คืนวันศุกร์ที่ฝนยังคงโปรยปรายไม่ขาดสายราวกับฟ้าจะร่ำไห้ให้โลกทั้งใบ นีรชายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าประตูห้องทำงานของอาจารย์รวิศอีกครั้ง เวลาล่วงเลยไปเกือบเที่ยงคืนครึ่ง ตึกคณะเศรษฐศาสตร์เงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงฝนกระทบกระจกหน้าต่างเป็นจังหวะเปาะแปะไม่เคยหยุดพัก
เธอสวมเสื้อเชิ้ตนักศึกษาสีฟ้าอ่อนที่ชุ่มฉ่ำน้ำฝนตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกจากหอพัก เนื้อผ้าบางเบาแนบสนิทกับผิวกายจนเผยให้เห็นเรือนร่างอ่อนนุ่มใต้ชั้นผ้า เงาราง ๆ ของเสื้อชั้นในลูกไม้สีครีมจางปรากฏชัดเจนราวกับภาพวาดน้ำหมึกจาง ๆ บนกระดาษเปียก กระโปรงพลีทสีน้ำเงินเข้มเปียกชุ่มจนพลิ้วแนบติดขาเรียวยาว ผมยาวดำขลับเปียกสยายปกคลุมไหล่ทั้งสองข้าง หยดน้ำเย็นเฉียบไหลเอื่อยตามแนวคอขาวผ่อง เลื่อนลงสู่ร่องอกที่ลึกและอวบอิ่ม ราวกับสายน้ำค่อย ๆ ขีดเขียนเส้นโค้งอันเย้ายวนลงบนผืนผ้าเปียก
แท้จริงแล้ว นีรชาไม่ใช่นักศึกษาสาวธรรมดาที่ต้องรีบกลับหอหลังเลิกเรียนทุกวัน เธอรับหน้าที่เป็น ‘เพื่อนเที่ยว’ มาเกือบปีกว่าแล้ว งานส่วนใหญ่เกิดขึ้นยามค่ำคืนหลังเลิกเรียน ดินเนอร์ใต้แสงเทียน นั่งจิบไวน์ในบาร์หรู หรือเพียงแค่คุยเล่นเบา ๆ กับลูกค้าที่จ่ายค่าตอบแทนสูงส่ง เธอเลือกช่วงเวลาดึก ๆ เพื่อไม่ให้กระทบตารางเรียน แต่เงินที่ได้ส่งไปช่วยค่ารักษาพยาบาลของแม่ที่ป่วยเรื้อรัง และเลี้ยงน้องสาวที่ยังเรียนมัธยมปลายอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
คืนนี้ ทว่า เธอไม่ได้มาด้วยหน้าที่นั้น เธอมาหาอาจารย์รวิศด้วยใจที่รู้ดีว่าการก้าวข้ามธรณีประตูไม้บานนี้ในยามดึกเช่นนี้ มันมิใช่เพียงการขอคำแนะนำวิชาการอีกต่อไป
นีรชาเคาะประตูเบา ๆ สองครั้ง แล้วผลักเข้าไปโดยไม่รอเสียงอนุญาต ประตูเปิดค้างไว้เล็กน้อยเหมือนเคย แสงจากโคมตั้งโต๊ะสีเหลืองนวลสาดส่องลงพื้นไม้เป็นวงกลมอบอุ่น รวิศนั่งนิ่งหลังโต๊ะทำงาน มิได้ก้มหน้ากับกองเอกสารเช่นทุกครั้ง เขานั่งหลังตรง มือทั้งสองวางราบบนโต๊ะ สายตาคมกริบยกขึ้นจับจ้องเธอตั้งแต่ก้าวแรกที่เท้าเล็ก ๆ ก้าวข้ามธรณีประตู
“ฝนยังตกหนักอยู่” เสียงเขาทุ้มต่ำนุ่มนวล คล้ายคำพูดธรรมดา แต่แฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ไม่อาจปกปิดได้หมด
นีรชาปิดประตูช้า ๆ จนกลอนดังกริ๊กแผ่วเบา เธอยืนนิ่งตรงนั้น น้ำฝนจากเสื้อผ้าและผมยังคงหยดลงพื้นไม้เป็นจุดเล็ก ๆ กระจายเป็นวงกว้าง เธอมองตรงไปยังเขา แล้วตอบเสียงนุ่มนวลราวสายลม
“หนูวิ่งฝ่าฝนมาอีกแล้วค่ะ… รายงานฉบับที่อาจารย์ให้แก้เมื่อวันจันทร์ หนูทำเสร็จแล้วค่ะ อยากรบกวนอาจารย์ช่วยดูให้อีกสักครั้งได้ไหมคะ”
