“ฮึก...”
เพราะอารมณ์ความเจ็บปวดของคนที่ขัดคำสั่งไม่ได้ หนำซ้ำยังเป็นคนขี้แยและร้องไห้ง่ายอยู่แล้ว บวกกับความเจ็บปวดที่ท้องอีก มันจึงทำให้หล่อนร้องไห้ออกมาจนได้ เพราะความเจ็บปวดจริงๆ ที่ตนเองเป็นคนสร้างหนี้สินขึ้นมา เพื่อพันธนาการตนเองไม่ให้ออกนอกเหนือคำสั่งเจ้าหนี้ได้
จัสตินรู้สึกได้ว่าหัวใจมันบีบรัดเข้าหากันด้วยความเจ็บปวด แถมยังเต้นแรงเหมือนครั้งแรกที่ได้เห็นหล่อนร้องไห้
เขารู้สึกไม่ดีเลย ยิ่งได้ยินเสียงสะอื้น ได้เห็นหยดน้ำตามันก็ทำให้เจ้าตัวรู้สึกเหมือนใจจะขาดเสียเอง ดังนั้นเขาจึงคิดว่าควรจะเดินหนีออกมาได้แล้ว ปล่อยให้หล่อนได้ร้องไห้ระบายความทุกข์ดีกว่า
เขาไม่อยากจะไปยืนดูเธอร้องไห้ เพราะเจ้าตัวก็ยอมรับเลยว่าปลอบผู้หญิงไม่เป็น แม้แต่พี่สาวตัวเองเขายังไม่เคยปลอบตอนที่พี่ร้องไห้เลย
เพราะพี่มีคนคอยปลอบทั้งบ้าน เวลาที่หกล้มร้องไห้ตอนเด็กๆ เหตุนี้เองชายหนุ่มจึงไม่รู้จะปลอบผ้หญิงคนนี้ยังไง และถ้าการปลอบของเขามันจะทำให้หญิงสาวได้ใจ จัสตินก็คิดว่าดีแล้วที่จะไม่เข้าไปปลอบเธอ
พอยาที่ทานไปออกฤทธิ์ อาการเจ็บปวดทุเลาลง มันก็ให้หล่อนหลับไปโดยไม่รู้ตัวและหลับไปทั้งน้ำตา เช่นเดียวกับจัสตินที่ยอมวางมือจากเกมส์ในมือถือ
พอเห็นว่าคนที่นอนอยู่ที่โซฟาหน้าโทรทัศน์นั้นหยุดร้องไห้ และเงียบไปได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว เขาจึงเดินเข้ามาดู
‘ร้องไห้เสร็จก็หลับ ท่าทางเหนื่อยขนาดนี้ยังจะดื้ออีก ใจพร้อม กายมันก็ต้องพร้อมด้วยนะยัยเด็กบ้าถึงจะไหว ฉันไม่เคยจน แต่ฉันก็เคยเห็นคนจนนะยัยบ้า’
ได้แต่อมยิ้มน้อยๆ และพูดแบบนั้นในใจ
‘ผ้าก็ไม่ห่ม น้ำตาก็ไม่เช็ด สมแล้วที่เป็นเด็กบ้า’ คิดแล้วก็ห่มผ้าให้หล่อน ก่อนจะใช้มือเช็ดน้ำตาให้
ซึ่งครั้งนี้จัสตินก็ได้ทำสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำให้กับใครมาก่อน และเผลอทำโดยไม่รู้ตัว และมารู้ตัวในตอนที่ทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ทั้งเช็ดน้ำตา ห่มผ้า และยังได้ลูบหัวด้วยความอ่อนโยนอีกด้วย
‘เฮ้ย... นี่ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย ฉันทำอะไรแปลกๆ แบบนี้ทำไม นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเรา มันแปลกตั้งแต่ใจเต้นแรงและเจ็บใจตอนที่เห็นยัยนี่ร้องไห้แล้ว เกิดอะไรขึ้นกับตัวฉัน นี่ฉันบ้าไปแล้วใช่มั้ย’
