เย็นวันศุกร์
วันที่ควรจะสบายที่สุดของสัปดาห์ แต่สำหรับ ลลิลดา กลับเป็นวันที่ชีพจรขึ้น ๆ ลง ๆ ตั้งแต่ช่วงบ่าย
ลลิลปิดเอกสารชุดสุดท้ายของไตรมาสด้วยความโล่งอก ก่อนจะแอบยิ้มคนเดียวเมื่อคิดถึง แผนลับ ของตัวเอง ทำข้าวเย็นให้ โอม แบบจริงจังครั้งแรกในรอบเดือน ไหน ๆ เขาก็สัญญาว่า “ศุกร์นี้โอมว่าง ให้รางวัลโอมเป็นมื้อโฮมคุกหน่อยดิ” ลลิลเลยจัดหนักทั้งสปาเกตตีซอสโบโลเนส สลัดมันฝรั่ง และบราวนี่หน้ากรอบที่คัดสูตรมาจากเพจโปรด
“วันนี้นายหนีพ้นหูฟังแน่ ๆ” หญิงสาวบ่นยิ้ม ๆ ระหว่างกดสั่งของสดให้ไรเดอร์ไปส่งถึงคอนโดมิเนียม พร้อมไลน์หาเขาเพื่ออัปเดต
Lalil_O : เลิกกี่โมง
OHM PT : น่าจะหนึ่งทุ่ม
Lalil_O : ตรงเวลา ให้ผ่าน
OHM PT : ครับเมีย~
Lalil_O : ยัง! ยังไม่ใช่เมีย!
OHM PT : ก็เมียในใจไง
เธอเผลอยิ้มจนแก้มร้อนวาบ แต่ก็รีบพิมพ์จุด ๆ กลบเกลื่อน ก่อนเก็บของกลับบ้านด้วยความกระตือรือร้นผิดปกติ
หกโมงครึ่ง
กลิ่นซอสโบโลเนสเคี่ยวกับใบกระวานหอมฟุ้งไปทั้งห้อง ครัวเล็ก ๆ ดูคึกคักราวรายการทำอาหาร ลลิลโยนเส้นสปาเกตตีที่เตรียมไว้ลงหม้อพร้อมตั้งเวลา พึมพำกับตัวเองเหมือนกำลังบริกรรมคาถา
“สิบนาทีพอดี… สลัดเข้าตู้แล้ว บราวนี่อุ่นก่อนเสิร์ฟสามนาที โอเค!”
เธอจัดโต๊ะง่าย ๆ วางจานสองใบ แก้วน้ำสองใบ จุดเทียนเล็ก ๆ กลิ่นวานิลลาหนึ่งแท่ง ผุดลุดผุดนั่งอีกสองสามรอบเพื่อดูภาพรวมเหมือนเช็กโพสิชันงานอีเวนต์
เวลา 18:57 น. สวยเป๊ะ เลิศเลยแหละ
ลลิลหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ตั้งใจจะกดถ่ายรูปส่งไปยั่วเขา แต่แจ้งเตือนข้อความจากชายหนุ่มขึ้นมาก่อน
OHM PT : ลลิลลลลลลลล มีเรื่องนิดหนึ่ง
หัวใจฉันกระตุกวูบเล็ก ๆ อย่างอธิบายไม่ถูก นิ้วกดเข้าไปในแชตทันที
Lalil_O : อะไร
OHM PT : ทีมโอมเพิ่งถูกเรียกเข้าแข่งด่วนวันนี้อะ ไฟนอลชิงสกินลิมิเต็ด
OHM PT : เริ่มทุ่มครึ่ง แป๊บเดียว เดี๋ยวจบตาแรกโอมลง
ลลิลมองจานสปาเกตตีที่เพิ่งนำเส้นลงจาน เสียงตั้งเวลา ติ๊ด ๆ ดังพอดี
Lalil_O : ทุ่มครึ่ง?
OHM PT : แป๊บเดียว ๆ
Lalil_O : แป๊บเดียวของนายคือกี่ชั่วโมง
OHM PT : สัก… สองชั่วโมง?