เธอก้าวเดินไปข้างหน้า วางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย ทั้งจากความหนาวเย็นซึมลึกถึงกระดูก และจากคลื่นอารมณ์ที่กำลังก่อตัวรุนแรงในอก เธอยืนตรงให้เขามองเต็มตา ไม่หลบ ไม่เก้อเขิน เสื้อเชิ้ตเปียกชุ่มแนบเนื้อจนเห็นลายลูกไม้ของเสื้อชั้นในสีครีมจางชัดเจน ห***มที่แข็งชูชันเพราะความเย็นกดทิ่มเนื้อผ้าสองชั้น เป็นจุดนูนเล็ก ๆ ที่ไม่อาจปกปิดได้ เธอปล่อยให้สายตาเขาสำรวจทุกเส้นสายนั้นอย่างไม่ขัดขืน ราวกับเชิญชวนให้เขาดื่มด่ำกับภาพตรงหน้าอย่างไม่ต้องอาย และในห้องที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงฝนกับลมหายใจของทั้งคู่ที่เริ่มถี่ขึ้นเรื่อย ๆ
รวิศจ้องเธอไม่วางตา สายตาคมกริบของเขาค่อย ๆ เลื่อนต่ำลง ไปหยุดที่เนินอกอวบอิ่มซึ่งกำลังพองรับและยุบตัวตามลมหายใจที่กระชั้นกระชิด เนื้อผ้าชุ่มน้ำฝนแนบสนิทกับผิวจนแทบโปร่งใส เผยให้เห็นสีเนื้อนวลระเรื่อและส่วนโค้งที่สั่นไหวทุกครั้งที่เธอสูดหายใจ เขามองเห็นจุดเล็ก ๆ ที่แข็งชูชันกดทิ่มเนื้อผ้าอย่างชัดเจน ไม่มีอะไรปิดบังอีกต่อไป
เขาไม่เอ่ยคำใด เงียบงันแต่เต็มไปด้วยความกดดัน เขาลุกขึ้นช้า ๆ ราวกับกลัวว่าจะทำลายความตึงเครียดอันละเอียดอ่อนในอากาศ เดินไปหยิบผ้าขนหนูผืนใหญ่สีครีมจากชั้นวาง แล้วยื่นให้เธอ
“เช็ดตัวซะก่อน”
เสียงเขาต่ำนุ่ม แต่แฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ไม่อาจปิดบัง
"ตากฝนบ่อย ๆ ไม่ดี จะไม่สบาย"
นีรชายื่นมือรับ ปลายนิ้วเย็นเฉียบของเธอสัมผัสหลังมืออุ่น ๆ ของเขาเพียงชั่วครู่ ราวกับมีสายฟ้าช็อตเบา ๆ วิ่งผ่านจุดนั้น ทั้งคู่รู้สึกได้ชัดเจน
เธอเริ่มจากผมก่อน ปลายผ้าถูไล้เส้นผมเปียกชุ่ม แล้วเลื่อนลงมาที่ซอกคอ ไหล่ และเนินอก ทุกการเคลื่อนไหวของเธอช้าและตั้งใจ ผ้าขนหนูถูผ่านเนื้อผ้าเปียกจนเสื้อเชิ้ตยิ่งแนบชิด ร่างกายเธอเหมือนถูกเน้นให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ห***มที่แข็งเป็นไตถูไถกับผ้าทุกครั้งที่เธอขยับแขน เกิดเป็นระลอกเล็ก ๆ ที่ทำให้ร่างกายเธอสั่นระริก เธอรู้ว่าเขากำลังมอง และเธอจงใจให้เนินอกโยกไหวตามจังหวะนั้นต่อไป
รวิศยืนนิ่งราวรูปปั้น แอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ มือทั้งสองกุมขอบโต๊ะแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว เขาไม่ขยับแม้แต่นิ้วเดียว แต่ดวงตาคู่นั้นร้อนระอุขึ้นทุกขณะ ราวกับกำลังกลืนกินภาพตรงหน้าทีละส่วน
เมื่อเช็ดตัวเสร็จ นีรชาวางผ้าลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา แล้วเดินไปนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามเขา ขาเรียวยาวไขว่ห้างช้า ๆ กระโปรงพลิ้วเลิกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นต้นขาขาวนวลที่ยังมีเม็ดน้ำฝนเกาะเป็นหยดเล็ก ๆ ระยิบระยับ
“อาจารย์คะ… หนูเปียกไปทั้งตัวจริง ๆ” เสียงเธอเบา แต่นุ่มนวลราวน้ำผึ้งหยดช้า ๆ แฝงความยั่วยวนที่ไม่อาจปฏิเสธ
รวิศค่อย ๆ นั่งลง มือยังจับขอบโต๊ะแน่นกว่าเดิม เขาไม่ตอบทันที เพียงแค่จ้องเธอด้วยสายตาที่หนักอึ้งจนอากาศในห้องเหมือนจะหนืดช้าลง
