บรรยากาศภายในร้านช่วงหัวค่ำค่อนข้างเงียบ ครืด ครืดเสียงเครื่องบดกาแฟดังเป็นจังหวะ รันนั่งรออยู่แล้ว เขาเลือกโต๊ะมุมข้างในสุด เขารูปร่างสูงโปร่งสวมเสื้อเชิ้ตขาวสะอาด ดวงตาเรียบนิ่ง แบบที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพื้นที่ของความสบายใจสำหรับเธอ
“ลลิล” เขาลุกขึ้นยืน ยิ้มบาง “ขอบคุณที่มานะ นั่งก่อนสิ”
“ค่ะ” ร่างเล็กนั่งลงตรงข้าม พลางวางกระเป๋า “เรื่องงาน สรุปเลยได้ไหมคะ ลลิลมีเวลาไม่มาก”
รันชะงักไปครู่หนึ่ง แต่พยักหน้าเข้าเรื่องอย่างคนอ่านเกมเก่ง “สำนักพิมพ์อยากทำโพรเจกต์รวมเรื่องสั้นนักเขียนรุ่นใหม่ พอคิดถึงสายเขียนแนวอบอุ่นติดดรามานิด ๆ ก็เลย…นึกถึงเธอ”
คำชมไม่ได้ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงเหมือนเมื่อก่อน แค่รู้สึกขอบคุณ “ขอบคุณนะคะ”
เขายื่นแฟลชไดร์ฟอันเล็กให้ “รายละเอียดทั้งหมดอยู่ในโฟลเดอร์นะ ถ้าสนใจ เรามีนัดบรีฟสัปดาห์หน้า”
“ลลิลอ่านแล้วจะตอบอีกทีนะคะ” เธอหยิบแฟลชไดร์ฟมาเก็บลงกระเป๋า ก่อนค้อมศีรษะเล็กน้อย “ขอบคุณที่ไว้ใจในงานของลลิลนะคะ”
รันมองใบหน้าสวยหวานสองสามวินาที สุดท้ายก็หลุดคำถามที่เหมือนเก็บมาเนิ่นนาน “เขาดีกับลลิลไหม”
ลลิลเงยหน้า ไม่หลบ “ดีในแบบของเขา”
“เขาติดเกม” น้ำเสียงรันไม่ได้ประชด แค่บอกข้อเท็จจริง “โอมยังจำได้ว่าลลิลไม่ชอบการรอคอย”
“ลลิลก็ยังไม่ชอบ” เธอยอมรับ “แต่เรากำลังเรียนรู้กันอยู่”
รันยิ้มจาง ๆ คล้ายกำลังฝืนรับฟัง “ถ้าวันไหนเขาทำให้ลลิลเสียใจ-”
“ลลิลเสียใจเอง ก็หายเองได้ค่ะ” เธอตัดบทนุ่มนวล “รัน…เราโตขึ้นแล้วเนอะ เรารู้ว่ารักอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีพื้นที่ให้คนสองคนยืนอยู่ด้วยกันอย่างพอดี”
เขานิ่งไป ก่อนพยักหน้า “ขอให้ลลิลมีความสุขนะ”
“ขอบคุณค่ะ” เธอยิ้มจริงใจ “และถ้าโพรเจกต์นี้เวิร์ก เราเป็นพาร์ตเนอร์งานที่ดีต่อกันได้”
เมื่อการคุยเรื่องงานจบเรียบร้อย เธอก็ลุกขึ้น “ลลิลขอตัวก่อนนะคะ”
“ให้ไปส่งไหม” เขาถามตามมารยาท
“ไม่เป็นไรค่ะ มีคนรออยู่ที่บ้าน” เธอตอบโดยไม่เขินที่จะบอก
คอนโดมิเนียม
ติ๊ง
ลิฟต์คอนโดมิเนียมเปิดออกในเวลาเกือบสองทุ่มครึ่ง ไฟในห้องนั่งเล่นเปิดสลัว ๆ โอมอยู่ในครัว พยายามถอดฝาเครื่องปิ้งขนมปังอย่างมุ่งมั่นราวแก้ปริศนาโลกแตก
“นายทำอะไร” ลลิลหัวเราะ
“ภารกิจชดใช้ภาคสาม: ขนมปังกระเทียมเนยชีส แต่เครื่องมันดื้ออะ” เขาเงยหน้า พอเห็นเธอ มือหนาก็วางทิ้งอุปกรณ์ทุกอย่างลงทันที “เป็นไง ยิ้มไหม”
“ยิ้มสิ” เธอตอบตรง ๆ “งานน่าสนใจดี”
“ดีแล้ว” เขาพยักหน้า “แต่ถ้าเขา-”
“เราเป็นแค่พาร์ตเนอร์งานกันเท่านั้น” เธอพูดก่อนที่เขาจะได้จบประโยค “ไม่ใช่พาร์ตเนอร์หัวใจ”
โอมยิ้มกว้าง คราวนี้เป็นร้อยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นจริงใจไม่มีกวน “ขอบคุณที่บอกนะ”
ลลิลถอดรองเท้า วางกระเป๋า แล้วเดินเข้าไปใกล้กว่าเดิม “นายอยากรู้ไหม ทำไมคำว่า ทนหน่อยทูนหัว ถึงทำให้ฉันไม่โกรธเท่าคำว่า แป๊บเดียว”
เขาเกาหัวแกรก ๆ “เพราะมันหวานกว่า?”
