จิรัชญชารู้ดีว่าเธอกำลังเขิน เพราะได้สบตากับเขาจังๆ และใกล้ชิด แตกต่างจากอีกฝ่ายที่เขินหนักมากจนไม่กล้าหันไปมองเธอ แต่ก็ไม่รู้ตัวว่าตนเองเขินเพราะตั้งแต่โตขึ้นมามันคือความรู้สึกตกหลุมรักที่เขาไม่รู้จัก และไม่เคยเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง
“ฉันไปเก็บผ้าต่อนะ” พูดโดยไม่หันไปมองหน้าเธอ
“ค่ะๆ” คนตอบก็ไม่หันไปมองคนพูดเช่นกัน
ชายหนุ่มเดินออกมาที่ระเบียงได้ก็กุมมือจับที่หัวใจตนเอง รู้สึกว่าใจมันเต้นไม่ปกติอีกแล้ว หนำซ้ำคราวนี้ยังรู้สึกว่าหน้ามันร้อนแปลกๆ
‘อันตรายต่อใจฉันจริงๆ ยัยนี่ สักวันฉันต้องรู้ให้ได้ว่าทำไมถึงรู้สึกประหลาดๆ แบบนี้’
ยิ่งคิดก็อยากรู้ แต่ก็ได้แค่ใจเย็นๆ และหวังให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
‘โอ๊ย... เขินจัง’
ทางด้านคนที่นั่งอยู่ก็ยังคงรู้สึกเคอะเขินอยู่เหมือนกับเขา พลางคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ก็ทำให้เขินขึ้นมาอีกครั้ง จนต้องหยิบหมอนใบเล็กขึ้นมาจิกเหมือนกำลังฝันหวาน จากนั้นพอได้สติก็ตกใจกับการกระทำของตัวเองขึ้นมา ก่อนจะปาหมอนทิ้งไปในทันที
‘เป็นบ้าอะไรเนี่ยฉัน’
อดต่อว่าตัวเองไม่ได้ หลังจากนั้นเธอก็กลับเข้าโหมดปกติด้วยการนั่งดูรายการโทรทัศน์ต่อ และเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่อาจรู้ได้
พอถึงเวลาที่จะต้องไปเรียน จัสตินก็เตรียมตัวจะเดินออกจากห้อง ก่อนที่สายตาจะไปสะดุดอยู่ที่ร่างบอบบางของคนป่วยที่นอนอยู่บนโซฟา
เหมือนกับมีแรงดึงดูดทำให้จัสตินเดินเข้าไปหาร่างนั้นทั้งที่เจ้าตัวก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเดินไปหาหล่อนด้วย รู้แต่ว่าต้องเดินไปและก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าของเธอ
ใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูน่าทะนุถนอมนั้น มันทำให้ชายหนุ่มอดที่จะจ้องมองด้วยความรู้สึกตกหลุมรักไม่ได้ (แต่เจ้าตัวยังไม่รู้เรื่อง จึงคิดว่าเป็นเพียงความรู้สึกแปลกๆ)
สายตาคมๆ ในแบบชาวอเมริกันของเขาจ้องมองไปทั่วใบหน้าขาวนวลจนมาหยุดใจจดใจจ่ออยู่ที่เรียวปากอวบอิ่ม ที่ตอนนี้มันบวมแดงขึ้นมาเล็กน้อยนั่นก็เป็นเพราะพิษจูบอันรุนแรงของเจ้าตัว ซึ่งเขาก็รู้ว่าที่ปากหล่อนแดงขนาดนี้ ก็เพราะว่าเขาทำ
ไม่เพียงแต่จะคิดอยู่เฉยๆ ความรู้สึกหลงรักที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ของเจ้าตัวได้ทำสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าในชาตินี้จะได้ทำแบบนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน
และนั่นก็คือการประทับริมฝีปากอย่างอ่อนโยนและทะนุถนอม
ริมฝีปากหยักสวยได้รู้ของหนุ่มลูกเสี้ยวประทับไปที่เรียวปากอวบอิ่มสีเชอรี่ของคนป่วยอย่างเบาบางที่สุด ประกบริมฝีปากจูบแบบนั้นเพียงชั่วครู่ ก่อนที่จะถอนริมฝีปากออกมา จากนั้นก็ยกยิ้มขึ้นด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบหัวใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ชายหนุ่มได้เดินออกไปจากห้องพักสุดหรูของตนเองด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ซึ่งมันก็เป็นครั้งแรกที่เจ้าตัวเดินออกมาจากห้องพักด้วยรอยยิ้มที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพราะมันไม่ใช่เพียงรอยยิ้มธรรมดาๆ แต่ทว่านี่คือรอยยิ้มของคนที่กำลังมีความรัก...