สองชั่วโมง…
ลลิลมองเทียนที่เพิ่งจุด ไส้เทียนยังสูงชูชันเหมือนความคาดหวังของค่ำคืนนี้ มือที่กำโทรศัพท์แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
Lalil_O : นายสัญญา
OHM PT: โอมรู้ ขอโทษนะ แต่ครั้งนี้มันไฟนอลละ โอมต้องอยู่ให้ทีมครบห้า
OHM PT : โอมจะรีบ จบแล้วไปหาเลย
ข้อมือฉันเกร็งจนเส้นเอ็นตึง พลางสูดลมหายใจยาวพรืด หนึ่ง... สอง... สาม... แล้วตอบกลับเพียงสติกเกอร์ “โอเค” หน้านิ่งส่งไป ทั้งที่ขมับเต้นตุบ ๆ
“ก็ได้… ให้คืนนี้เป็นของนายกับเกม” ฉันพึมพำกับเทียนเล่มเล็ก ๆ น้ำเสียงฟังไม่ออกว่าเหนื่อยล้าหรือผิดหวังมากกว่ากัน
หนึ่งทุ่มยี่สิบเจ็ดนาที หญิงสาวปิดเตา เก็บสปาเกตตีลงอุ่นในเตาเล็ก ลดไฟเทียนจนเหลือแสงอ่อน หยิบกล่อง บราวนี่แล้วปิดฝา
“อุ่นทีเดียวเดี๋ยวไม่กรอบ” ลลิลปลอบใจตัวเอง
เสียงจากห้องเกมเมอร์หนุ่มดังทะลุผ่านผนังมาบาง ๆ เสียงที่เล็ดลอดจากหูฟัง เสียงจังหวะเมาส์คลิก เสียงเขาตะโกนเรียกเพื่อนด้วยน้ำเสียงจริงจังที่ลลิลทั้งเกลียดทั้งหลง
“ซ้ายมา! โยกป้อม! โยกป้อม!”
“โอม…” คนตัวเล็กเรียกชื่อเขากับอากาศเบา ๆ แล้วหัวเราะเยาะตัวเองทันที “บ้าจริง”
เพื่อไม่ให้จิตตก ฉันเปิดโน้ตบุ๊ก นั่งพิมพ์ต้นฉบับงานเขียนที่ค้างไว้ เรื่องสั้นประจำเพจเล็ก ๆ ของเธอ แต่แทนที่สมาธิจะไหลลื่น ตัวหนังสือกลับวิ่งหนี ฉันอ่านประโยคเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่ายังไม่รู้ว่าเขียนอะไรไปบ้าง
แล้วแชตอีกห้องในไลน์ก็ดัง
ห้องมรสุม : เย่ ศุกร์ละ ไปดื่มนมปั่นที่ร้านหน้าปากซอยไหม
Ploysai : ลลิลไปปะะะะะะะะะะะะะะะะะะ
Lalil_O : ไม่อะ อยู่บ้าน
Ploysai : อยู่กับคนติดเกมเปล่า ฮ่า ๆ ๆ ๆ
Ja : โอ๊ยยยย พลอย อย่ายั่วสิ
Ploysai : ก็เอ็นดู๊ เอ็นดู ลลิลคนเก่ง สู้ ๆ กับไมค์ทีมผัวค่ะ
ฉันเหลือบตามองเครื่องหมายยิ้มเย้ยนั้นแล้ววางมือถือคว่ำกับโต๊ะ ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงกับใคร แต่แอบรู้สึกเหมือนโดนลูบคม
นาฬิกาเดินไปถึงเวลาสองทุ่มครึ่ง
ร่างเล็กลุกไปล้างหน้า เปิดระเบียงห้องรับลม เสียงในห้องนั้นดังขึ้นอีกครั้ง “แรงก์นี้ต้องได้! พักบัพ รอเกิดที สาม สอง หนึ่ง โก!”