“อืม...” เขาพูดสั้น ๆ เสียงทุ้มต่ำจนสะท้อนก้องในอกเธอ คำสั้น ๆ ประโยคนั้นกลับจุดไฟให้ห้องทั้งห้องร้อนวูบวาบขึ้นมาทันใด
นีรชาหายใจถี่ขึ้น เธอก้มหน้าลงครู่หนึ่ง ปลายผมเปียกหยดน้ำลงบนตัก แล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ดวงตาคู่สวยเป็นประกายวาววับ
“ถ้าห้องนี้ไม่มีกล้องจริง ๆ … อาจารย์จะทำอะไรกับหนูคะ”
รวิศไม่ตอบด้วยถ้อยคำ เขาลุกขึ้น เดินเข้าใกล้เธอทีละก้าว จนเหลือเพียงระยะที่ลมหายใจร้อนผ่าวปะทะกันได้ เขายกมือวางบนพนักเก้าอี้ด้านหลังเธอ ล้อมรอบตัวเธอไว้โดยไม่แตะต้องตัวเธอ
“ถ้าไม่มีกล้อง…” เสียงเขากระซิบต่ำ
“ฉันคงไม่ปล่อยให้เธอเปียกแค่ข้างนอก”
นีรชายิ้มบาง ๆ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์
“หนูอยากรู้… ว่าอาจารย์จะทำอะไรไงคะ”
รวิศก้มลงช้า ๆ ใบหน้าใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงความร้อนจากผิวเขา หยุดห่างจากริมฝีปากเธอเพียงเสี้ยวมิลลิเมตร ลมหายใจร้อนผ่าวปะทะกันเบา ๆ
“เธอแน่ใจเหรอ..” เขากระซิบ “ว่าอยากรู้จริง ๆ”
นีรชาไม่ตอบ เธอขยับหน้าเข้าไปเล็กน้อย ริมฝีปากนุ่มกระทบกันเบา ๆ เป็นจูบแรกที่แผ่วเบาแต่ร้อนแรงราวไฟปะทุ รวิศตอบรับทันที มือข้างหนึ่งประคองท้ายทอยเธอ ลิ้นสอดเข้าไปช้า ๆ แต่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อย ๆ นีรชาครางแผ่วในลำคอ มือจิกเสื้อเขาแน่นราวกลัวเขาจะหายไป
จูบนั้นยืดยาว ลึกซึ้ง และเปียกชื้นกว่าที่ทั้งคู่คาด จนเมื่อแยกออก เธอหอบหายใจ มองเขาด้วยดวงตาที่พร่ามัว
“อาจารย์… นี่มัน…”
รวิศยกนิ้วโป้งลูบคางเธอเบา ๆ บังคับให้เธอมองตาตรง ๆ
“ผิด” เขาพูดเสียงแหบพร่า “แบบนี้มันผิด เธอรู้ใช่ไหม”
นีรชาไม่พูดอะไร เธอขยับตัวเข้าใกล้ จูบเขาอีกครั้ง คราวนี้ดุเดือดกว่าเดิม มือเลื่อนลงโอบเอวเขา ดึงร่างสูงใหญ่ให้แนบชิดจนอกอวบอิ่มของเธอกดทับอกกว้างของเขาผ่านผ้าเปียกชุ่ม รวิศจูบตอบแรงขึ้น ลิ้นพันกันอย่างหิวกระหาย มือใหญ่ลูบไล้แผ่นหลังเธอ ลงไปที่เอว แล้วเลื่อนขึ้นมาประคองเนินอกผ่านเนื้อผ้า เขาไม่รีบร้อน ไม่ถลก ไม่บีบแน่น เพียงแค่ลูบไล้วนไปมาจนเธอตัวสั่น ครางอู้อี้ในปากเขา
ทั้งคู่หยุดลง หายใจถี่รัว มองตากันใกล้จนเห็นเงาสะท้อนของกันและกัน
“อาจารย์คะ… หนู…”
รวิศจับไหล่เธอเบา ๆ ถอยออกเล็กน้อย ราวกับพยายามควบคุมตัวเองครั้งสุดท้าย
“คืนนี้… กลับไปก่อน” เสียงเขาสั่นแผ่ว
“กลับไปคิดทบทวนดี ๆ ถ้าเธอยังอยากเดินต่อ… มาหาฉันอีกครั้ง อาทิตย์หน้า”
นีรชาพยักหน้านิ่ง ๆ ดวงตายังคงวาววับ เธอลุกขึ้น จัดกระโปรงและเสื้อให้เข้าที่ แล้วเดินไปที่ประตู ก่อนจะหันกลับมามองเขาอีกครั้ง
“อาทิตย์หน้าหนูจะมาค่ะ… อาจารย์”
รวิศพยักหน้ารับ “อืม”
ประตูปิดลง เธอก้าวลงบันไดด้วยขาที่แทบจะทรุด หัวใจเต้นรัวจนเจ็บหน้าอก เธอรู้ดีว่าคืนนี้ได้จุดไฟบางอย่างที่ไม่อาจดับลงได้อีก และจากแววตาของเขา เธอมั่นใจว่า… เขาก็รู้เช่นกัน