ไม่ใช่เพียงจัสตินที่กำลังมีความสุข ด้านคนที่กำนอนหลับฝันดีอยู่ก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการเคอะเขิน เนื่องจากเจ้าหล่อนนั้นฝันว่าตนกำลังนอนหลับอยู่บนเปลสีขาวที่ถูกผูกไว้กับต้นไม้
โดยที่เบื้องหน้าเป็นทะเลสีฟ้า บรรยากาศเย็นสบายทั้งสวยงามทั้งโรแมนติก ในฝันนั้นเธอกำลังพริ้มหลับอย่างมีความสุขสุดๆ จากนั้นจัสตินก็เดินมาหาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนแสนหวานที่พอเห็นแล้วก็ทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
จากนั้นชายหนุ่มก็ประทับจูบเธออย่างอ่อนโยนและหวานละมุล ก่อนที่เขาจะเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม
“ยัยบ้าเอ๊ย! ฝันอะไรเนี่ย น่าอายชะมัด ท่องไว้ๆ ว่าแกมันก็แค่นางบำเรอกับลูกหนี้ เขามันเป็นเจ้าหนี้ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เราไม่มีวันเอื้อมถึง และไม่มีวันที่คิดจะเอื้อม อยู่ๆ ไปฝันบ้าๆ แบบนั้นได้ไงเนี่ย แถมฝันเหมือนจริงชะมัด เหมือนถูกจูบจริงๆ”
ผู้หญิงขรึมๆ ที่พูดน้อยกลับกลายเป็นผู้หญิงพูดมากทันทีเมื่อเจอฝันหวานๆ นี้เขาไป
เธอได้แต่พึมพำบอกตัวเองให้หายเขินอายกับสิ่งที่ฝันถึงอยู่นานสองนาน แต่ทำไมใจเจ้ากรรมมันกลับทรยศต่อการกระทำทั้งที่พยายามบอกกับตัวเองว่ามันเป็นฝันที่เป็นไปไม่ได้ แต่ทำไมใจของเจ้าหล่อนมันรู้สึกอิ่มสุข และมีความอยากจะฝันต่อแบบนี้ ราวๆ กับว่ามันเป็นฝันที่ดีที่สุด
“บ้าๆ ฝันประหลาดต่างหากไม่ใช่ฝันดี”
ยังคงย้อนแย้งกับตัวเองทั้งที่หารู้ไม่ว่าฝันนี้มันกลายเป็นจริงไปตั้งแต่ก่อนที่เธอจะตื่นขึ้นมานั่งบ่นคนเดียวเสียแล้ว...
