมองเธอด้วยสายตาที่ร้อนแรงขึ้นทุกวินาที
นีรชาเช็ดตัวเสร็จ เธอวางผ้าเช็ดตัวลงบนโต๊ะ แล้วเดินไปนั่งตรงเก้าอี้ตรงข้ามเขา ขาไขว่ห้างช้า ๆ กระโปรงพลิ้วขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นต้นขาขาวเนียนที่ยังมีหยดน้ำฝนเกาะอยู่
“อาจารย์คะ... หนูเปียกหมดแล้วจริง ๆ” เธอพูดเบา ๆ แต่เสียงนั้นแฝงความยั่วเย้า
รวิศนั่งลงช้า ๆ มือเขาจับขอบโต๊ะแน่นขึ้น เขาไม่ตอบ แต่สายตาเขาจับจ้องเธอเต็ม ๆ
“ฉันเห็นแล้ว” เขาพูดเสียงทุ้มต่ำ คำพูดนั้นทำให้อากาศในห้องร้อนขึ้นทันที
นีรชาหายใจถี่ขึ้น เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย แต่แล้วเธอก็เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาเธอเป็นประกาย
“อาจารย์... ถ้าห้องนี้ไม่มีกล้องจริง ๆ ... อาจารย์จะทำยังไงคะ”
รวิศไม่ตอบด้วยคำพูด แต่เขายกมือขึ้นช้า ๆ วางที่พนักเก้าอี้ข้างหลังเธอ ล้อมเธอไว้โดยไม่แตะต้องตัว
“ถ้าไม่มีกล้อง... ฉันอาจจะไม่ปล่อยให้เธอเปียกอยู่อย่างเดียว”
นีรชายิ้มจาง ๆ ดวงตาเธอเป็นประกาย
“งั้น...หนูอยากรู้ว่าอาจารย์จะทำยังไง”
ห้องเงียบลง มีแต่เสียงฝนตกหนักข้างนอก และเสียงหัวใจทั้งคู่ที่เต้นรัวไม่หยุด
หลังจากนั้นไม่นาน ฝนเริ่มซา แต่ทั้งคู่ยังนั่งอยู่ตรงนั้น รวิศหยิบเอกสารของเธอขึ้นมาดูต่อ เขาอ่านช้า ๆ อธิบายจุดที่ผิดพลาดให้ฟัง แต่เสียงเขาต่ำลงเรื่อย ๆ ราวกับกำลังกลั้นอะไรบางอย่างไว้ นีรชานั่งฟัง แต่เธอขยับตัวเข้าใกล้เขาเล็กน้อย เนินอกเคลื่อนไหวตามลมหายใจ เนื้อผ้าเปียกยังแนบเนื้อจนเห็นเส้นโค้งชัดเจน
เขาหยุดอธิบายครู่หนึ่ง สายตาเขาจับจ้องเธออีกครั้ง
“เธอเข้าใจแล้วใช่ไหม” เขาถาม
นีรชาพยักหน้า
“หนูเข้าใจแล้วค่ะ... แต่อาจารย์... หนูยังมีคำถามอีกเยอะเลย”
รวิศยิ้มมุมปากเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นรอยยิ้มนั้น
“ถามมา”
แต่คำถามที่เธอถามต่อไปไม่ใช่เรื่องวิชาการอีกต่อไป เธอถามเบา ๆ
“อาจารย์เคย... รู้สึกอะไรแบบนี้กับนักศึกษาคนอื่นไหมคะ”
รวิศนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วตอบช้า ๆ เธอไม่จำเป็นต้องอธิบายว่ากำลังหมายถึงอะไร เพราะเขารู้
“ไม่เคย”
คำตอบนั้นทำให้หัวใจเธอเต้นแรงขึ้น เธอก้มหน้าลง แต่แล้วเธอก็เงยหน้าขึ้นมองเขา
“แล้ว... กับหนูล่ะคะ”
รวิศไม่ตอบ แต่เขาลุกขึ้น เดินไปปิดไฟหลักในห้อง เหลือแต่แสงจากโคมตั้งโต๊ะสีเหลืองนวล ห้องมืดลงทันที แต่ยังพอเห็นกันได้ชัดเจน เขาเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้เดิม แต่คราวนี้เขาเลื่อนเก้าอี้เข้าใกล้เธอมากขึ้น
“กับเธอ...” เขาพูดเสียงต่ำ
“ฉันไม่อยากล้ำเส้น”
นีรชาหายใจถี่ขึ้น เธอขยับตัวเข้าใกล้เขา จนขาเธอแตะขาเขาเบา ๆ
ทั้งคู่เงียบไปอีกครู่ มีแต่เสียงฝนที่ยังตกไม่หยุด และเสียงหายใจของทั้งคู่ที่ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ รวิศเดินไปเปิดไฟหลักอีกครั้ง แล้วพูดเสียงปกติ
“กลับหอเถอะ... ฝนหยุดแล้ว”
นีรชาพยักหน้า เธอลุกขึ้น จัดเสื้อผ้า แล้วเดินออกจากห้องไป แต่ก่อนปิดประตู เธอหันกลับมามองเขา