“สาม สอง หนึ่ง ความอดทนของฉันก็ระเบิดเหมือน กัน” เธอพึมพำเสียงเข้ม
สามทุ่ม… สามทุ่มครึ่ง…
ไฟเทียนสั้นลงครึ่งหนึ่ง เรียวไส้โค้งเหมือนหลังคนที่ค่อย ๆ งอ ฉันยืนเท้าสะเอวอยู่หน้าห้องเขาอยู่นาน เดินวกไปวนมาก็แล้ว สุดท้ายจึงตัดสินใจเปิดเข้าไปโดยไม่เคาะ
และภาพเดิมก็ปรากฏ ชายตัวโตอยู่ในชุดโปรดเสื้อกล้ามสีขาวบางสบาย ๆ เผยให้เห็นกล้ามเนื้อลอนที่หน้าท้องนิด ๆ กางเกงบอกเซอร์ลายลูกเป็ดน่ารัก ใส่หูฟังเต็มใบ เก้าอี้ปรับเอนนิด ๆ มือหนึ่งกดคีย์บอร์ดอีกมือคลิกเมาส์แบบคอมโบ ท่าทางจริงจังกว่าเวลาเขารับสายลูกค้าที่คอลเซนเตอร์เสียอีก
“โอม” เธอเรียกเสียงดังพอควร
เขาไม่ได้หันมา เพียงยกนิ้วเป็นสัญญาณ “แป๊บ ๆ” ก่อนจะดันตัวเข้าหาหน้าจอมากขึ้น
“โอม!” คราวนี้หนักแน่นกว่าเดิม
เขาหันมานิดเดียว กัดริมฝีปากล่างเหมือนชั่งใจ แล้วก้มกลับไป “ตานี้ตาสุดท้ายจริง ๆ ลลิล รอโอมแป๊บ”
คำว่า “แป๊บ” ของเขากระแทกใจเธอเหมือนค้อน เธอหัวเราะสั้น ๆ แบบไม่ตลก “ตาสุดท้ายของนายมีสักกี่ตากันแน่”
เขาเงียบ... ไม่ใช่เพราะไม่มีคำตอบ แต่เพราะบอสในเกมยกหอกขึ้นฟาดพอดี
หญิงสาวก้มมองนาฬิกาข้อมือ สามทุ่มสี่สิบห้า
“ฉันทำข้าวไว้ให้” ลลิลพูดเสียงเรียบ “ตอนนี้กลาย เป็นเย็นชืดแล้ว”
“เดี๋ยว ๆ จริง ๆ จบนี่แล้วค่อยกินด้วยกันนะ” เขาพูดเร็ว ๆ สั้น ๆ พร้อมกับสั่งการทีม “โอเค ไป ดันขวา!”
“ดันขวาเหรอ” ฉันทวนเบา ๆ “งั้นฉันดันออกซ้ายละกัน”
ลลิลหมุนตัวช้า ๆ อย่างเหนื่อยใจ ก่อนเดินออกจากห้อง ปิดประตู “ปึ้ง” ไม่แรงนัก แต่พอให้เกิดแรงสั่นสะเทือน
กลับออกมาที่โต๊ะอาหาร เทียนดับไปแล้ว ฉันนั่งลง จ้องจานสองใบที่วางอยู่ตรงหน้า... ใบหนึ่งว่างเปล่า ใบหนึ่งมีเส้นสปาเกตตีเย็นจนเริ่มจับกันเหนียวแน่น เธอเสียบส้อมเข้าที่เส้น ลองชิมคำหนึ่ง…ไม่อร่อยเหมือนตอนร้อน ๆ
ความเงียบแทรกตัวเข้าสองห้องเหมือนฝุ่น ลลิลหยิบมือถือขึ้นมาเปิดเพลง แต่เพลงใด ๆ ก็ตีกับเสียง “เฮ้ย! เกือบแล้ว!” จากห้องถัดไป
และทันใดนั้น เสียงแจ้งเตือนก็ดังแทรก
รัน: วันนี้เลิกช้าไหม เรามีงานร่วมกับสำนักพิมพ์ต่างชาติ นึกถึงลลิลขึ้นมาเลย
รัน: ถ้าอยากลองเขียนสายลองก์ฟอร์มบอกได้นะ
รัน ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือแฟนเก่าที่แสนดี ผู้ชายที่พูดน้อย ใจดี และไม่เคยทำให้เธอต้องรอเกินเวลา แต่ทั้งหมดนั้นก็อยู่ในคำว่า “อดีต” ไปแล้ว
ลลิลจ้องข้อความอย่างลังเล รู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่กลางสะพานแคบ ๆ ระหว่าง “สิ่งที่เคยมั่นคง” กับ “สิ่งที่ฮึดฮัดแต่น่ารัก” ในปัจจุบัน
Lalil_O : ขอบคุณนะ เดี๋ยวดูตารางก่อน
ฉันพิมพ์ตอบสั้น ๆ แล้ววางมือถือ รู้ตัวทันทีว่าไม่ควรปล่อยให้เรื่องงานของรันเข้ามาอยู่ในอารมณ์คืนนี้ เพราะต้นเหตุจริง ๆ คือความผิดหวังจากคำสัญญาของคนที่อยู่หลังประตูนั่นต่างหาก