มาตกใจกับการกระทำของตนเองเมื่อตอนที่กำลังเดินอมยิ้มมาเข้านอน ทั้งที่ชอบเรียกเธอว่ายัยบ้า แต่ตอนนี้กลายเป็นเขาไปแล้วที่บ้า กำลังบ้ากับความสับสนในใจของตัวเอง
‘ฉันควรจะไปปรึกษาเพื่อนสินะ หรือไปหาหมอดี แต่ควรไปหาพวกเพื่อนๆ ก่อนดีกว่า ถ้าอาการหนักมากค่อยไปโรงพยาบาล เอ๊ะ...หรือว่าไปหาพ่อกับแม่ ไปถามดูหน่อยดีมั้ยว่าพ่อเคยมีอาการแบบนี้รึเปล่า’
เพราะเป็นโรค ‘นิมโฟมาเนีย’ หรือที่บุคคลทั่วไปชอบเรียกว่า โรคมีความต้องการทางเพศสูง
ซึ่งเป็นอาการป่วยทางจิตชนิดหนึ่ง ดังนั้นพอเจออะไรแปลกๆ ต่อหัวใจแบบนี้ เขาจึงคิดว่าควรจะไปหาหมอหรือไม่ก็ไปหาพ่ออย่างเดียว เพราะคุณพ่อและพี่สาวก็เป็นโรคคนี้ด้วย
ในครอบครัวสี่คนพ่อแม่ลูก มีแค่มารดาเท่านั้นที่สุขภาพดีทั้งด้านจิตใจและด้านร่างกาย ส่วนตัวชายหนุ่มและบิดากับพี่สาวต้องมาคอยทานยาระงับ และบำบัดโรคจิตชนิดนี้ เพื่อให้มันทุเลาลง
เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่พบยาหรือวัคซีนอะไรที่ให้ผู้ป่วยหายจากโรคนี้ได้เลย จะทำได้ก็เพียงแค่ทำให้อาการดีขึ้นเท่านั้น นั่นก็คือสามารถควบคุมอารมณ์ใคร่ได้บ้างในบางครั้ง
‘ไปหาเพื่อนดีกว่า ป่านนี้พ่อคงกำลังพัก พี่ก็คงจะไม่ว่าง’
คนที่คิดว่าตัวเองไม่ปกตินั้นดูร้อนรนมากในเวลานี้ เพราะเจ้าตัวไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อนเลยในชีวิต
เป็นเพราะตอนนี้เพื่อนๆ คนอื่นๆ ของเขาต่างออกไปท่องราตรีกันหมด ชายหนุ่มไม่อยากขัดความสุขของเพื่อนๆ ที่ไปเที่ยวกลางคืน ดังนั้นจึงตัดสินใจจะมาปรึกษากับเพื่อนชายที่ดูจะเรียบร้อยที่สุดในกลุ่มอย่างเดวิด ถึงจะยังไม่แน่ใจว่าเพื่อนรักจะให้คำตอบเขาได้ไหมก็ตาม
“ว่าไง ทำไมวันนี้ไม่ไปเที่ยวล่ะ อ่ะ นี่เอาไปดื่มสิ” ว่าแล้วก็ส่งเบียร์กระป๋องให้กับเพื่อนรักที่วันนี้มาแปลก
ปกติเพื่อนของเขาคนนี้จะมาที่นี่ เวลาที่จะมานั่งสังสรรค์กับเพื่อนๆ ที่เหลือในวันที่ไม่อยากเข้าผับเข้าบาร์เท่านั้น ส่วนเวลาอยากล่าผู้หญิงก็จะไปท่องตามสถานที่บันเทิงในยามค่ำคืนแถวๆ นี้
แต่วันนี้จัสตินมาแปลกมาก บอกว่ามีเรื่องจะปรึกษาเขา เดวิดคิดไม่ออกเลยว่าเพื่อนชายจะปรึกษาเขาเรื่องอะไร เพราะคนฉลาดและเรียนเก่งมากอย่างจัสตินนั้น ไม่น่าจะมีเรื่องที่ตัวเองไม่รู้
