นิสัยไม่ดี

2265 Words
หลายวันต่อมา... ฉันกลับมาเปิดร้านได้สองวันแล้ว แต่เหมือนคนที่ชอบมากวนใจจะหายไป ก็ดีชีวิตฉันจะได้สงบสุข ท้องฟ้ามืดสนิทไร้แสงดาวมีเพียงแสงวับวาบที่เกิดขึ้นเป็นระยะบ่งบอกว่าฝนกำลังจะตกในอีกไม่ช้า วันนี้คนเลยไม่ค่อยมีเท่าไหร่ขายได้แค่ไม่กี่ร้อยเอง เมื่อดูท่าว่าจะไม่มีคนฉันเลยรีบเก็บร้านปิดไฟและเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมาอาบน้ำ นอนเร็วหน่อยก็ดีเหมือนกันเพราะนี่ก็สองทุ่มแล้วล่ะ ใช้เวลาอาบน้ำไปฮำเพลงไปอย่างอารมณ์ดีเพราะไม่มีคนมาทำให้อารมณ์เสียหลายวันเจอล่าสุดก็วันที่ออกจากโรงพยาบาล เมื่ออาบเสร็จก็กระโจมอกด้วยผ้าถุงสีส้มลายดอกไม้ออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูผืนเล็กที่ใช้ซับหยดน้ำตามใบหน้า เนินอกขาวยังมีหยดน้ำเกาะประปรายมองตัวเองก็เซ็กซี่เหมือนกันนะเนี่ย แกร็ก! เฮือก! เปิดประตูห้องน้ำออกมาก็แทบหงายหลังเพราะคนที่ไม่อยากเจอหน้านั้นมายืนกอดอกเงียบๆ อยู่หน้าห้องน้ำ ตายยากชะมัดแค่นึกถึงก็มาเลย “โรคจิตหรือไงมายืนทำอะไรหน้าห้องน้ำ ทำตัวเป็นพวกถ้ำมองไปได้” “ถ้าจะแอบมองจับปล้ำตรงนี้เลยดีกว่า” ฉันถอนหายใจยาวก่อนจะเดินเลี่ยงเขาออกมาไม่อยากพูดกับคนนิสัยเสีย หมับ! แขนแกร่งวาดกอดรวบฉันจากทางด้านหลังจนดิ้นไม่ได้เลยทั้งกลัวว่าผ้าถุงที่ใส่อย่างหมิ่นเหม่นั้นจะหลุดจนโป๊เปลือยไป “พี่ครามปล่อยนะ จะทำอะไรของพี่” ฟอด~ ปลายจมูกโด่งกดหอมลงข้ามแก้มแรงๆ ทำเอาฉันลืมหายใจไปเลย “อื้อ! ไอ้พี่คราม นิสัยไม่ดี ปะ (ปล่อย) อื้อ” เขาใช้มือปิดปากฉันเอาไว้พร้อมกับรวบเอวคอดกิ่วด้วยแขนเพียงข้างเดียวจนตัวฉันลอยก่อนจะเดินเข้ามาในมุมมืดข้างห้องน้ำและผลักฉันจนติดผนัง ความตื่นกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในใจจนสั่นไปหมด พร้อมกันนั้นเหงื่อก็ซึมออกตามกรอบหน้าทั้งที่พึ่งอาบน้ำเสร็จหมาดๆ จังหวะการหายใจติดขัดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก “วาสนาของอ้ายตัวหอมปานนี้ สิให้อ้ายทนได้จังได๋” (วาสนาของพี่ตัวหอมขนาดนี้ พี่จะทนได้ยังไง) “พี่ครามพะ...พี่เมาเหรอ พี่จะ...