“เพราะมันเหมือนนายกำลังพูดกับฉัน ไม่ใช่กำลังพูดกับเวลา” เธอพูดช้า ๆ “คำว่า ‘แป๊บเดียว’ ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันไม่สำคัญ แต่คำว่า ‘ทนหน่อยทูนหัว’ …มันเหมือนนายกำลังวางมือหนา ๆ ที่แผ่ไออุ่นลงบนหัวฉันเบา ๆ แล้วบอกว่า ฉันเห็นว่าเธออยู่ตรงนี้นะ ขอเวลาฉันจัดการอะไรสักอย่างแค่เดี๋ยวเดียว แล้วฉันจะกลับมาหาเธอ”
โอมยืนชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมที่มักเรียบนิ่งเกิดสั่นไหวเบา ๆ เขายกมือเกาท้ายทอยด้วยท่าทีเงอะงะเหมือนคนไม่ถนัดจัดการความรู้สึก “จริง ๆ โอมโตมากับคำว่า ‘ทนหน่อย’ จากพ่อ แบบที่ไม่ได้อ่อนโยนเท่าไร พอพูดกับลลิล…โอมเลยเติม ‘ทูนหัว’ ใส่ไปเอง คงหวังว่ามันจะไม่บาดใจ”
“มันไม่ได้บาด” เธอส่ายหน้าเบา ๆ “มันทำให้ใจอ่อน”
เขาหลุดหัวเราะ “งั้นจากนี้ ถ้าโอมต้องขอเวลา…โอมจะขอแบบเห็นลลิล ไม่ใช่เห็นแต่เกม” ร่างสูงโปร่งขยับเข้ามาใกล้ “แต่ก่อนจะขออะไร คืนนี้โอมเป็นของลลิลเต็มเวลา”
ลลิลเบือนหน้าหนีเล็กน้อย เพราะเสียงหัวใจเต้นระรัวราวกลองศึกจนเกรงว่าเขาจะได้ยิน “อย่าพูดอะไรแบบนั้นสิ”
“พูดความจริงไง” เขาก้มลงจนหน้าผากแตะหน้าผากเธอ “ทนหน่อยทูนหัว…ผัวจะกอด”
“โอม!” เธอผลักอกเขาเบา ๆ แล้วหัวเราะคิกระคนเขินอาย “ไปล้างมือก่อน กลิ่นเนยทั้งมือแล้วนั่น”
“รับคำสั่งครับบอสใหญ่” เขารีบวิ่งไปเปิดก๊อกน้ำที่อ่างล้างมือ แล้วรีบชำระล้างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินกลับมาเช็ดกับผ้าแล้วแบมือให้ดู “สะอาดแล้ว ขอสิทธิ์กอดหนึ่งครั้ง”
ลลิลยืนกอดอก “แล้วถ้าลลิลให้สองครั้งล่ะ”
“โอมจะเก็บแต้มวันนี้เพิ่ม” เขายิ้มกว้าง แบบที่มีแต่ความสุขเต็มไปหมด
ลลิลส่ายหัว พลางขยับเข้าไปแนบอกแฟนหนุ่มอย่างที่เจ้าตัวเองก็ไม่ทันตั้งตัว กลิ่นกายที่หอมอ่อน ๆ กับไออุ่นจากอกแกร่งของเขาล้อมเธอไว้ “ขอบคุณที่พยายามนะ โอม”
“โอมยังพยายามได้มากกว่านี้นะ” เจ้าของแขนแกร่งกอดตอบแน่นขึ้น “และโอมอยากทำ ไม่ใช่เพราะกลัวโทษล้างจานหนึ่งสัปดาห์ครึ่ง…แต่เพราะโอมอยากเป็นที่พักใจให้ลลิลเหมือนที่เกมเคยเป็นที่พักใจให้โอม”
ลลิลหลับตา วางแก้มกับอกแฟนหนุ่ม “โอเค ดีล”
ก๊อกน้ำหยด ติ๋ง ติ๋ง อยู่ไกล ๆ มีเพียงความเงียบอุ่น ๆ เข้าปกคลุมทั้งห้องนั่งเล่น กระทั่งเสียงท้องไส้ของใครสักคนร้อง ครืด เธอสะดุ้ง “ขำอะไร!”
