ดังนั้นหล่อนจึงไม่รอช้าหยิบถุงยาขึ้นมา ก่อนจะเริ่มอ่านชื่อยาและเสิร์ชดูสรรพคุณของมันในอินเทอร์เน็ต และผลก็ออกมาอย่างที่ไม่คาดคิด โรคที่จัสตินเป็นนั้นมันคือโรคป่วยทางจิตชนิดหนึ่ง
“น่ากลัวจัง” รำพันออกมาเบาๆ เมื่อได้รู้แล้วว่ายาพวกนี้มีไว้รักษาโรคอะไร
จนได้รู้ว่าเขาเป็น โรคนิมโฟมาเนีย เป็นโรคจิตชนิดหนึ่งที่ผู้ป่วยมีอาการคลั่งเซ็กส์และมีความต้องการทางเพศสูง แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนัก
ผู้ป่วยยังคงสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนทั่วไปในสังคมได้ ถ้าหากทำการบำบัดตามที่คุณหมอแนะนำและทานยาเป็นประจำอาการก็จะดีขึ้น
ถึงแม้โรคนี้จะยังไม่มีตัวยาไหนรักษาให้หายดีก็ตาม ข้อควรระวังก็คืออย่าให้ผู้ป่วยเกิดอาการเครียด เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ป่วยทางจิตรเวลามีเรื่องเข้ามากระทบกระเทือนต่อความรู้สึกนั้น พวกเขาจะเกิดอาการหดหู่ใจขึ้นมาได้ง่ายๆ และอีกข้อที่อันตรายก็คือโรคนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้สูง....
“จะกลัวหรือว่าสงสารดีล่ะเนี่ย ที่ให้ฉันมาเป็นนางบำเรอก็คงจะเพราะเอามาบำบัดความต้องการทางเพศแน่เลย”
เธอไม่รู้ว่าควรจะสงสารหรือกลัวดี เพราะโรคนี้มันก็ไม่ได้อันตรายจนผู้ป่วยไม่สามารถอยู่ร่วมกับคนทั่วไปได้ แต่เพราะจัสตินคงดูแลรักษาเนื้อรักษาตัวอย่างดี เขาจึงสามารถอยู่ร่วมกับคนทั่วไปได้ จนดูไม่เหมือนคนป่วยเลยสักนิด
‘เห็นว่าถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ด้วย ถ้างั้นก็แปลว่าถ้าคุณจัสตินมีลูก ลูกของเขาก็อาจจะติดไปด้วย แล้วแบบนี้ใครจะแฮปปี้ล่ะ ถ้ารู้ว่าลูกจะติดโรคที่ตัวเองเป็นอยู่’
จริงอยู่ที่มันอาจจะฟังดูน่ากลัว เพราะผู้ป่วยโรคนี้เท่าที่หล่อนอ่านมาเมื่อครู่ พวกเขามักจะมีอาการความต้องการทางเพศสูง บางรายถ้าตามใจตัวเองหนักมากก็จะเปลี่ยนคู่นอนเป็นว่าเล่น
การมีเซ็กส์ก็ดุดันและความต้องการสูงมากๆ มันจะน่ากลัวก็คงจะตรงนี้ และคนที่จะมารองรับความต้องการของเขาก็คือเธอด้วย...
‘แล้วแบบนี้ฉันจะไม่แหลกคามือเขาหรอเนี่ย แต่จะว่าไปเขาอาจจะชอบเปลี่ยนคู่นอนก็ได้ ถ้าอย่างนั้นก็คงจะเบื่อเราเร็วและปล่อยเราไป’
คิดได้แบบนี้ก็มีสีหน้าที่แจ่มใสขึ้น ก่อนจะรีบเก็บยาไปไว้ที่เดิมเพราะกลัวว่าจะถูกจับได้ แต่หารู้ไม่ว่าผู้ป่วยอย่างพวกเขาถ้าหากได้ลิ้มรสการมีสัมพันธ์ทางเพศกับใครแล้วรู้สึกอิ่มเอมเป็นพิเศษ พวกเขาก็ไม่มีทางจะปล่อยอาหารอันโอชะที่กินอิ่ม แถมอร่อยและกินได้ไม่เบื่อให้หลุดมือไปอย่างแน่นอน
ยกตัวอย่างเช่นผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่ยังสามารถมีครอบครัวแบบผัวเดียวเมียเดียวได้โดยที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นโรคนี้ ก็ยังคงมีอยู่ แต่ก็อาจจะมีไม่กี่คนที่ยอมบอกคนรู้จักออกมาตรงๆ ว่าเป็นโรคอะไร เพราะเรื่องพวกนี้มันไม่ควรที่จะเปิดเผยกับคนที่ไม่สนิท
เช่นเดียวกับจัสติน จะมีก็แต่พวกเพื่อนๆ ของพวกเขาที่รู้เรื่องนี้ แต่ทุกคนก็ไม่มีท่าทีรังเกียจอะไร เพราะคบหากันด้วยใจไม่ได้คบหากันเพราะชื่อเสียงวงศ์ตระกูลหรือเพื่อธุรกิจแต่อย่างใด
เพื่อนสนิทในกลุ่มเข้าใจว่าเรื่องโรคภัยไข้เจ็บพวกนี้มันห้ามกันไม่ได้ หนำซ้ำถึงแม้บรรดาแก๊งเพื่อนสนิทจะไม่ได้ป่วยเป็นโรคนิมโฟมาเนีย ทุกคนก็ยังชอบไปเริงร่ากันในไนท์คลับและก็พาสาวกลับไปเริงสวาทด้วยแทบจะทุกวัน
แถมยังชอบเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ไม่ซ้ำหน้า เช่นเดียวกับจัสติน เรียกได้ว่าถึงแม้จะไม่มีโรคความต้องการทางเพศสูงอย่างจัสติน เหล่าบรรดาเพื่อนๆ ของพวกเขาก็มีความต้องการทางเพศสูงมากๆ กันอยู่แล้ว
ที่มหาวิทยาลัย
“ฉันกลับก่อนนะ เจอกันที่คลับตอนสองทุ่ม”
“ได้เลยเพื่อน” >>แจ๊คสัน
“โอเค” >>อาร์มันโด้
“บาย จัสติน” >>อาร์เธอร์
ล่ำลาเพื่อนๆ ด้วยรอยอิ้ม อันที่จริงไม่ใช่ครั้งแรกในระหว่างวันที่เขายิ้ม สีหน้าของจัสตินวันนี้มันดูมีความสุขมากกว่าทุกๆ วันที่ผ่านมา
สีหน้าและแววตาของเขามันดูมีชีวิตชีวามากกว่าวันก่อนๆ จนเพื่อนในแก๊งยังรู้สึกได้
“สองวันมานี้มันอารมณ์ดีแปลกๆ นะ เห็นปกติอารมณ์มันถ้าไม่บูดบึ้งก็เรียบเฉย แต่สองวันมานี้ทั้งสีหน้าและแวตตาดูมีความสุขเหลือเกิน เอ...หรือว่ามันกำลังมีความรัก” แจ๊คสันพูดด้วยท่าทางอึ้งๆ
เพราะถ้าหากชายหนุ่มผู้หน้านิ่งตลอดเวลา แต่ดุดันก็เฉพาะตอนมีอารมณ์ใคร่สวาท หากเพื่อนคนนี้จะมีความรักมันก็คงเป็นเรื่องที่น่าทึ่งที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตของเขาเลยทีเดียว
“บ้าน่า...มันเย็นชากับเพศแม่จะตาย ขนาดผู้หญิงสวยๆ ฐานะดีๆ เข้ามาหาทั้งนั้นมันยังเมินใส่เขาเลย คนอย่างมันจะสนใจหาผู้หญิงก็ตอนที่กำลังอยากขึ้นเตียงเท่านั้นแหละ มันคงไม่ชิ่งมีแฟนตัดหน้าพวกเราหลอก” อาร์เธอร์เพื่อนอีกคนในแก๊งแย้งขึ้น
“ฉันก็ว่างั้นแหละ เห็นด้วยกับอาร์เธอร์ พวกเรากับหอดีกว่า สองทุ่มเมื่อไหร่ก็ไปตามนัดเหมือนเดิม” เดวิดตัดบท ก่อนจะไล่เพื่อนชายทั้งสองคนให้กลับบ้าน
ปากก็บอกว่าเห็นด้วยกับอาร์เธอร์ ทั้งที่ตัวเองก็รู้ดีที่สุดว่าจัสตินต้องกำลังมีความรักแน่ๆ
‘เอาเถอะ ไว้ให้จัสตินรู้ด้วยตัวเองและเปิดตัวผู้หญิงคนนั้น มันน่าจะดีกว่า’
เดวิดไม่ใช่พวกใจร้อนวู่วาม จึงได้แต่คิดเรื่องนี้ด้วยรอยยิ้ม และรออย่างใจเย็น หวังว่าเพื่อนเขาคงจะรู้ตัวในเร็วๆ นี้
ถ้าหากจัสตินจะเป็นพวกบื้อในความรัก ถึงรู้สึกตัวช้าก็คงไม่นานเกินรอ แต่ที่ไหนได้ คนที่ไม่เคยมีความรักและไม่คิดอยากจะมีมักจะบื้อ และรู้สึกตัวช้าก็มีถมเถไป...