“ฉันอยากจะถามนายว่า...” ว่าแล้วก็เล่าเรื่องความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับจิรัชญาให้เดวิดฟัง แต่ไม่ได้เล่าอะไรไปมากกว่าเรื่องความรู้สึกของตัวเอง
ดังนั้นเพื่อนชายก็ยังไม่รู้เรื่องของเขาและหล่อน แต่เจ้าตัวก็พอจะรู้เรื่องแล้วว่าอาการแบบนี้ของเพื่อนชายมันคืออะไร และก็แอบตกใจและขำขันนิดๆ เมื่อเห็นว่าคนฉลาดๆ อย่างนายจัสติน กลับไม่เข้าใจความรู้สึกและอาการที่ตัวเองเป็นอยู่
“ฮ่าๆ โง่ชะมัด”
หัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ ที่จัสตินรู้ดีไปหมดทุกอย่าง ยกเว้นหัวใจตัวเอง
“อะไร ฉันเป็นอะไร ทำไมอยู่ๆ ถึงว่าฉันโง่”
ยิ่งได้ยินดังนั้นก็ยิ่งอยากรู้อาการประหลาดของตัวเอง
“เรื่องนี้ฉันบอกนายไม่ได้ว่ะเพื่อ ต้องรู้ด้วยตัวเอง มันเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องหาคำตอบด้วยตัวเองเท่านั้น”
เขายิ่งสงสัยและอยากรู้เข้าไปอีก
“บอกไม่ได้จริงๆ เหรอ ฉันอยากรู้จริงๆ นะ นายรู้แต่ทำไมไม่บอกฉัน”
ท่าทีร้อนรนของเพื่อนชายยิ่งทำให้เดวิดรู้สึกสนุก เขาจะไม่บอกเด็ดขาดว่าเจ้าเพื่อนรักนั้นเป็นอะไร เพราะจัสตินนั้นดันมาหาคำตอบไม่ได้ ทั้งที่มันเป็นเรื่องของความรู้สึกตัวเอง
แบบนี้ยิ่งควรจะให้รู้ด้วยตัวเองดีกว่า ที่จะบอกไปตรงๆ เพราะเรื่องที่จัสตินกำลังประสบพบเจออยู่นั้น มันเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งซับซ้อนและละเอียดอ่อนมากๆ
ซึ่งถ้าบอกไปตรงๆ เพื่อนของเขาก็จะไม่ได้สัมผัส และรู้สึกกับความรู้สึกถึงที่เรียกว่า...
‘ความรักในเชิงชู้สาว’
เพราะยังไงความรู้สึกแบบนี้ ในความคิดของเดวิด การรู้เห็นด้วยตัวเองมันเป็นอะไรที่ไม่สามารถปฏิเสธหัวใจตัวเองได้อยู่แล้ว
แต่ถ้าหากรู้จากปากคนอื่น ความรู้สึกสุดแสนจะพิเศษที่มันไม่เคยเกิดขึ้นกับผู้หญิงคนไหนมาก่อนแบบนั้น จัสตินก็อาจจะไม่เชื่อและหาว่าเขามั่วด้วย
ดังนั้นการพิสูจน์มันด้วยตัวเอง จะเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
“นี่จะไม่บอกจริงๆ เหรอ” จัสตินดูไม่ชอบใจกับคำตอบแบบนี้มากๆ แต่มีหรือที่จะต่อต้านเดวิดได้
‘คนอะไรกัน รู้ไปหมดทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องรักๆ’
นี่คงเป็นเรื่องเดียวที่ทำให้จัสตินดูโง่ และทำให้เขาดูฉลาดขึ้นมา