“ท้องคนสวยร้องไง” เขายกมือยอมแพ้ “ภารกิจขนมปังกระเทียมเนยชีสต้องเดินต่อ”
“อย่าทำครัวเละนะ ลลิลเพิ่งเช็ดเมื่อวาน”
“รับทราบครับ ทนหน่อยหิวนะทูนหัว” เขากะพริบตาข้างหนึ่งอย่างเจ้าเล่ห์ แล้วหันไปจัดการเครื่องปิ้งต่อ ร่างบางยืนพิงเคาน์เตอร์คอยดูเขาทำงานเหมือนดูโชว์ส่วนตัว
ไม่นาน กลิ่นกระเทียมและชีสยืดก็ลอยคลุ้งทั่วห้อง โอมตักขึ้นวางในจาน เสิร์ฟพร้อมน้ำซุปใสที่ใช้ซุปก้อนแบบสำเร็จรูปแต่ทำท่าอย่างภาคภูมิใจ “เมนูทูนหัวดีไลต์”
“ตั้งชื่อเองเหรอ” เธอหัวเราะคิกคัก
“อืม… ชื่อนี้ต้องห้ามกินคนเดียว ต้องมี ทูนหัว นั่งตรงข้าม”
“โอเค ให้ผ่านหนึ่งคำ” เธอกัดคำใหญ่ ชีสยืดจนต้องยกส้อมสูง “อร่อยนะ”
“ขอบคุณที่-”
เสียงโทรศัพท์ของเขาสั่นบนโต๊ะ เขามองหน้าจอ ปรากฏชื่อเพื่อนร่วมทีมเด้งขึ้นมาพร้อมข้อความกลุ่ม “ขึ้นสแคริมไหม มีคนขาดหนึ่งที่” เขาชะงักไปครึ่งวินาทีก่อนกดล็อกหน้าจอ วางคว่ำลง
ลลิลจับสังเกตได้ เธอวางส้อม “ถ้านายอยากไป-”
โอมส่ายหน้า “คืนนี้ไม่” เขาสบตาเธอตรง ๆ “โอมมีนัดกับขนมปังทูนหัวดีไลต์กับหนังหนึ่งเรื่อง และหมอนหนึ่งใบที่ยึดพื้นที่ไปครึ่งเตียง”
เธอยิ้ม ยิ้มแบบไม่ต้องหลบซ่อนอีกต่อไป “บอสใหญ่อนุมัติ”
หนังที่เปิดค้างไว้มาจากเมื่อคืนกลับต้องเริ่มตั้งแต่ต้นอีกครั้ง คราวนี้เธอเอนหัวบนไหล่เขา โอมเลื่อนผ้าห่มมาคลุมจนถึงปลายเท้า มือเขาวางบนหลังมือเธออย่างสบาย ๆ ไม่มีความเร่งรีบ ไม่มีเสียงเร่งด่วนจากเกม มีเพียงเสียงบทสนทนาของตัวละครจากสมาร์ตทีวีและลมหายใจสองคนที่ค่อย ๆ เข้าจังหวะเดียวกัน
หนังดำเนินไปถึงกลางเรื่อง ลลิลหยิบโน้ตบุ๊กและแฟลชไดรฟ์ที่รับมาจากรันขึ้นมาวางบนโต๊ะเตี้ย ก่อนจะเปิดโฟลเดอร์ที่จัดเก็บข้อมูลโพรเจกต์
“นายช่วยดูหัวข้อหน่อยสิ ลลิลลังเลระหว่างเขียนเรื่องครอบครัวกับเรื่องรัก”
“อ่านให้ฟังได้ไหม” เขาถาม
เธอพยักหน้า พลางเปิดข้อมูลสองหน้าแรก แล้วอ่านย่อหน้าเริ่มต้นเบา ๆ โอมตั้งใจฟังจริงจังแบบเดียวกับตอนเขาเล่นแรงก์ แต่ครั้งนี้ไม่มีเมาส์ ไม่มีคีย์บอร์ด มีเพียงสายตาและความเงียบที่ทำให้เธอมั่นใจ
“ชอบแบบไหนบอก” เธอถามหลังอ่านจบ
“ชอบแบบที่เธอเขียนด้วยหัวใจ” เขาตอบง่าย ๆ “ไม่ใช่แบบที่ใครอยากให้เป็น แม้แต่โอม”
ลลิลมองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกวูบวาบเริ่มแผ่ซ่านข้างในเหมือนมีบางอย่างในตัวเองถูกวางลงอย่างนุ่มนวล “ขอบคุณนะ”
“ไม่เป็นไร” เขายิ้ม “ทนหน่อยทูนหัว ถ้าโอมเผลอปากหมาไปบ้าง ให้จำไว้ว่าโอมตั้งใจจะดีด้วยมากกว่าร้ายเสมอ”
“ลลิลรู้” เธอกระซิบเสียงแผ่ว ก่อนเอนตัวลงบนหมอน ยอมปล่อยไหล่ให้เขายึดครึ่งหนึ่งตามที่ร้องขอ
ครืด ครืด ครืด
บนโต๊ะ โทรศัพท์ของโอมสั่นอีกหน เขาเอื้อมมือไปกดปิดเสียงโดยไม่แม้แต่จะดู ชั่วขณะที่หน้าจอสว่างวาบ เขาเห็นชื่อ เพื่อนในทีมโผล่ขึ้นมาหลายคน แต่เขาปล่อยให้แสงจางหายไปเอง
แต่เขากลับหันมามองคนข้างกาย แก้มเนียนใสของเธอสัมผัสปลายแขนเขาอย่างไว้ใจ เขาก้มลงจูบหน้าผากเบา ๆ อย่างอ่อนโยนเหมือนคืนก่อน “ขอบคุณนะที่ยอมให้โอกาสโอมได้ซ้อมเป็นคนรักที่ดี ไม่ใช่แค่คนที่เล่นเกมเก่งอย่างเดียว”
ลลิลหลับตาพริ้ม รับสัมผัสนั้นโดยไม่ต้องพูดอะไรเพิ่ม เธอรู้แล้วว่าคำว่า ทนหน่อยทูนหัว ของเขาไม่ได้แปลว่าให้เธอรออย่างไร้ค่า แต่มันคือคำขอเวลาจากคนที่กำลังพยายามจริง ๆ
และเธอก็ตั้งใจจะ “ทน” อย่างมีเหตุผล เท่าที่หัวใจของเธอจะไม่บอบช้ำอีก
บรรยากาศข้างนอกห้องสี่เหลี่ยม วิวเมืองยังคงส่องสว่างจากไฟหลากหลายดวง เสียงรถแล่นยังคงวิ่งไม่ขาดสาย แต่ในห้องเล็ก ๆ นั้น ทุกอย่างค่อย ๆ ช้าลงพอดีกับสองคนที่กำลังเรียนรู้จังหวะกันและกัน
ก่อนหนังจบ โอมกระซิบเบา ๆ ใกล้หู “ลลิล”
“หืม”
“ถ้าวันหนึ่งโอมเผลอ ลลิลเตือนฉันด้วยคำนี้ได้ไหม”
“คำไหน”
“ทนหน่อยทูนหัว” เขายิ้ม “ให้โอมจำว่า…โอมเลือกลลิล ก่อนเกมเสมอ”
ร่างเล็กไม่ตอบ เพียงพยักหน้าแล้วซุกกายเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ให้คำสัญญาทั้งหมดถูกเก็บไว้ระหว่างหัวใจสองดวง โดยไม่ต้องใช้คำสาบานใด ๆ
คืนนี้ไม่มีแรงก์ ไม่มีบอส ไม่มีคำว่า แป๊บเดียว มีเพียงคำที่กวนตีนแต่ทำให้ใจสั่น คำที่กลายเป็นรหัสลับของสองคน
ทนหน่อยทูนหัว
และทั้งเขาและเธอก็ตั้งใจจะรักษามันไว้ให้ดี