“บอกว่าไม่ต้องมารับก็ได้…”
เสียงบ่นเบา ๆ ของ ลลิลดา ดังขึ้นขณะที่ก้าวออกจากลิฟต์กระจกหน้าบริษัท ใบหน้าเรียวซ่อนความเขินไว้ภายใต้สีหน้าที่แกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจ ทั้งที่จริง ๆ ข้างในหัวใจกำลังเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ
ภาพของ โอม ที่ยืนพิงรถยนต์ส่วนบุคคลสีดำอยู่ตรงหน้าทางออกบริษัท สวมเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนธรรมดา ๆ แต่กลับดูเท่จนใครผ่านไปมาก็ต้องเหลียวมอง ทำให้เธอรู้สึกเหมือนโดนสปอตไลต์สาดใส่กลางวันแสก ๆ
โอมไม่ใช้ผู้ชายที่แต่งตัวจัดจ้านหรือหรูหราอะไรเลย แทบจะดูธรรมดา ๆ เสียด้วยซ้ำ แต่ด้วยความนิ่งสุขุม ความสูงที่มากถึงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนฯ รูปร่างดีฉบับครูสอนว่ายน้ำที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ความคูลแบบธรรมชาติของเขานั่นแหละ…เป็นเสน่ห์ที่ไม่ต้องพยายาม
เขาโบกมือเรียกฉันเบา ๆ แล้วเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับให้เหมือนเป็นเรื่องปกติ
“มานี่ดิ เมีย~”
“อย่าเรียกแบบนั้นต่อหน้าคนอื่นได้ไหม!” เธอขมวดคิ้วใส่ทันที แม้เสียงจะไม่ได้ดังมากนัก แต่แววตาหงุดหงิดมีเต็มร้อย
“ก็เมียโอมจริง ๆ นี่” เขายิ้มขี้เล่น ใบหน้าเรียบนิ่งนิด ๆ แต่ริมฝีปากกลับยกขึ้นมุมหนึ่ง ยิ้มแบบที่ฉันแพ้เขาไปทุกที
“ไม่ใช่!” ลลิลตอบกลับทันที แล้วรีบเดินขึ้นรถไปนั่งประจำตำแหน่งตุ๊กตาหน้ารถตัวโปรดโดยไม่หันมองหน้าเขาอีก
โอมหัวเราะเบา ๆ “โอเค…ยังไม่ใช่ตอนนี้ก็ได้”
“อย่ามาพูดแบบนี้นะ!”
“พูดอะไร โอมพูดความจริงผิดตรงไหน”
“ความจริงบ้าอะไรของนาย!”
“ความจริงที่โอมจะจีบให้ลลิลเป็นเมียจริง ๆ ยังไงล่ะ”
“โอม!” ฉันเรียกชื่อเขาเสียงเข้มปนหงุดหงิด
แต่เขากลับทำท่ายียวน ไม่สนใจกับสิ่งที่ลลิลพูด ไม่ใช่เพราะชอบกวนประสาท…แต่เพราะเขาชอบตอนลลิล
หน้าแดงตอนโมโหแบบนี้ที่สุด
หลังจากรถเคลื่อนตัวออกไปได้ไม่นาน เสียงเพลงเบา ๆ ในรถก็คลอไปด้วยบรรยากาศสบาย ๆ ยามเย็น พระอาทิตย์ที่กำลังตกดินส่องแสงทอประกายให้ท้องฟ้าสีส้มอบอุ่นสะท้อนบนแก้มของเธอ
“วันนี้เป็นไงบ้าง” เขาถามเสียงเรียบ
“ปกติ” ลลิลตอบสั้น ๆ สายตาไม่ละจากวิวข้างทางในยามเย็น
“ปกติของลลิลนี่คือดีหรือแย่ล่ะ”
“ก็ปกติไง”
“แปลว่าเหนื่อย” เขาพูดเสริมเองด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
ฉันเงียบไปสักพัก “ไม่เหนื่อยหรอก”
“โกหกไม่เนียนเลย” สารถีคนหล่อหันมามองแวบหนึ่ง ก่อนจะระบายยิ้มบาง ๆ
“รู้ได้ไง”
“ก็รู้จักเมียตัวเองดีไง” เขาตอบหน้าตายแบบเดิมเป๊ะ
“โอม!” ลลิลขึ้นเสียงทันที “บอกแล้วไงว่าอย่าเรียกแบบนั้น!”