ใจเย็นๆ นะ” กลิ่นแอลกอฮอร์จากลมหายใจของเขาตีเข้าจมูกฉันแถมเนื้อตัวยังร้อนรุ่มราวจนส่งมาถึงฉันได้เลย อ้อมกอดแน่นคล่อยคลายออกแต่ก็ไม่ยอมให้ฉันเป็นอิสระ มือข้างหนึ่งกอดแนบอยู่ที่หน้าท้องส่วนอีกข้างเลื่อนขึ้นมาที่ใต้ราวนมความประหม่าเกิดขึ้นกับฉันจนต้องรีบสูดเอาอากาศหายใจ คนตัวสูงกดจูบลงที่หัวไหล่ฉันอย่างนุ่มนวลก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า “อ้ายกินมาขวดเดียว แต่อ้ายคิดฮอดอีหล่าแฮง” (พี่กินมาแค่ขวดเดียว แต่พี่คิดถึงหนูมาก) ฟอด~ ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อปลายจมูกโด่งกดลงที่พวงแก้มขวาอีกครั้งจนต้องกำปมผ้าถุงแน่น ในใจอยากจะด่าแต่ก็กลัวว่าถ้าเขาโกรธมาจะทำมากกว่านี้หรือเปล่าฉันจึงข่มอารมณ์เอาไว้ให้ถึงที่สุด ทว่าคนตัวสูงด้านหลังกลับเริ่ม “อย่าทำแบบนี้เลยนะพี่” “อ้ายได้ยินเสียงหัวใจอีหล่าเต้นบักแฮงเลย” (พี่ได้ยินเสียงหัวใจหนูเต้นแรงมาก) ปฏิเสธไม่ได้เลยเพราะมันเป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ ไม่รู้ว่ากำลังโมโหหรือเพราะอะไรร่างกายของฉันมันร้อนเร่าจนเหงื่อผุดซึมตามกรอบหน้า พยายามหายใจให้เป็นปกติทว่ามันกลับไม่ปกติเสียอย่างนั้น “ในใจอีหล่ายังฮู้สึกกับอ้ายคือเก่าแม่นบ่” “เหอะ! หลงตัวเอง” ฉันสวนทันควันเพราะเหมือนจะใช้ไม้อ่อนไม่ได้ผล พักหลังมานี้เขาถึงเนื้อถึงตัวฉันมากเกินไปแล้วทำคนอื่นเข้าใจผิดไปหมดว่าฉันเป็นเมียเขาไปแล้วจริงๆ “ออกไป...ไม่อย่างนั้นฉันจะหนี หนีไปไกลๆ ให้พี่ตามไม่เจอ” พยายามหดตัวหนีจนลืมไปว่าถ้าอยู่ในท่านี้ก้นของฉันต้องชนเข้ากับไอ้จ้อนของเขาแน่ๆ และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ มีบางอย่างที่แข็งขืนอยู่ใต้กางเกงของเขากำลังเบียดเสียดอยู่กับแก้มก้นกลมๆ ของฉันอยู่ “อ้ายไปกะได้ แต่ขออีหยังอย่างหนึ่งได้บ่” (พี่ไปก็ได้ แต่ของอะไรอย่างหนึ่งได้ไหม) เขาเอ่ยกระซิบที่ข้างใบหูและรู้สึกได้เลยว่าริมฝีปากอุ่นๆ มันสัมผัสลงยามที่ขยับปากพูด “อะ...