จิรัชญานอนเล่นพักผ่อนทั้งวัน ตอนนี้เธอรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ตัวของหญิงสาวก็เบาขึ้นนั่นก็คงจะเป็นเพราะว่าไข้เริ่มจะหายดีแล้ว เห็นทีพรุ่งนี้ก็คงจะไปเรียนและไปทำงานได้แล้วจริงๆ
แต่หล่อนก็ยังแอบเสียดายในเรื่องอาบน้ำอยู่ สาเหตุที่ทำให้จับไข้อีกครั้งก็คงจะเป็นเพราะการอาบน้ำนานกว่าปกติของเธอ ซ้ำยังเป็นคนป่วยอยู่ถึงแม้เวลาครึ่งชั่วโมงมันไม่นานมากนัก แต่สำหรับคนป่วยที่ยังไม่หายดีจากการเป็นไข้ ก็ควรที่จะเช็ดตัวมากกว่าที่จะไปอาบน้ำนานๆ
“เสียดาย อุตสาห์ได้หยุดทั้งทีอยากจะอาบน้ำนานๆ สักหน่อย แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้”
เธอเดินเล่นลัดเลาะไปตามห้องเพื่อดูว่ามีอะไรที่คนป่วยอย่างเธอจะทำแก้เบื่อได้บ้าง แต่ก็ปรากฏว่าไม่มีเพราะว่าเจ้าของห้องได้ทำความสะอาดทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว
‘เป็นผู้ชายที่เรียบร้อยดีจัง’
นึกชื่นชมจัสตินในใจที่เขาดูแลทำความสะอาดห้องได้ดีมากทั้งที่เป็นผู้ชาย
อันที่จริงแล้วเขาจะจ้างแม่บ้านมาทำให้ก็ได้ แต่ชายฉกรรจ์อย่างเขากลับทำทุกอย่างเองได้เรียบร้อยเกินคาด รวมถึงในเรื่องของอาหารด้วย ทั้งหน้าตาและรสชาติก็อร่อยใช้ได้เลย
‘ทำไมผู้ชายคนนี้เก่งจังเลยนะ งานบ้านก็ทำเป็น กับข้าวก็ทำอร่อย ทั้งที่เป็นลูกคนรวยแท้ๆ งานบ้านจ้างคนอื่นทำก็ได้ อาหารก็ไปซื้อทานเองก็ได้’ ตั้งคำถามอยู่ในใจจนนึกขึ้นได้ว่าเธอไม่มีสิทธิ์ที่จะไปรู้เรื่องทุกอย่างของเจ้าหนี้
‘ลืมตัวไปแล้วหรือไงเจนนี่ ว่าแกเป็นแค่ขี้ข้าและนางบำเรอที่ติดหนี้’
เกิดอาการสลดขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่สายตาอันหลักแหลมจะไปสะดุดอยู่ที่ถุงยาที่ถูกวางไว้บนโต๊ะทำงาน
ความจริงแล้วเธอไม่ได้เคยเห็นมันเป็นครั้งแรก เพราะเวลาจัสตินจะทานอาหารทีไรเขามักจะกินยาอยู่ตลอด ทั้งก่อนและหลังอาหาร
อันที่จริงแล้วหล่อนก็สงสัยว่าชายหนุ่มที่ดูแข็งแรงและบึกบึนมากคนนี้ได้มีโรคประจำตัวอะไรรึเปล่า ถึงได้กินยาทุกครั้งเวลาทานอาหาร แต่ก็ไม่กล้าถามเพราะดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ชอบให้เธอถามเรื่องส่วนตัวสักเท่าไหร่
ทว่าดูเหมือนวันนี้ความสงสัยจะถูกคลายลงเพราะชายหนุ่มเจ้าของห้องนั้นไม่อยู่ ดังนั้นถ้าเธอหยิบยาพวกนี้มาดูก็อาจจะรู้ได้ว่าเขาเป็นโรคอะไร
‘จะดีเหรอ มันไม่ถูกต้องนะ หยิบของคนอื่นขึ้นมาดูตอนที่เขาไม่อยู่’ ในใจก็คิดเช่นนั้น
‘แต่การอยากรู้มันก็ไม่ผิดนะ หากรู้ว่าเขาป่วยเป็นโรคอะไร เราจะได้ทำตัวถูก’
เกิดความคิดสวนทางกันอีกแล้ว แต่เธอกลับเลือกอย่างหลังมากกว่าเพราะอยากจะรู้จริงๆ