ตอนที่ 13 ภาพพ่อแม่ลูก

1729 Words
ทั้งสองกระซิบกระซาบเสียงดุดันเริ่มทะเลาะกันอย่างดุเดือด กระทั่งไฉ่ตันวิ่งออกมา ยิ้มแย้มทักทายเสียงสดใส “ข้าน้อยไฉ่ตัน คารวะนายหญิงผู้มีพระคุณขอรับ” อดีตสามีภรรยาพลันรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณ ว่าต่อหน้าเด็กห้ามใช้ความรุนแรง พวกเขาจึงฟาดฟันทางสายตาโดยไร้วาจาแทน รอบด้านพลันเงียบงัน บรรยากาศแปลกแปร่งทันที แต่ไฉ่ตันกลับไม่รับรู้อันใด เด็กน้อยมิอาจรู้ถึงสงครามขนาดย่อมนั้น แววตาของเขายังคงใสซื่อ ท่าทางน่ารักไร้เดียงสา ฝ่าเท้าน้อยๆ พาร่างเล็กๆ วิ่งดุกดิกเข้ามา “ท่านผู้มีพระคุณของท่านย่า ข้าให้ท่านขอรับ” เด็กน้อยยื่นมือพร้อมขนมของโปรดให้ติงยวี่ถิง หญิงสาวรีบรับไว้พร้อมรอยยิ้มกว้าง นางชอบเด็ก “ขอบใจมาก” แม้จะเป็นเพียงขนมลูกกวาดเคลือบน้ำตาล แต่คนที่ชอบคลุกคลีกับเด็กมาชาติที่แล้วพอมองออกว่ามีผลต่อจิตใจของเด็กอย่างไร ติงยวี่ถิงกุมขนมนั้นไว้อย่างถนอม “เจ้ามอบของล้ำค่าให้ข้าเช่นนี้ ช่างเป็นเด็กดีเหลือเกิน” เด็กน้อยได้ยินเช่นนั้นพลันเบิกตากลมโตดีใจ รู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่งที่มีคนรู้ค่าของมัน “ท่านผู้มีพระคุณงดงามดุจดั่งเทพธิดาตามที่ท่านย่าว่าไว้จริงๆ” ไฉ่ตันหน้าแดงแก้มแดงเอ่ยอย่างขัดเขิน “นั่นคือขนมน้ำตาลเคลือบที่ท่านแม่ทิ้งเอาไว้ก่อนตายขอรับ” ติงยวี่ถิงร้องอ้อในใจ ก้มมองขนมในมืออย่างอึ้งๆ เงยหน้ามองเด็กน้อยอย่างซาบซึ้ง “เจ้าต้องตัดใจมากปานใดหนอถึงนำมาให้ข้าเช่นนี้ มีน้ำใจเกินไปแล้ว” ไฉ่ตันยิ้มแฉ่ง “ข้ายังมีเหลืออีกขอรับ” ติงยวี่ถิงจับมือเด็กชายเข้ามาใกล้ ลูบกระหม่อมอย่างเอ็นดู “เจ้าคือตันเอ๋อร์ที่เป็นเทพตัวน้อยมาจุติกระมัง ท่านป้าเล่าเรื่องเจ้าให้ฟังเยอะเลย ข้าดีใจที่ได้เจอตัวจริง น่ารักรู้ความ ภายหน้าเจ้าต้องได้เป็นจอมยุทธ์ผู้เกรียงไกรหรือไม่ก็ขุนนางใหญ่แน่นอน” “โอ้! จริงหรือขอรับ” ไฉ่ตันได้ฟังยิ่งเบิกตาโตมากกว่าเดิม เขานึกชมชอบสตรีตรงหน้ามากขึ้นไปอีก ถึงขั้นโผเข้าหาแล้วซบบนตัก ออดอ้อนอย่างน่ารัก “นายหญิง ท่านเป็นคนดีจริงๆ ด้วย” เซียวหงเย่หรี่ตามองอดีตภรรยา “สร้างภาพ!” ติงยวี่ถิงหันขวับ “เดี๋ยวเถอะ!” เงื้อมือทำท่าจะตีเขาสักเพียะแต่ไฉ่ตันเงยหน้าขึ้นพอดี นางจึงเปลี่ยนมาจับเขาอุ้ม แล้วพามานั่งด้านข้างกั้นกลางระหว่างคนตัวโตแทน หึ! นั่งใกล้เด็กน้อยน่ารักดีกว่านั่งติดกับผู้ชายเจ้าชู้ หญิงสาวมองค้อน บอกกล่าวเช่นนั้นทางสายตา เซียวหงเย่เลิกคิ้ว ชายหญิงจ้องตากันไปมา ในขณะที่ไฉ่ตันนิ่งอึ้งไป เมื่อถูกอุ้มมานั่งตรงกลางเช่นนี้ เด็กชายตัวน้อยจึงนั่งนิ่ง สองตาแป๋วแหว๋วมองซ้ายทีขวาที สักพักพวงแก้มกลมๆ ก็เริ่มแดง ปากจิ้มลิ้มเม้มแน่น น้ำตาปริ่มๆ ตรงขอบตา ติงยวี่ถิงชะงัก ก้มถามเสียงนุ่ม “ตันเอ๋อร์เป็นอะไร” ไฉ่ตันก้มหน้า “ข้ากำลังรู้สึกดีเหลือเกิน เมื่อก่อนตอนท่านพ่อกับท่านแม่ยังอยู่ ข้าก็ชอบนั่งกับพวกท่านเช่นนี้ แม้จะเป็นเพียงภาพเลือนรางเพราะยังเด็กมากแต่ก็จำแม่น ข้า...เอ่อ...” “มีอะไรหรือ ตันเอ๋อร์อยากได้สิ่งใด บอกมาเถอะ” เซียวหงเย่ก้มหน้าถามอย่างเป็นห่วง เด็กชายยังคงก้มหน้าหลุบตาตอบเสียงอ้อมแอ้ม “ข้าขอนั่งกับพวกท่านแบบนี้ทั้งคืนได้หรือไม่?” วาจาเด็กน้อยทำชายหญิงทั้งสองมองหน้ากันนิ่งงัน จินอีต๋าเดินถือถาดใส่ขนมเข้ามาพอดีก็นิ่งงันเช่นกัน ครั้นได้สตินางรีบเอ่ยเสียงอ่อย “ขออภัยเจ้าค่ะ ตันเอ๋อร์ห้ามรบกวนผู้มีพระคุณ มาหาย่านี่มา” เด็กชายหน้าเศร้า “ขอรับ” เจ้าตัวเล็กรีบขยับตัวทำท่าลงจากเก้าอี้ เซียวหงเย่กับติงยวี่ถิงพูดพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย “ไม่เป็นไรๆ” ใจตรงกันกระทั่งฝ่ามือยังช่วยกันรั้งเด็กน้อยเอาไว้ หญิงสาวกล่าว “ข้าเป็นคนอุ้มตันเอ๋อร์มานั่งเอง” นางโอบประคองเด็กน้อย “เจ้านั่งตรงนี้แหละ ไม่ต้องลงไป หรือจะนั่งตักข้าก็ได้นะ” ชายหนุ่มโอบไหล่เล็กอีกข้างของเด็กชาย “ตันเอ๋อร์ นั่งตักพี่ชายดีกว่า” ติงยวี่ถิงมีหรือจะยอม “นั่งตักข้าเถอะนุ่มกว่าเยอะ” เซียวหงเย่เองก็ไม่ยอม “ตักนุ่มนิ่มมิสู้ตักแข็งแรง” “มานั่งตักข้าดีกว่า” “ตักพี่ชายเถอะ” ทั้งสองมีนิสัยชอบเด็กเหมือนกันจึงแย่งความสนใจจากไฉ่ตันพัลวัน ไฉ่ตันได้แต่เงยหน้ามองคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างทำสิ่งใดไม่ถูก ชายหญิงยังคงโอบเด็กน้อยเอาไว้เพื่อพามานั่งตัก แน่นอนว่าไฉ่ตันตัวเล็กนักถูกอุ้มไปอุ้มมาก็ให้รู้สึกมึนหัวแล้ว