อะไร?” “นั่นอะไร” เพียงแค่หันตามคนเจ้าเล่ห์เขาก็โน้มใบหน้าซุกเข้าซอกคอใช้ริมฝีปากขมเม้มพร้อมกับออกแรงดูดจนเจ็บแสบ พร้อมกันนั้นเขาก็ทำเอาฉันขนลุกขนชันไม่รู้ว่าเป็นรอบที่เท่าไหร่ จุดกลางกายสาวก็เหมือนปวดหนึบขึ้นมาแลร้อนฉ่าอย่างกับชอบสัมผัสของเขาเสียอย่างนั้นแหละ “อื้อ! สันดานบ่ดีคัก” (สันดานไม่ดี) ฉันว่าขึ้นหลังจากที่เขาปล่อยให้เป็นอิสระ พลางจ้องมองใบหน้าหล่อคมแฝงความเจ้าเล่ห์ผ่านแสงไฟสลัวในยามดึก รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มันผุดขึ้นมาเหมือนกำลังพอใจที่ได้เชยชมร่างกายของฉันไปบางส่วน “เจ้าต้องเป็นของอ้ายคนเดียวท่อนั้น” (เธอต้องเป็นของพี่คนเดียวเท่านั้น) “มักแสดงความเป็นเจ้าของปานนั้นคือบ่เยี่ยวหดขาไว้นำ” (ชอบแสดงความเป็นเจ้าของขนาดนั้นทำไมไม่ฉี่รดขาไว้ด้วยเลยล่ะ) ฉันว่าออกไปอย่างประชดพร้อมทั้งดันเขาออกมาห่างและจัดผ้าถุงปกปิดเนินนมขาวที่โผล่พ้นขึ้นมาเกือบครึ่งเต้า “ฮึ! บ่เยี่ยวใส่แต่สิปล่อยน้ำอย่างอื่นใส่แทน” (ฮึ! ไม่ฉี่แต่จะปล่อยน้ำอย่างอื่นใส่แทน) “ทุเรศ!” ฟึบ! เขาอุ้มฉันพาดบ่าขึ้นอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวเลย “พี่ครามปล่อย ไม่อย่างนั้นฉันจะร้องให้คนช่วย” “เรื่องผัวเมียไม่มีใครสนใจหรอก” เขาเปิดประตูเข้ามาในห้องที่มีไฟสว่างวาบเลยทำให้เราสองคนเห็นหน้ากันชัดเจนเลย แต่สายตาของเขาไม่ได้อยู่ที่หน้าของฉันแต่มันกำลังจ้องอยู่ที่เนินนมอวบชิดด้วยแววตาประกายปนหื่นกระหาย “ปล่อยได้แล้ว” “อย่าดิ้น...ถ้าบ่อยากถือสี้” (อย่าดิ้น...ถ้าไม่อยากโดนปล้ำ) แววตาที่มองมาบ่งบอกว่าเขาอาจจะทำอย่างที่พูดจริงๆ ทำเอาฉันไม่กล้าขยับหรือส่งเสียงเลย เพียงแค่เบือนสายตามองไปทางอื่นแค่เสี้ยววิ จุ๊บ! “อ้ะ” ริมฝีปากจรดลงเนินนมขาวพร้อมกับออกแรงดูดเม้มเหมือนที่ทำอยู่ลำคอก่อนหน้า ฉันรีบห่อตัวหลบทว่าถูกมือของเขาดันหลังเอาไว้ไม่ให้ถอยหนี “ทำอะไรของพี่ ไอ้บ้า!” “อย่าจีบยากหลาย อ้ายจับสี้เด้” (จีบยากจีบเย็นเดี๋ยวจับปล้ำเลย) เขาวางฉันลงจนผ้าถุงมันถกขึ้นเกือบจะเห็นก้นอยู่แล้ว “ออกไปเลย” “ฮึ!” ก่อนจะออกก็ยังมิวายบีบแก้มนุ่มๆ นั้นอีกทีแรงๆ พร้อมเค้นเสียงหัวเราะออกมาอย่างพอใจเมื่อมองดูผลงานรอยแดงช้ำที่ทำไว้ตรงลำคอและเนินอก “ฟู่ว~” ให้หลังเขาออกไปค่อยหายใจโล่งหน่อย ฉันรีบเดินไปหน้ากระจกมองดูรอยที่เขาทำเมื่อครู่พยายามเช็ดเท่าไหร่ก็ไม่ออกถูจนแดงลามกว้างเป็นเวิ้งใหญ่ แปลกที่มันไม่ได้โกรธเขามากมายเหมือนที่ควรจะเป็น สมองสั่งให้เกลียดแต่ทำไมใจมันดื้อด้านขนาดนี้... . เสียงไก่ชนของพี่แคนที่เลี้ยงไว้ดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างส่งผลให้คนที่นอนเร็วกว่าปกติรู้สึกตัวและนอนไม่หลับอีกเลย นั่งรอจนได้ยินเสียงรถไถนาของชาวบ้านเริ่มออกไปไร่ไปนาจึงเปิดประตูออกมา นาข้าวเขียวขจีตรงหน้าและท้องฟ้าที่ปรอดโปร่งมีแสงอรุณทอขึ้นมาทีละน้อยพาให้รู้สึกสดชื่นและสบายใจอย่างบอกไม่ถูกลืมเหตุการณ์เมื่อคืนไปเสียสนิท “สิไปไสแต่เช้าน้อ” (จะไปไหนแต่เช้า) “พ่อผู้ใหญ่สวัสดีจ้ะ กำลังว่าจะไปบ้านน่ะจ้ะ ปีนี้ข้าวงามมากเลยนะจ๊ะ” “ขี้ร้ายตั้วะนี่ ปีก่อนนี้งามกว่านี้” (นี่ขี้เหร่นะ ปีก่อนนั้นสวยกว่านี้อีก) เขาตอบกลับมาอย่างไม่ถ่อมตัว เท่าที่ฉันเห็นปีนี้นี่แหละงามสุด ถามไถ่อยู่สองสามคำก็ขอตัวเดินออกมาเลย บ้านไม้ยกสูงที่ใต้ถุนบ้านเปิดโล่งและมีเตียงไม้อยู่หนึ่งหลังเต็มไปด้วยครอบครัวที่นั่งกินข้าวไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่าฉันเดินเข้ามา “ครามมันถูกร้องเรียนวินัย คงมีคนอยากแกล้งมัน” “เรื่องอะไร” “ชู้สาว” ฉันเดินเข้ามาทันได้ยินบทสนทนาเด็ดพอดีเลย “คนเจ้าชู้แบบนั้นก็สมควรแล้ว” “วาสนา” ทันทีที่พูดขึ้นแม่ฉันก็รีบปรามทันที ก่อนที่ลำดวนจะตักข้าวยื่นมาให้ “แต่พี่คิดว่าครามไม่ใช่คนแบบนั้น” “พี่น้องกันยังไงก็ต้องเข้าข้างกันอยู่แล้วใช่ไหมเรไร” ฉันสวนพี่แคนพร้อมกับหาพวกและเรไรมันก็ดันพยักหน้ารับด้วยความเร็วจนพี่แคนต้องนั่งกินข้าวเงียบๆ แทน ความเจ้าชู้มักมากของเขามันคงเข้าสันดานจนเปลี่ยนไม่ได้แล้วแหละ คิดแล้วมันน่าตัดโยนให้เป็ดกินนัก นั่งคิดไปก็หัวร้อนขึ้นมาเหมือนกับกองไฟที่มันเกือบดับอยู่แล้วถูกคนเอาฟืนมาเติมจนมันโหมขึ้นจนลุกโชนอีกครั้ง “เจ๊วาด เป็นอะไรทำไมเดินเตะต้นหญ้าจนคอหักหมดแล้ว” “ไม่ได้เป็นอะไร” ฉันตอบกลับลำดวนที่วิ่งตามออกมาเพราะเรไรก็ออกไปกับพี่แคนแล้ว “โกรธพี่ครามเหรอ” “ทำไมต้องโกรธ ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย เขาจะไปอะไรกับใครก็ช่างเขาสิ” ยิ่งพูดในใจก็ยิ่งเต็มไปด้วยโทสะแรงมีมากจนสามารถยกโอ่งมังกรทุ่มได้เลยนะ แต่เหมือนว่าจะถูกจับผิดจากน้องสาวคนเล็กอยู่ดีจึ้งต้องหาข้อแก้ตัวเสียก่อน “เจ๊จะเป็นเมน” “โกหกไม่เนียน เมนเจ๊พึ่งหมดไปสิ้นเดือน นี่พึ่งวันที่สิบ” สายตาดั่งเหยี่ยวทำให้ลำดวนเปิดคอเสื้อของฉันด้วยความเร็วจนมั่นใจ “เจ้าถูกเพิ่นสี้มาแล้วติ” (นี่พี่ถูกพี่คราม...มาแล้วเหรอ) “อีลำดวน!” “ฮอยดูด ข่อยมั่นใจว่ามันคือฮอยดูด” (รอยดูด ฉันมั่นใจว่ามันคือรอยดูด) มันยังพูดออกมาอย่างมั่นใจ ครั้นจะให้ยอมรับก็คงไม่แน่นอน “ยุงกัด เจ๊แพ้ยุง” “ยุงตัวผู้ บ้านอยู่หลังร้าน เค...เชื่อก็ได้” รู้แหละว่าไม่เชื่อแต่ไม่ต้องทำให้พี่สาวเสียความมั่นใจขนาดนั้นก็ได้ไหม ยืนมองลำดวนกึ่งวิ่งกึ่งเดินเป็นม้าดีดกะโหลกกลับไปก่อนจะหันกลับมาเดินกลับร้านตัวเอง พอสายเข้าแดดก็เริ่มแรงจนแสบผิวไปหมดขนาดใส่เสื้อแขนยาวทับมาก็ยังเอาไม่อยู่ แต่แล้วก็เหมือนศรอาบยาพิษแล่นเข้าสู่หัวใจอีกครั้งเมื่อรถเก๋งคันคุ้นตาผ่านไปโดยมีหญิงสาวผมสั้นประบ่าหน้าสวยคนหนึ่งนั่งไปข้างๆ ด้วย อยู่ๆ ก็คอแห้งผากขึ้นมาจนต้องกลืนน้ำลายลงคออึกแต่มันช่างยากลำบากนักกลางอกก็จุกแน่นราวกับมีหินก้อนใหญ่กำลังทับเอาไว้จนแทบหายใจไม่ออก “วาสนา” เสียงเรียกของพี่พลทำฉันหลุดจากภวังค์ความคิดเหล่านั้น รีบพับเก็บความรู้สึกที่มีเอาไว้ก่อนจะหันมายิ้มให้อย่างที่เคยทำ “มายืนเหม่ออะไรพี่เรียกตั้งหลายครั้ง” “อ๋อ...ฉันกำลังคิดว่าจะตกแต่งหน้าร้านใหม่จ้ะ พี่พลไปไหนเหรอ” “มาเก็บดอกแถวนี้พี่ก็เลยแวะมาสักหน่อยเผื่อเจอวาด แล้วก็เจอจริงๆ วาสนาของพี่ชัดๆ” ให้หลังพี่พลกลับไปฉันนั่งซึมเป็นไก่ป่วยเลย ห่านตัวใหญ่เดินข้ามมาพร้อมกับร้องเสียงดังจนน่ารำคาญ เมื่อนึกถึงหน้าเจ้าของห่านก็โมโหไม่หาย มองเห็นท่อนไม้หน้าสามความยาวหนึ่งศอกที่วางอยู่ก็หยิบมันขึ้นมาก่อนจะเขวี้ยงไปที่ห่านสามตัวนั้นสุดแรงโชคดีของมันที่ไม่มีตัวไหนวิ่งเอาหัวมาโหม่งไม้ “ไป กลับบ้านมึงไปเลย คาบคำกูไปบอกเจ้าของมึงนำ ให้ไปไกลๆ จากชีวิตกู” ห่านสามตัวนั้นวิ่งหนีตายอย่างไม่คิดชีวิตแถมยังร้องดังลั่นกว่าเดิมอีก “ส่างบ่ถืกคอให้มันตายลงนั้นแหน่เนาะ กูแค้นวะ!!”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD