เพียงครู่เดียวดวงตะวันก็ลาลับทิ้งไว้เพียงความมืด ข้างทุ่งนาที่มีเสียงเหล่าจิ้งหรีดร้องระงมต่อมากลับถูกกลบด้วยเสียงเพลงจากลำโพงบลูธูทขนาดกลาง ตามมาด้วยแสงไฟหลากสีที่ถูกเปิดขึ้นประดับประดาหน้าร้าน ซุ้มไม้ไผ่ด้านหน้าที่มีโหลแก้วเครื่องดื่มที่เป็นเป้าหมายของผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาอุดหนุน ฉันตั้งร้านเสร็จเพียงไม่นานน้องสาวคนรองก็เดินออกมาจาทางหลังบ้านพร้อมกับลูกชายและลูกสาวตัวแสบ
“เจ๊วาด ขอ...”
“ไปนั่งเดี๋ยวจัดให้”
ฉันไม่รอให้เธอได้สั่ง เพราะดูท่าคงจะอารมณ์ไม่ดีมาแน่ๆ ต้องหาอะไรให้เธอได้ผ่อนคลายจะได้คลายเครียด
“เป็นอีหยัง” (เป็นอะไร)
“อีพ่อบ่เฮ็ดการบ้าน” (พ่อไม่ทำการบ้าน)
เจ้าริทว่าขึ้นพลางอมยิ้ม ไม่รู้ได้นิสัยทะลึ่งมาจากใครทั้งพี่แคนสุดแสนจะเป็นสุภาพบุรุษ
“ไม่ใช่จ้ะพี่ริทมั่ว แม่แค่หาเรื่องทะเลาะพ่อออกมาเป๊กเหล้าเฉยๆ”
“จังแม่นสูพากันฮู้ทันแม่” (รู้ทันแม่จริงๆ
เรไรหันไปมองลูกสาวและลูกชายก่อนจะยิ้มออกมา ความรู้มากของหลานสองคนก็ทำเอาฉันอดเอ็นดูไม่ได้
“มื้อนี้นอนนำป้าบ่” (วันนี้นอนกับป้าไหม)
“น้ำค้างนอน”
“ริทสิไปนอนนำลุงคราม” (ริทจะไปนอนกับลุงคราม)
สรรพนามที่เจ้าริทเรียกพี่ครามทำฉันแปลกใจจนอดสงสัยไม่ได้เลย
“คือเอิ้นลุงน้อง ต้องเอิ้นอา” (ทำไมถึงเรียกลุงล่ะ ต้องเรียกอาสิ)
“เอิ้นอาจังได๋กะลุงครามบอกว่าสิแต่งงานกับป้าวาดอยู่ กะต้องเอิ้นลุงซั่นตั้ว” (เรียกอาได้ยังไงก็ลุงครามบอกว่าจะแต่งงานกับป้าวาดอยู่ ต้องเรียกลุงถูกแล้ว)
“สอนกันไว้ดีแฮง” (สอนกันไว้ดีเกิน)
เรไรกระดกเหล้าเข้าปากก่อนจะว่าออกมาอย่างคนยอมแพ้เพราะลูกตนนั้นมันรู้มากเหลือเกินแถมยังเถียงคำไม่ตกฟาก
“เจ๊เจ้าก็ใจอ่อนให้พี่ครามไปเถอะ นอนละเมอถึงเจ้าทุกวัน คลั่งจนเอารูปเจ้าไปพิมพ์เป็นหมอนมานอนกอด”
“อีหลีริทเห็นตอนกลางคืนตกใจเนาะหน้าป้าวาดส่ำพี้!” (จริงๆ ริทเห็นตอนกลางคืนยังตกใจ หน้าป้าวาดใหญ่มากเท่านี้)
ทั้งว่าทั้งแสดงท่าทางแบบจริงจังสุดๆ เจ้าริทเอ้ย
“จริงจ้ะ...ป้าวาดยอมๆ ลุงครามไปเถอะ ในห้องลุงครามมีแต่รูปป้าวาดเต็มไปหมด วันๆ ก็ใช้แต่น้ำค้างเดินมาดูป้าวาด น้ำค้างเดินจนขาใหญ่หมดแล้วเนี่ย”
สามแม่ลูกชักจะพูดเลอะเทอะแล้วฉันไม่ต่อความยาวสาวความยืด ลุกเดินออกมาจากโต๊ะไปรับลูกค้าเพราะเสี่ยอ้วนแวะเวียนเข้ามาอุดหนุนอีกแล้ว
“วาสนาคนสวย”
“วันนี้รับอะไรดีจ๊ะเสี่ย”
“เอาพลังช้างสารขวดใหญ่เลยจ้ะ วาดจ๋า”
สายตาเจ้าชู้ไล่มองตั้งแต่หัวจรดเท้าเลย เพราะฉันยังอยู่ในชุดเสื้อลูกไม้สีขาวแขนตุ๊กตาคอเหลี่ยมที่มองเห็นเนินขาวได้แบบไม่ปกปิดและผ้าถุงสีม่วงทัดหูด้วยดอกกล้วยไม่สีชมพูอีกที ตักเหล้าใส่ขวดเสร็จก็เดินไปเสิร์ฟที่โต๊ะพร้อมกับแก้วใบเล็กใบหนึ่ง
“วันนี้มาคนเดียวเหรอจ๊ะ?”