ที่คอนโด
“กลับมาแล้ว” พูดด้วยในเสียงราบเรียบ แต่ทว่าถึงหน้าจะนิ่งปากก็ไม่ยิ้ม แต่นัยน์ตาของเขามันดันมีประกายวิบวับแปลกๆ ยามมองมาที่เธอ จนคนที่แม้ปากจะไม่ค่อยพูด แต่ช่างสังเกตอย่างหญิงสาว อดไม่ได้ที่จะเห็นประกายตานั้นแล้วเกิดรู้สึกประหม่าขึ้นมา
“ค่ะ นั่งพักก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันมา”
นึกสงสัยว่าหล่อนจะทำอะไร แต่ก็ยอมนั่งรอบนโซฟาที่เป็นทั้งที่นั่งเล่นของเขาและที่นอนของหล่อน
หญิงสาวหายเข้าไปในห้องครัวชั่วครู่ และเดินกลับมาหาเขาพร้อมกับถาดที่บรรจุของที่เธอเตรียมไว้ให้เขา
“เช็ดหน้า แล้วก็ทานของว่างก่อนนะคะ” ว่าแล้วก็วางถาดที่บรรจุน้ำส้มคั้น แอปเปื้ลแดงที่ถูกปลอกเป็นชิ้นๆ พร้อมกับผ้าเย็นที่เตรียมไว้ลงบนโต๊ะ
ชายหนุ่มได้แต่มองอย่างอึ้งๆ เพราะไม่คิดว่าหล่อนจะทำอะไรแบบนี้ ก่อนที่หัวใจของเขามันจะลิงโลดด้วยความปลื้มใจ พร้อมกับยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก
ส่วนหญิงสาวนั้นเธอก็ไม่ได้รู้สึกเคอะเขินอะไร เนื่องจากเมื่อก่อนเธอจะหาน้ำ หาของว่าง หาผ้าเย็นมาให้พ่อกับแม่ทุกวันหลังจากที่พวกท่านเลิกงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้เป็นแม่ก็เป็นคนสอนให้เธอและน้องสาวทำเอง
ทั้งที่ปกติตั้งแต่เด็กจนโตหรือเวลาที่กลับไปเยี่ยมบิดามารดาทีไร มารดาของเขาและคนใช้ก็จะปฏิบัติต่อเขาและพี่สาวแบบนี้ ทว่าเขาก็กลับรู้สึกเฉยๆ
นั่นก็เป็นเพราะว่ารู้สึกคุ้นเคยกับอะไรแบบนี้มาตั้งแต่เด็กจนโต แต่ไม่ใช่กับหญิงสาวผู้นี้ การกระทำของหล่อนในตอนนี้ทำให้เขารู้สึกปลื้มใจขึ้นมา โดยหาสาเหตุไม่ได้อีกตามเคย รู้เพียงแต่ว่ามันดีต่อหัวใจยิ่งนัก
“ขอบใจ” ว่าแล้วก็หยิบผ้าเย็นมาเช็ดหน้า ก่อนจะลงมือทานของว่างที่หญิงสาวเตรียมไว้ให้ หญิงสาวไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่ส่งยิ้มน้อยๆ ให้เขา