“โอเค ไม่เรียกแล้ว” เขายักไหล่
“ดีมาก”
“เรียกว่าเมียในใจแทนละกัน”
“โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!” ฉันอยากจะคว้าขวดน้ำขว้างหน้าไอ้หนุ่มเจ่าเล่ห์ให้รู้แล้วรู้รอด
เขาหัวเราะอย่างสะใจ “เธอนี่นะ ดุจริง ๆ”
“นายเองก็ปากหมาเถอะ”
“แต่ใจลลิลบาง” เขากระซิบเบา ๆ
“พูดอะไรของนายเนี่ย!” ฉันรีบเบือนหน้าหนี เพราะรู้ว่าที่เขาพูดไม่มีตรงไหนที่ผิดเลย
รถยนตร์ส่วนบุคคลเคลื่อนมาจาดก่อนเสียงเครื่องยนตร์จะดับลงที่ร้านอาหารเล็ก ๆ ข้างทาง ไม่ใช่ร้านหรูหรา ไม่ใช่ร้านโรแมนติก แต่เป็นร้านโปรดของลลิลดา ที่เขาจำได้แม่นว่าครั้งแรกที่ลลิลพาเขามากิน ลลิลหัวเราะจนแก้มแดงเพราะโอมซดน้ำซุปเผ็ดจัดจนน้ำมูกไหล
“มานี่” เขาเดินอ้อมมาเปิดประตูให้เหมือนเดิม
“ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย”
“แบบไหน”
“แบบที่เปิดประตูรถให้ทุกครั้งน่ะ”
“ก็อยากทำ”
“ไม่ต้องทำก็ได้ ลลิลเปิดเองได้”
“แต่โอมอยากเป็นคนเดียวที่ได้เปิดให้” เขาตอบนิ่ง ๆ ตามสไตล์ผู้ชายคูล
ฉันสะอึก… ใบหน้าร้อนผ่าวอีกแล้ว
นี่มันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ปากฉันแข็ง ดุ กวนกลับทุกคำ…แต่ใจฉันกลับ ละลายทุกครั้งที่เขายิ้มแบบนั้น
“ไปกินข้าวได้แล้ว” คนตัวเล็กพูดตัดบท ก่อนเดินหนีเข้าไปในร้าน
“ครับ เมีย~” เขาตะโกนเบา ๆ ตามหลังจนฉันหน้าแดงเถือก
บรรยากาศในร้านอาหารคึกคักพอสมควร เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนใช้เวลากับครอบครัว บ้างก็คุยธุรกิจ บ้างก็เป็นการสังสรรค์ของกลุ่มเพื่อน ทั้งสองนั่งอยู่มุมในที่ไม่ค่อยมีคน เสียงช้อนส้อมกระทบจานดังเป็นระยะ ๆ ลลิลตักข้าวเข้าปากโดยไม่เอ่ยอะไร ส่วนเขาก็เอาแต่นั่งมอง… มองแบบไม่ละสายตาเลยแม้แต่วินาทีเดียว
“เลิกมองได้แล้ว” ลลิลพูดเสียงเบา
“ทำไมล่ะ”
“รำคาญ”
“งั้นโอมมองแป๊บ ๆ ก็ได้” เขายักคิ้ว
“โอม!!” ฉันเงยหน้าขึ้นมาเตรียมจะดุ
แต่แล้ว…เขาก็ยิ้ม
รอยยิ้มที่ไม่ได้มีคำพูดอะไรพ่วงมา แต่กลับทำให้หัวใจฉันเต้นโครมครามแบบไม่ทันตั้งตัว
นี่มันไม่แฟร์เลย… เขารู้ว่าฉันแพ้รอยยิ้มเขาแบบนี้ทุกครั้ง
“หุบยิ้มเดี๋ยวนี้” ฉันพยายามทำเสียงเข้ม
“ทำไมต้องหุบ”
“เพราะมันน่าหมั่นไส้!”
“แต่เธอก็หน้าแดง”
“ไม่ได้แดง!”
“แดง”
“ไม่ได้แดง!!”
“แดงแน่ ๆ”
เขาหัวเราะเสียงเบา มองหน้าคนตัวเล็กแบบที่รู้ว่าเธอกำลังสติแตกข้างในแทบอยากจะกรี๊ดออกมา
“ลลิล…”
“อะไรอีก”
“เธอน่ารักว่ะ”
ประโยคเดียว…เหมือนเสียงทุกอย่างในร้านเงียบลงไปชั่วขณะ
ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาชายหนุ่มหน้าคมยังนิ่ง ๆ เหมือนเดิมแต่เปล่งประกายความอบอุ่นบางอย่าง รอยยิ้มบางนั้น… ไม่ใช่แบบกวนตีนเหมือนทุกที แต่มันจริงจังมากพอจะทำให้หัวใจของฉันเต้นไม่เป็นจังหวะ
“พูดอะไรของนาย…” ลลิลพยายามเบือนสายตา
“พูดความจริง” เขาตอบเรียบ ๆ
“หยุดพูดแบบนี้ได้ไหม”
“ไม่หยุด”
“โอม…”
เขาเท้าแขนกับโต๊ะแล้วเอนตัวเข้ามาใกล้ลลิลอย่างจงใจ “ก็โอมชอบพูดตรง ๆ”
“นายมันปากดี”
“แต่ใจจริง”
ฉันสะอึกอีกครั้ง คำพูดของเขามันไม่ได้หวานเวอร์ แต่มันมีน้ำหนัก หนักพอจะทำให้คนฟังรู้สึกหวั่นไหวโดยไม่ต้องมีดอกไม้หรือแหวนเพชรเม็ดโต
“กินข้าวไป อย่ามาพูดอะไรเพี้ยน ๆ” ลลิลพูดกลบเกลื่อน
“เพี้ยนตรงไหน ก็พูดกับคนที่โอมชอบ”
“ฉันไม่ได้ชอบนาย” ลลิลดารีบพูดเสียงแข็งสวนทันที ทั้งที่หัวใจเธอเต้นแรงราวกับโกหกตัวเอง
“โอมก็ไม่ได้บังคับให้ลลิลชอบ” เขายิ้มมุมปากอีกครั้ง “แต่โอมก็จะจีบต่ออยู่ดี”
“คนอย่างนายเนี่ยนะ จะจีบใครจริงจัง?”
“คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าไง”
ฉิบหายแล้ว… ใจเต้นแรงอีกแล้ว
หลังจากกินข้าวเสร็จ ทั้งคู่เดินออกมาหน้าร้าน ลมเย็น ๆ พัดผ่านกระทบใบหน้าอย่างแผ่วเบา หนุ่มร่างกำยำเดินเอามือล้วงกระเป๋า ส่วนเธอกอดกระเป๋าถือแน่นหวังจะควบคุมหัวใจตัวเองที่เต้นถี่ระรัวราวกลองศึก
“ทำไมต้องเดินข้างฉันด้วย”
“ก็โอมอยากเดินข้างลลิล”
“อย่ามาอ้อนนะ”
“ไม่ได้อ้อน” เขายิ้ม “แต่ถ้าอ้อนแล้วลลิลใจอ่อนก็ถือว่าเวิร์ก”
“โอม!” ร่างบางหันไปจะดุ แต่เขาก็ยิ้มอีกแล้ว… รอยยิ้มที่แสนจะยียวนกวนประสาท แต่กลับทำให้แข้งขาฉันอ่อนแรงทุกที
ขณะที่เครื่องยนต์กำลังแล่นไปบนท้องถนน เขาไม่ได้พูดอะไรมาก แค่เปิดเพลงคลอเบา ๆ แล้วปล่อยให้เสียงดนตรีสบาย ๆ ปกคลุม ลลิลแอบเหลือบมองหน้าคนขับรถสุดหล่อ แล้วรีบเบือนสายตากลับเหมือนถูกจับได้
“เลิกยิ้มแบบนั้นสักทีได้ไหม…มันใจเต้น” ลลิลบ่นในใจ
โอมไม่ได้พูดอะไร แต่เหมือนรู้ว่าคนสวยข้าง ๆ กำลังมอง
ก่อนเขาจะหันใบหน้าหล่อ ๆ นั้นมาช้า ๆ แล้ว ใช่… ยิ้มอีกแล้ว
“โอม!” ลลิลร้องเบา ๆ อย่างหงุดหงิดปนเขิน
เขาหัวเราะออกมาอย่างพอใจ
“ลลิลจะปากดีแค่ไหน โอมก็รู้ว่าใจลลิลบางนิดเดียว”