“เฮียคิดฮอดวาสนาหลาย บ่ได้พ้อหลายมื้อใจเกือบขาด” (เฮียคิดถึงวาสนามากๆ เลย ไม่ได้เจอหลายวันใจแทบขาด)
ฉันไม่ทันได้ระวังตัวก็ถูกเสี่ยอ้วนแกคว้ามือเข้าไปวางแนบอก แม้จะตกใจอยู่บ้างแต่ก็ได้แต่ปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะแกล้งยิ้มออกมาในท่าทางเขินอาย
“แหม...เสี่ยปากหวานตลอดเลยนะจ้ะ ทำแบบนี้วาดก็เขินแย่สิ”
ฉันชักมือกลับพอดีกับหางตาที่ชำเลืองไปเห็นว่าคนตัวสูงเดินออกมาจากทางด้านหลังร้านเพราะบ้านของเขาอยู่ติดๆ เลย
“เฮียให้วาด”
“หะ...ให้วาด ให้ทำไมเหรอจ๊ะ?”
ถามตะกุกตะกักเพราะเสี่ยแกยื่นเงินใบสีเทาออกมาให้ถึงสามใบเลยซึ่งมันเยอะมาก กำไรทั้งเดือนก็ว่าได้เลยมั้งเนี่ย
“ให้ค่าขนม ที่วาดดูแลเฮียเวลามานั่ง วาดฮู้บ่ว่าเวลาเฮียเมื่อยๆ มานั่งร้านวาดเฮียเซาเมื่อยเลยมีแฮงขึ้นมาบักหลาย” (ให้ค่าขนมตอบแทนที่วาดดูแลเฮียเวลาที่เฮียมานั่งที่นี่ วาดรู้ไหมเวลาที่เฮียเหนื่อยๆ มานั่งร้านวาดแล้วเฮียหายเหนื่อยเลยมีพลังขึ้นมาเยอะเลย)
อยู่ๆ เสี่ยแกก็ดึงดราม่าเฉยเลย ทำเอาฉันไปไม่เป็นเหมือนกันแฮะปกติจะมาไม้หัวงูตลอด ฉันนั่งพูดคุยเป็นเพื่อนเสี่ยอกอยู่พักใหญ่แกก็กลับไป หันกลับมาที่น้องสาวอีกทีแก้มก็แดงเป็นลูกตำลึงสุกเลย ส่วนอีกคนก็เอาแต่มองด้วยสายตาไม่ชอบใจไล่มองตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนว่าฉันกำลังทำอะไรผิดเสียอย่างนั้น
“เว้ากับคนอื่นหน้าบานปานกระด้ง หันกลับมาหาอ้ายหน้าบูดว่าแม่นข้าวค้างคืน” (พูดกับคนอื่นหน้าระรื่นเชียว พอหันกลับมาหาพี่ไม่ต่างจากข้าวค้างคืนที่ใกล้บูด)
คำพูดเสียดสีออกมาจากปากเขาเมื่อฉันเก็บโต๊ะเสร็จ แต่ไม่ได้กระทบกระเทือนเท่าไหร่เพราะกว่าจะมาอยู่ในจุดนี้มีคำพูดมากมายที่จากคนในหมู่บ้านที่เป็นดั่งก้อนหินโยนเข้ามาจนฉันเรียนรู้ที่จะมีวิธีป้องกันตัวเองได้มากพอ
เจ้าริทคงเห็นว่าแม่เริ่มเมาแล้วจึงส่องไฟฉายเดินนกลับไปเรียกพ่อมาเอาแม่ไปนอน ส่วนน้ำค้างที่บอกจะค้างกับฉันทีแรกพอเห็นลำดวนขับมอไซด์เอาข้าวมาส่งฉันก็ไปกับลำดวนเฉยเลยทำให้ตอนนี้เหลือลูกค้าอยู่สองโต๊ะและพี่ครามที่
“อ้าว!”
