ตอนที่ 2 ทรัมป์ปี้ของคุณหนู
ตึก CCC
ภายในห้องทำงานใหญ่บนชั้น20ของตึกสูงเสียดฟ้าที่เงียบสงบ มีเพียงเสียง การทำงานของเครื่องปรับอากาศที่ดังเป็นระยะ กับวิวเมืองหลวงที่ทอดยาวอยู่หลังผนังกระจก
ทรัมป์ ชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปปั้นและมากับส่วนสูงนายแบบ เขากำลังนั่งพิงพนักเก้าอี้หนังสีน้ำตาลเข้ม ข้อศอกวางบนโต๊ะทำงานตัวเก่งราคาแพงยับ ดวงตาคมจ้องมองเอกสารตรงหน้าด้วยสายตาราบเรียบ ก่อนที่ความเงียบนั้นจะถูกทำลายลงเมื่อบานประตูนั้นถูกเปิดออก
“เฮ้ย! ไอ้ทรัมป์มึงดูนี่!”
เจ้าของเสียงนั้นเปิดประตูห้องทำงานของเขาเข้ามาโดยไม่ขออนุญาต เผยให้เห็นใบหน้าที่แสนคุ้นตาจนแทบเอียนอย่าง เบสบอล เพื่อนสนิทของทรัมป์ตั้งแต่สมัยเรียน ที่วิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่น ๆ พร้อมยื่นไอแพดเครื่องใหญ่ในมือส่งมาให้เขา ทำให้ทรัมป์นั้นเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ก่อนจะใช้สายตานิ่ง ๆ จ้องอีกฝ่ายอย่างคนที่ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรมากนัก
“มีอะไร”
เบสบอลไม่ได้ตอบอะไรออกมานอกจากอาการหอบแฮ่ก ๆ พร้อมกับที่สองเท้าของเขากำลังเดินมาหยุดหน้าโต๊ะทำงานแล้วยื่นไอแพดไปตรงหน้าเขาอีกครั้ง
ทรัมป์กวาดตามองหน้าจอก็เห็นว่าเป็นประกาศรับสมัครคนขับรถธรรมดาทั่ว ๆ ไป ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ได้รับสมัครคนขับรถหรืออะไรเทือกนี้ ทำให้คิ้วเข้มขมวดมุ่นก่อนจะเงยหน้ามองเพื่อนด้วยแววตาไม่เข้าใจที่เพื่อนจะสื่ออยู่ดี
“อะไรของมึง” น้ำเสียงนั้นดูราบเรียบและแฝงความรำคาญชัดเจน ก่อนที่ทรัมป์จะวางปากกาแล้วยกมือขึ้นมากอดอกพร้อมกับจ้องหน้าเพื่อน
“เป็นคุณชายดี ๆ ไม่ชอบ มึงอยากไปเป็นคนขับรถเหรอ” และทันทีที่เขาถามออกไปแบบนั้น เบสบอลก็รีบส่ายหน้าส่งให้ให้เพื่อนแทบจะทันทีเช่นกัน
“ไม่ใช่! มึงดูดี ๆ ดิวะ”
ทรัมป์ถอนหายใจอย่างคนที่เริ่มหมดความอดทน ก่อนจะก้มมองหน้าจออีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้ เขาเริ่มอ่านตั้งแต่บรรทัดแรกยันบรรทัดสุดท้าย อ่านจบก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเพื่อนต้องการอะไร เขาจึงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ มองเพื่อนอีกครั้ง พร้อมกับเรียวคิ้วเข้มที่คิ้วขมวดจนแทบจะผูกโบ
“ดูแล้ว.. แล้วยังไง” เบสบอลที่เห็นสีหน้าหงุดหงิดแบบเอ๋อ ๆ ของเพื่อนก็หลุดสบถออกมาไม่ได้
“โธ่เอ๊ย! ไม่เห็นอะไรในภาพจริงดิ!”
“ไอ้เหี้ยเบส! มึงจะพูดอะไรก็พูดมากูไม่มีอารมณ์เล่น”
เพราะเขารู้สึกเริ่มหมดความอดทนกับเพื่อนในตอนนี้มาก จึงทำให้ทรัมป์นั้นถามออกไปเสียงต่ำเป็นการเตือน ทำให้เบสบอลที่รู้ว่าตอนนี้ชายหนุ่มรู้สึกอย่างไรเพราะคบกันมาตั้งหลายปี ต้องยกไอแพดขึ้นแล้วชี้ไปที่เจ้าของแอคเคาท์
“คนที่ประกาศรับคือคนจากบ้านคุณหนูเค้กส้ม” และชื่อที่ถูกเอ่ยออกมานั้นก็ทำให้ทรัมป์ขมวดคิ้วอีกรอบ เรียกได้ว่าตีนกาแทบจะขึ้น
“แล้ว?”
และถึงอย่างนั้นเขาเองก็ไม่รู้เลยว่าเพื่อนต้องการจะบอกอะไรกันแน่ ทำให้เขาถามออกไปสั้น ๆ สายตาของเขานั้นนิ่งจนดูเหมือนไม่มีความสนใจแม้แต่น้อย ก่อนที่เขาจะผ่อนลมหายใจลง แล้วเอื้อมมือไปหยิบปากกาพร้อมกับจดจ่อกับกองเอกสารตรงหน้าต่อ
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับกู” ทันทีที่คำพูดไม่รู้สึกรู้สานั้นออกมาจากปากของทรัมป์ ก็เรียกได้ว่าทำให้เบสบอลต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัยแทน
“ก็เค้กส้มคือคนที่คุณลุงจะหมั้นให้มึงไม่ใช่เหรอ” ทรัมป์ที่ได้ยินแบบนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย เขาค่อย ๆ ใช้หางตาปรายมองเพื่อน ก่อนจะเอนตัวพิงเก้าอี้ด้วยท่าทางสบาย ๆ อีกครั้ง ก่อนที่ริมฝีปากเข้มคล้ำจะเหยียดเป็นเส้นตรงราวกับไม่ถูกใจกับสิ่งที่ได้ยินนัก
“แล้วยังไง”
และทันทีที่เบสบอลเห็นท่าทางของเพื่อนว่ามีท่าทีสนใจขึ้นมานิดหน่อย ก็ยิ้มกว้างเหมือนว่าเขานั้นรอประโยคนี้มานาน ก่อนที่จะรีบเข้าไปเสนอหน้าแล้วพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“มึงไม่อยากรู้จักนิสัยใจคอของว่าที่เมียในอนาคตก่อนเหรอ ก่อนจะแต่งน่ะ” พูดจบเขาก็ยืดตัวเต็มความสูงแล้วกางแขนออก เหมือนว่าตัวเองกำลังเป็นผู้จัดแจงชีวิตเพื่อนไม่มีผิด
“นี่ไงโอกาสของมึงมาถึงแล้วนะเว้ย!!”
หลังจากที่เขาพูดจบบรรยากาศในห้องก็กลับมาเงียบเชียบอีกครั้ง ทรัมป์จ้องหน้าเพื่อนนิ่งโดยไม่พูดอะไรออกมา และมันนิ่งเสียจนเบสบอลเริ่มรู้สึกเสียวสันหลังแปลก ๆ ก่อนที่วินาทีถัดมามือหนาจะคว้าปากกาบนโต๊ะขึ้นมาถือ
“มึงนี่เก่งเนาะ ใช้สมองส่วนไหนคิดกันนะ” ทรัมป์พูดด้วยน้ำเสียงต่ำกดดัน ก่อนจะปรายตาไปมองที่ปากกาด้ามแพงในมือนิ่ง ๆ
“กูเป็นประธานบริษัทอยู่ดี ๆ มึงจะให้กูไปเป็นคนขับรถเนี่ยนะ ไอ้เพื่อนเวร!!” และทันทีที่เขากระแทกเสียงออกมาปลายประโยค ปากกาด้ามนั้นเองก็ถูกเงื้อขึ้นสูง และทำท่าว่าจะขว้างมันไปใส่เพื่อนที่ยืนอยู่
“เฮ้ย ๆ ๆ!”
เบสบอลที่เห็นท่าไม่ดีรีบวิ่งหลบแทบไม่ทัน แต่ก็ยังส่งเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นไปทั่วห้อง ทำให้ทรัมป์เองต้องลุกขึ้นแล้วทำท่าจะไล่ต้อนเพื่อน
“ใจเย็นเว้ย! กูล้อเล่น! แต่เอาจริง ๆ ก็ไม่เชิงเล่นนะ!” เบสบอลรีบวิ่งไปกระชากไอแพดกลับมากอดไว้ ก่อนจะวิ่งตรงไปยังประตูบานใหญ่อย่างเร่งรีบ แต่ก็ยังไม่วายหันหน้ามาพูดกับเขาอีกครั้ง
“มึงก็แอบ ๆ ไปสมัครให้เป็นพิธีก็ได้ ใครจะรู้เผื่อคุณหนูมาสัมภาษณ์เองนะเว้ย” ทรัมป์ยังจ้องเขาเขม็งด้วยท่าทางโมโห แต่เวลานี้เบสบอลไม่สนอะไรทั้งนั้น เขารีบก้าวถอยหลังแล้วไปเปิดประตูห้องทำงานออกเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นมาอีกรอบ
“มึงจะได้ดูนิสัยว่าที่เมียด้วย ได้ใกล้ชิดด้วย แถมเงินเดือนดีด้วยอีกต่างหาก มีแต่คุ้มกับคุ้ม” เขาพูดจบก็ฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา แต่ดูเหมือนว่าคำพูดนั้นจะทำให้ประธานบริษัทอย่างเขาไม่พอใจเลยสักนิด
“กูไม่ไป! ยังไงกูก็ไม่แต่ง! กูจะพังไอ้งานแต่งเฮงซวยนี่ให้มึงดู!!”
- - - - -
/ ปัจจุบัน
“ทรัมป์ปี้”
“ครับคุณหนู” ชายหนุ่มตอบรับคำเรียกของเจ้านายก่อนจะเหลือบตามองกระจกหลังเล็กน้อย
“วันนี้นายดูเหม่อ ๆ นะ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า” เค้กส้มพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ก่อนที่เธอจะชะโงกหน้าไปตรงกลางแล้วมองหน้าเขาด้วยสายตาหวานเยิ้ม
“คุณหนูทำอะไรครับ! มันอันตราย”
“ก็วันนี้นายไม่คุยกับฉันเลยนี่นา หรือว่า..” เธอพูดไม่ทันจบประโยค เรียวนิ้วสวยก็ได้ขยับไปลูบไล้ที่เรียวแขนเขาผ่านเนื้อผ้าของเขาอย่างจงใจ
“คุณหนูจะทำอะไรครับ” ถึงแม้เขาจะพูดออกมาแบบนั้น แต่ร่างกายกลับตอบสนองปลายนิ้วเธอเป็นอย่างมาก ขนในร่างกายลุกพรึ่บพรั่บอย่างไม่ได้นัดหมาย ก่อนที่อาวุธประจำกายเองก็เริ่มพองโตขึ้นมาแทบจะทันที
“ฉันไม่อยากไปงานเลี้ยง มันน่าเบื่อ” เธอพูดออกมาอย่างที่คิด ก่อนจะเริ่มสอดมือไปใต้ชายเสื้อแล้วเริ่มลูบวนร่างกายที่มีกล้ามเนื้อขึ้นลอยสวยอย่างยั่วยวน
“วันนี้คุณลุงเพื่อนพ่อก็น่าจะมาด้วย คงหนีไม้พ้นเรื่องแต่งงานบ้าบอไรนั่นอยู่ดี” ทรัมป์เหลือบตามองฝ่ามือเธออยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ปฏิเสธการกระทำที่รุ่มร่ามนั้นของเธอ ก่อนที่เขาจะตั้งสมาธิกับการขับรถให้มากขึ้น
“คุณหนูไม่อยากแต่งกับผู้ชายคนนั้นขนาดนั้นเลยเหรอครับ” คำพูดของเขาแม้ดูเหมือนคำถามธรรมดาทั่วไป แต่สำหรับเค้กส้มแล้วพอได้ยินกลับรู้สึกหงุดหงิดอย่างที่สุด เธอชักมือออกก่อนจะกลับมานั่งที่แล้วกอดอกแน่นพร้อมกับถอนหายใจฟึดฟัด
“ใครมันจะไปอยากแต่งกับคนไม่รู้จัก ถ้าต้องแต่งเพราะว่าเขาเป็นลูกชายเพื่อนพ่อ แบบนี้ฉันไม่ต้องแต่งกับลูกเพื่อนพ่อทุกคนเลยเหรอ”
“คุณหนูไม่ลองนัดเดทกับเขาดูก่อนละครับ เผื่อบางทีคุณหนูอาจจะชอบก็ได้”
“นี่นายกำลังบอกว่าฉันควรแต่งงานกับผู้ชายคนนั้นงั้นเหรอ” ทันทีที่เธอได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม ความรู้สึกคุกรุ่นในใจก็เพิ่มขึ้น
“ผมไม่ได้หมายความว่าอย่าง—” แต่ยังไม่ทันที่ทรัมป์จะได้พูดจบประโยคดี เค้กส้มก็โน้มใบหน้ามาหาเขาอีกครั้งพร้อมกับทำหน้าตาน่าสงสาร
“นี่~ นายเองก็กำลังจะผลักไสไล่ส่งฉันไปหาไอ้หมอนั่นอีกคนงั้นเหรอ”