“อาทิตย์หน้าหนูจะมาอีกนะคะ... อาจารย์”
รวิศพยักหน้า “ฉันรอ”
ประตูปิดลง เธอเดินลงบันไดด้วยขาที่สั่นเล็กน้อย หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก เธอรู้ว่าคืนนี้เป็นจุดเปลี่ยน และเธอรู้ว่าเขาเองก็รู้เช่นกัน
วันจันทร์ถัดมา นีรชาต้องเข้าเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาค 2 กับอาจารย์รวิศอีกครั้ง เธอมาถึงห้องเรียนก่อนเวลาสิบนาที นั่งแถวหน้าสุดตรงกลางห้อง ใกล้โต๊ะอาจารย์มากที่สุด เธอสวมเสื้อเชิ้ตนักศึกษาสีขาวปกติ แต่กระดุมเม็ดบนไม่ได้ติด ร่องอกลึกเล็กน้อย กระโปรงพลีทยาวปกติ แต่เธอเลือกนั่งไขว่ห้างให้ขาเรียวยาวโผล่ออกมามากขึ้น
รวิศเดินเข้ามาในห้องเรียนตอนเริ่มคาบเป๊ะ เขาแต่งตัวเรียบร้อยเหมือนทุกครั้ง เสื้อเชิ้ตสีเทาอ่อน กางเกงสแลคสีดำ แว่นบางวางบนโต๊ะ เขาเริ่มสอนโดยไม่มองเธอตรง ๆ แต่เธอรู้ว่าเขารู้ว่าเธอนั่งอยู่ตรงไหน
ระหว่างสอน เขาเดินไปเดินมาหน้าห้อง ทุกครั้งที่เดินผ่านหน้าเธอ สายตาเขาจะเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง แววตานั้นสั้นมาก แต่ร้อนแรงจนเธอรู้สึกเหมือนถูกไฟลวก นีรชานั่งนิ่ง แต่เธอขยับตัวเล็กน้อยทุกครั้งที่เขาผ่านหน้า เนินอกเคลื่อนไหวตามการหายใจ เนื้อผ้าเสื้อเชิ้ตบาง ๆ ถูไถกับผิวเธอ
รวิศเห็น แต่เขาไม่หยุดสอน เขาพูดต่อไปเรื่อย ๆ เกี่ยวกับเรื่อง elasticity และการกระจายภาระภาษี เสียงเขานิ่ง สุขุม แต่เธอรู้ว่าเขากำลังกลั้นอะไรบางอย่างไว้
กลางคาบ เขาเรียกชื่อเธอขึ้นไปตอบคำถาม
“นีรชา... เธอคิดว่าการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจะทำให้เกิด deadweight loss มากน้อยแค่ไหนในตลาดที่มีความยืดหยุ่นต่ำ”
นีรชาลุกขึ้นยืน ขาเรียวยาวสั่นเล็กน้อย เธอตอบคำถามได้ถูกต้อง แต่เสียงเธอสั่นนิด ๆ เพราะรู้ว่าเขากำลังมองเธอเต็ม ๆ สายตาเขาจับจ้องเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ผ่านเนินอกที่ขึ้นลงตามลมหายใจถี่ของเธอ ผ่านกระโปรงที่พลิ้วตามการยืนของเธอ
เธอตอบเสร็จแล้วนั่งลง หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก เธอรู้ว่าเขากำลังมองเธออยู่แม้จะหันหลังไปเขียนกระดานแล้ว
ตลอดคาบเรียนที่เหลือ ทั้งคู่ไม่สบตากันตรง ๆ แต่ทุกครั้งที่เขาหันหน้ามาห้อง สายตาเขาจะหาเธอโดยไม่รู้ตัว และทุกครั้งที่เธอขยับตัว สายตาเธอจะหาเขาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อคาบเรียนจบ นักศึกษาคนอื่น ๆ ลุกขึ้นเดินออกจากห้อง นีรชานั่งนิ่ง เธอรอจนห้องเกือบว่าง แล้วค่อยเก็บของช้า ๆ รวิศยังยืนอยู่หน้าห้อง มือกุมปากกาแน่น เขาหันมามองเธอ
“อาทิตย์หน้าพฤหัสบดี... มาหาฉันเหมือนเดิม”
นีรชาพยักหน้า เธอลุกขึ้น เดินออกจากห้องไป แต่ก่อนออกจากประตู เธอหันกลับมามองเขา
“ค่ะอาจารย์... หนูจะไป”
เธอเดินออกไป ทิ้งให้เขายืนนิ่งในห้องเรียนว่างเปล่า มือเขาจับขอบโต๊ะแน่นจนข้อนิ้วซีด เขารู้ว่าความเงียบระหว่างทั้งคู่กำลังจะแตกสลายในไม่ช้า