ไม่รู้ว่าเขาพาเจ้าริทกลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ มัวแต่ขายของหันกลับมาอีกทีก็เห็นเงินใบสีเทาวางอยู่หนึ่งใบและมันเป็นแบบนี้มาตลอดเขาชอบวางเงินไว้แบบที่ไม่บอกเพราะรู้ว่ายังไงเสียฉันก็ไม่มีทางรับของเขา ทุกบาทที่เขาให้มาฉันเก็บใส่กล่องไว้และเป็นจำนวนไม่น้อย
เวลาย่างเข้าสี่ทุ่มบรรยากาศก็เริ่มเงียบไม่มีรถผ่านไปมาแล้ว ลมเย็นกระทบผ่านผิวกายชวนรู้สึกแปลกๆ ใจมันหวิวอย่างที่ไม่เคยเป็น ไฟหน้าร้านปิดลงจนเหลือเพียงไฟหน้าห้องและทางเดินไปห้องน้ำเท่านั้น
“วาสนา!”
เฮือก!
เสียงเรียกที่เยือกเย็นทำฉันสะดุ้งจนแทบลืมหายใจ ก่อนจะปรับสายตาให้มองเห็นคนเรียกได้ชัดๆ เขายืนอยู่ในมุมมืดข้างร้านนี่เขายืนอยู่ตรงนี้มาตลอดหรือพึ่งมากันแน่ เร็วกว่าความคิดคือร่างสูงที่เดินเข้ามาประชิดตัวจนฉันต้องถอยหลังทว่าแผ่นหลังกลับถูกฝ่ามือใหญ่รั้งเอาไว้และกอดฉันเข้าแนบตัวจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากน้ำหอมที่เขาชอบใช้ประจำปนกับกลิ่นเหล้าที่ดื่มเข้าไปก่อนหน้านี้
“ปล่อย...อย่ามาทำแบบนี้นะ”
“ทีกับอ้ายคือทำเป็นรังเกียจ กับบักเฒ่านั้นคือให้มันจับมันบาย” (ทีกับพี่ทำไมทำเหมือนรังเกียจกับไอ้แก่หัวงูนั่นทำไมถึงยอมให้ถึงเนื้อถึงตัว)
ฉันจ้องตาเขากลับผ่านความมืดอย่างไม่ชอบใจ
“เมาแล้วก็กลับบ้านไป อย่ามาวุ่นวาย”
ว่าพร้อมกับพยายามดันร่างกายของเขาให้ออกห่าง เหมือนจะไม่ได้ผลในคราแรกแต่เมื่อเห็นว่าฉันไม่ยอมแพ้เขาจึงค่อยๆ คลายอ้อมแขนที่กอดจนเป็นอิสระ ก่อนที่จะเดินหันหลังให้ ทว่าเขากลับคว้าข้อมือของฉันเอาไว้อีกคราก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างต้องการระบายอารมณ์บางอย่าง
“ซังอ้ายปานนั้นเลยบ่” (เกลียดพี่ขาดนั้นเลยเหรอ)
“ซัง! ซังแฮง” (เกลียด! เกลียดมาก)
ฉันตอบออกไปแบบที่ไม่ต้องคิดให้เปลืองสมองพร้อมกับสะบัดข้อมือจนพ้นการจับกุมของเขาและสิ่งที่ฉันไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
จุ๊บ!
เพียงก้าวเดียวที่เขาเดินเข้ามาสองมือก็รั้งฉันเข้าหาตัวพร้อมกับโน้มตัวลงมาทางปากหยักลงจูบด้วยความเร็ว ดวงตากลมเบิกกว้างก่อนจะหลับปี๋ สองมือเล็กก็พยายามดันร่างหนานั้นให้ออกห่างทว่ามันกลับไม่สะเทือนเลยแม้แต่น้อยหนำซ้ำยังบดจูบลงมาแรงจนฉันรู้สึกเจ็บแสบไปหมด
“อื้อ!”
ลิ้นหนาพยายามแทรกตัวเข้ามาในโพรงปากเลียรอบจนริมฝีปากเปียกชื้นไปด้วยน้ำลาย ไม่รอให้เขาได้รังแกไปมากกว่านี้ทันทีที่ปากเปิดเขาก็สอดแทรกลิ้นสากเข้ามา
“อ้า!!!”
ฟันคมกัดเข้าที่ลิ้นของเขาเต็มแรงจนคนตัวสูงร้องเสียงหลงและได้กลิ่นคาวคละคลุ้งทั่วทั้งปากแต่ไม่จบเพียงแค่นั้น
“อื้อ!”
ความเจ็บแล่นเข้าชนกับโสตประสาทเมื่อเขาไม่ยอมให้ฉันได้กัดอยู่ฝ่ายเดียว งับริมฝีปากล่างมุมขวาของฉันก่อนจะออกแรงกัดไปหนึ่งครั้งทำเอาน้ำตาไหลพรากอย่างไม่รีรอกลั้นหายใจรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มีผลักเขาออกสุดแรง ก่อนจะง้างฝ่ามือเหวี่ยงไปกระทบหน้าเขาอีกเต็มแรงเช่นกัน
เพี้ยะ!!!
ใบหน้าหล่อหันไปตามแรงตบก่อนจะใช้หลังนิ้วเช็ดเลือดที่ซิบออกมา ลิ้นหนาดันกระพุ้งแก้มจนนูนและหันกลับมาจ้องหน้าฉันด้วยแววตาบางอย่าง เผลอสบตาลึกเข้าไปในนัยน์ตาสีดำนั้นก็พาให้ใจวูบไหวแปลกๆ สัมผัสและการกระทำที่เขาทำเมื่อครู่ฉันควรจะโกรธทำไมมันถึงได้ใจสั่นแบบนี้ล่ะ
“เป็นบ้าอีหยังมากัดปากวาด เป็นหมาบ่”
“คันแข่ว คันแข่วอีหล่าอ้ายอยากเฮ็ดหลายกว่ากัดปากพุ้นล่ะ”
ฉันรู้ว่าเขาหมายถึงอะไร
“เมากะไปนอนอย่ามาทำตัวเป็นหมาบ้าไล่กัดคนอื่นเขาไปทั่วแบบนี้”
ฉันผลักเขาออกเดิมทีคิดว่าจะอาบน้ำแต่ไม่อาบแล้วเดินกลับเข้ามาในห้องนอนคืนเลย
.
เช้าวันเสาร์
ฝนที่ตกมาเมื่อตอนใกล้รุ่งทำให้พื้นดินยังชื้นแฉะและเจิ่งนองไปด้วยน้ำ สองข้างทางยังมีน้ำขังแถมอากาศก็เย็นฉ่ำแต่มันช่างไม่สดชื่นเอาเสียเลย ขณะที่เก็บกวาดกระถางดอกไม้ที่ล้มระเนระนาดเพราะแรงลมเรไรก็เดินลัดหลังบ้านมา
“เจ๊กินข้าวหรือยัง”
ฉันไม่หันกลับไปมองและส่ายหน้าตอบเบาๆ ก้มหน้าก้มตายกกระถางดอกไม้ตั้งขึ้นเช่นเดิม
“ยาย...”
เรไรคว้าแขนของฉันเอาไว้จนฉันหันกลับไปเผชิญหน้ากับเธออย่างเลี่ยงไม่ได้ เธอจ้องมาที่ปากของฉันก่อนจะสบตาเพราะมันเป็นแผลแตกเล็กๆ แต่ก็พอที่จะมองเห็นได้ชัด
“ปากเจ้าไปถูกหยังมา” (ปากพี่ไปโดนอะไรมา)
“หมากัด!”
น้ำเสียงเรียบเฉยตอบออกไปโดยตั้งใจให้คนที่อยู่ไม่ไกลได้ยินด้วย ไม่รู้ว่าเขาทำหน้ายังไงแต่คนอย่างนั้นคงไม่รู้สึกเจ็บอะไรหรอก!
“เล่นกับหมา หมาเลียปาก อันนี้มันบ่เลียซือๆ เด้ กัดพร้อม” (เล่นกับหมา หมาเลียปาก นี่มันไม่แค่เลียถึงขั้นกัดเลย)
“หมาบ้า!”
“ไปฉีดยาบ่”
“ส่างเถอะเดี๋ยวไปเอง เรมีหยัง”
ฉันเปลี่ยนเรื่องคุยเพราะไม่อยากพูดถึงมันแต่ถึงกระนั้นก็ยังเห็นภาพชัดเจนและความรู้สึกก็ยังตราตรึงยากที่จะลบ
“เรเอากับข้าวมาให้”
เธอวางชามต้มจืดฟักของโปรดฉันไว้ก่อนจะเดินกลับไปเลย คล้ายกับเปิดโอกาสให้ชายตัวสูงที่เดินมาทีหลังได้อยู่กับฉันสองคน
“ฝากเงินไปจ่ายค่าเช่าให้ครูสำราญได้ไหม”
ฉันถามพร้อมยื่นเงินหนึ่งพันบาทไปตรงหน้า
“อ้ายบอกแล้วว่าบ่ต้องจ่าย” (พี่บอกแล้วว่าไม่ต้องจ่าย)
“ได้หรือไม่ได้ ไม่ได้ฉันจะไปจ่ายเอง”
ฮืม~
พี่ครามถอนหายใจออกมายาวเหยียดจนรับรู้ได้ถึงความอึดอัดที่มีมากล้นในใจ แต่ก็ช่างประไรเมื่อเขารับเงินไปฉันก็ตั้งหน้าเดินเข้าห้อง แต่ไม่ทันได้ปิดประตูก็ถูกมือใหญ่ขัดขวางเอาไว้และแทรกตัวเข้ามาในห้องพร้อมกับปิดประตูจนทั้งห้องมืดสนิท...