กระนั้นภาพบิดามารดาในความทรงจำที่เลือนรางแต่ไม่เคยจางหายก็ผุดพรายเต็มสมองน้อยๆ ไม่หยุด พวกท่านมักแย่งกันเอาใจเขาแบบนี้เสมอ ติงยวี่ถิงกับเซียวหงเย่ยังคงแย่งตัวไฉ่ตันให้นั่งตักตัวเองไม่หยุด ท้ายที่สุดไฉ่ตันพลันหลุดหัวเราะสดใสออกมา “ดีเหลือเกิน ข้ามีบิดามารดาแล้ว...” ว่าพลางพลิกตัวยืนขึ้นเขย่งเท้าเล็กๆ บนเก้าอี้ กางแขนเล็กๆ ทั้งสองข้างออก แล้วกอดคอแนบแก้มพวกเขาพร้อมกันเสียเลย “พวกท่านเหมือนท่านพ่อกับท่านแม่ของข้าเลย ฮือ...คิดถึง...” อีกครั้งที่ชายหญิงทั้งสองต้องตะลึง พวกเขาชะงักกึกเงียบสงัดทันใด เด็กชายหลับตาพริ้มยิ้มกริ่มขณะถูแก้มนุ่มไปมา ทว่าน้ำตากลับรินไหลเป็นทางยาว สุ้มเสียงสั่นระริก “ตันเอ๋อร์คิดถึงท่านพ่อท่านแม่เหลือเกิน” ติงยวี่ถิงกับเซียวหงเย่พลันนิ่งอึ้งไปกันใหญ่ พวกเขาลอบมองหน้ากัน สื่อนัยทางสายตาอย่างรู้ใจ ต่างฝ่ายต่างเอื้อมมือโอบเจ้าตัวเล็กเอาไว้ “คิดเสียว่าพวกเราคือบิดามารดาของเจ้าก็ได้นะ ตันเอ๋อร์” เซียวหงเย่เอ่ยเสียงทุ้มนุ่ม ติงยวี่ถิงพยักหน้ายิ้มอ่อน “ข้าจะกอดเจ้าไว้เอง ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะ” ไฉ่ตันร้องไห้กระซิกพลางผงกศีรษะอย่างเชื่อฟัง “ขอรับ” จินอีต๋าแทบจะทนมองภาพนี้มิได้ นางรีบก้มหน้าแอบซับน้ำตา ภาพคล้ายครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกที่ใจปรารถนา ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็นอีกครา สายฝนที่เคยกระหน่ำมอบความฉ่ำชื้นจนมืดครึ้มก่อนหน้า บัดนี้ค่อย ๆ ซาลงมากแล้ว หยดน้ำสีใสไหลกลิ้งจากใบไม้หนึ่งตกลงสู่ยอดหญ้าอย่างเงียบงัน กลิ่นอายดินปะปนกลิ่นทุ่งนาตลบอบอวลไปทั่ว แสงแดดยามบ่ายค่อยๆ แย้มเมฆทอดแสงเบิกฟ้าลงมา นำพาความสดชื่นสดใสทุกแห่งหน หากแต่บรรยากาศภายในเรือนของจินอีต๋ายังคงแปลกประหลาดผสานความรู้สึกลึกซึ้งหาใดเปรียบปานนั้น เพราะภาพสามคนคล้ายพ่อแม่ลูกผูกพันธ์ยังคงดำเนินต่อไป แม้ไฉ่ตันจะเริ่มง่วงตามเวลานอนกลางวันของตนกระทั่งคอพับคออ่อนจนนอนแน่นิ่งบนตักของทั้งสองไปแล้ว แต่ศีรษะน้อยๆ พาดบนตักของติงยวี่ถิง ในขณะที่ขาเล็กๆ คู่นั้นพาดอยู่บนหน้าขาของเซียวหงเย่ ส่วนมือของเด็กน้อยจับเสื้อของชายหญิงไว้อย่างละข้างด้วยท่าทางหวงแหนรสสัมผัสที่เพิ่งได้รับยามนี้ กระทั่งเซียวหงเย่อาสาอุ้มไฉ่ตันเข้าไปนอนในห้อง มือของเด็กชายก็ยังไม่ยอมปล่อยจากติงยวี่ถิง นางจึงจำต้องจับประคองไฉ่ตันไปส่งในห้องด้วยกัน การกระทำของชายหนุ่มหญิงสาวล้วนเป็นธรรมชาติ แน่นอนว่ามิได้นัดหมาย สายตาที่เผลอมองสบกันจึงมีแววแปลกใจไม่เบา มีความจริงหนึ่งประการคือตลอดการแต่งงาน กระทั่งหย่าร้าง เขาและนางไม่เคยทำแบบนี้ในอดีต ติงยวี่ถิงคนเก่า เอาแต่มองว่าเซียวหงเย่ผู้นี้ล้ำเลิศเกินพรรณนา ทั้งรูปงามภูมิฐาน ที่สำคัญยังมีฐานะมั่งคั่ง ร่ำรวยที่สุดในเมืองจินโจว ทุกอย่างดีไปหมด ไม่มีตำหนิแม้แต่น้อย นางจึงเอาแต่เฝ้ารั้งและรอคอยการใกล้ชิดจากเขา ซึ่งก็ไม่เคยได้รับกลับมา มีเพียงความห่างเหินเย็นชาและหมางเมิน ขนาดเดินในบริเวณเดียวกันเขายังเดินเสียไกล ในขณะที่ในความทรงจำของเซียวหงเย่นั้น เขามองติงยวี่ถิงตามความเป็นจริงมาโดยตลอด นางร้ายมาก ชั่วยิ่ง หมายมาดในตัวเขาอย่างไร้ยางอาย พอไม่ได้ดังใจก็โวยวายเกรี้ยวกราด เหมือนปีศาจที่ฆ่าคนได้ตลอดเวลา ทั้งน่ากลัวและน่ารังเกียจ หากแต่วันนี้... สตรีที่นิสัยร้ายกาจต่อให้เพียงเสแสร้งแกล้งทำหรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองจริงๆ ก็ไม่ควรแนบเนียนปานนี้ จากความทรงจำของร่างเก่าที่ผนึกอยู่ในหัวของเขากับนางตรงหน้าช่างผิดปกติวิสัยและแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ยังมีเรื่องหนึ่งที่เขาเพิ่งรู้เพิ่มมาอีกว่านางเชี่ยวชาญสมุนไพรและยาบำรุงผิวพรรณ ซึ่งต่างจากแต่ก่อนอย่างยิ่ง ถึงขั้นมีความรู้เรื่องการเพาะปลูกดอกไม้และพืชพันธุ์แปลกๆ สำหรับความงามที่ใกล้เคียงความรู้สมัยใหม่อยู่บ้าง เดิมทีเพราะสกุลติงมีร้านยา ครอบครัวมีพื้นฐานความรู้สมุนไพร จึงไม่แปลกหากติงยวี่ถิงจะทำได้ แต่นางไม่เคยใส่ใจใคร่รู้เลยสักครา ทว่าพอถึงขั้นวิกฤตมา นางพลันทำได้เป็นอย่างดี เขาจึงรู้สึกสนใจในตัวตนแต่มิได้สงสัยอันใดมากกว่านี้ ครั้นครุ่นคิดลึกซึ้ง... เซียวหงเย่หรี่ตามองติงยวี่ถิง ลอบพิจารณาหลายสิ่งประกอบกันโดยละเอียดอย่างเงียบงัน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD