คอนโดเจน...
“คราวนี้จะบอกเจนได้หรือยังว่าเป็นอะไร?” เจนเอ่ยถามเพื่อนชายที่เอาแต่นั่งก้มหน้าก้มตาดื่มเหล้าไม่พูดไม่จา
“ไม่มีอะไรหรอก”
“ถ้าไม่มีอะไรรบคงไม่มาหาเจนถึงที่นี่หรอก”
“ชักจะรู้มากเกินไปแล้วนะ”
“ก็เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งกี่ปี”
“......” ชายหนุ่มคลี่ยิ้มออกมาเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวคนสนิทนั้นรู้ทันเขาไปซะทุกเรื่อง
“ทะเลาะกับพ่ออีกตามเคย?”
“ก็ไม่เชิง” นักรบไหวไหล่แบบไม่ใส่ใจมากนัก
“เรื่องอะไร?”
“ผู้หญิง” ชายหนุ่มตอบกลับ
“เจนว่ารบควรจะชินได้แล้วนะ” เจนตอบไปตามที่คิด เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ นักรบมักจะมาพูดเรื่องแบบนี้ให้เธอฟังอยู่เสมอ
“แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้ง”
“ไม่เหมือนยังไง?”
“พ่อให้มันย้ายเข้ามาอยู่ในบ้าน มิหนำซ้ำยังให้เอาน้องสาวมันมาอยู่ด้วย เอามาอยู่ในบ้านของฉัน!”
“คนนี้คุณอาจริงจังหรอ?”
“ไม่รู้! แต่ได้ยินมาว่ากำลังจะแต่งงานกัน!” ดวงตาคู่คมมองแก้วเหล้าที่อยู่ในมือ ก่อนจะนึกย้อนกลับไปในเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น เรื่องของพ่อกับปานวาด ประกาศที่จะแต่งงานกัน
“......”
“แล้วเจนรู้ป่ะว่ามันเป็นใคร มันเป็นพี่สาวของยัยนั่น คนที่ฉันเคยมีเรื่องด้วย” นักรบพูดด้วยความคับแค้นใจ เขาดูออกว่าปานวาดเข้ามาหาพ่อเขาเพราะอะไร ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรไปในตอนนี้ ผู้เป็นพ่อก็คงไม่เชื่อเพราะกำลังหลงรักใหม่จนหัวปักหัวปำ
“จริงหรอ?”
“อืม”
“มันเป็นไปได้ยังไง น่าเหลือเชื่อจริงๆ”
“เหลือเชื่อตรงไหน ดูก็รู้ว่ามันจ้องจะจับพ่อฉัน”
“รบคิดมากไปหรือเปล่า มองโลกในแง่ดีบ้างสิ บางทีเขาสองคนอาจจะรักกันจริงๆก็ได้นะ” เจนพยายามพูดปลอบใจเพื่อนชาย
“หึ! ไม่มีทาง ยัยนี่ต้องทำอะไรสักอย่าง พ่อฉันถึงได้หลงจนหัวปักหัวปำยอมแต่งงานกับมัน”
“......”
“ไม่รู้แหละ ยังไงฉันก็ไม่ยอมให้พวกมันได้อยู่กันแบบสงบสุขแน่นอน”
.
.
.
.
บ้านอัศวเหม...
“กลับมาแล้วหรอ?” สิบทิศเอ่ยถามลูกชายที่กำลังเดินโซเซเข้ามาในบ้้านด้วยอาการมึนเมา นึกเพิ่งจะบ่ายคล้อยแต่นักรบกลับเมาซะแล้ว
“แล้วเห็นหรือเปล่าล่ะ?”
“นี่ฉันถามแกดีๆนะ อย่ามากวนประสาทจะได้ไหม!”
“......” ริมฝีปากหนากระตุกยิ้มอย่างยียวนเมื่อเห็นคนเป็นพ่อเริ่มมีอาการหงุดหงิด
“เห็นป้าสำลีบอกว่า แกจะย้ายกลับมาอยู่บ้านหรอ?”
“ทำไม! ไม่อยากให้ผมกลับมาหรือไง!?”
“ไม่ใช่อย่างนั้น ฉันแค่แปลกใจว่าทำไมจู่ๆแกถึงเปลี่ยนใจ”
“ขืนหมกอยู่คอนโดก็ไม่รู้น่ะสิ ว่ามันมีเหลือบมีไรตัวไหนบ้างที่จ้องจะผลาญสมบัติของแม่” ไม่พูดเปล่าแต่นักรบยังเบี่ยงสายตาไปมองปานวาดที่นั่งอยู่ข้างสิบทิศ
“แกนี่มัน...”
“ย้ายมาอยู่ด้วยกันหลายคนก็ดีนะคะ บ้านจะได้มีสีสัน” ปานวาดเอ่ย เธอพยายามเปลี่ยนเรื่องคุยเมื่อเห็นว่าคนทั้งสองกำลังจะมีปากเสียงกัน
“สาระแน!”
“นี่นาย พี่ฉันอุตส่าห์พูดด้วยดีๆนะ” ปิ่นปักที่นั่งเงียบอยู่นานพูดขึ้น
“เธอก็เหมือนพี่สาวเธอนั่นแหละ อย่าสาระแน”
พูดจบชายหนุ่มก็เดินโซเซออกมาจากตรงนั้น ท่ามกลางสายตาของปานวาดที่มองตามออกไป
“คุณนักรบคะ เย็นนี้ลงมาทานข้าวด้วยกันนะคะ ปานจะเข้าครัวทำอาหารเย็น”
“นี่เธอลืมไปแล้วหรือไงว่านี่มันบ้านฉัน มีสิทธิ์อะไรมาชวนเจ้าของบ้าน!?” ทันทีที่เธอพูดจบ ชายหนุ่มก็หันขวับมามองปานวาดด้วยสายตาที่ไม่พอใจเมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่เข้าหู
“เอ่อ...”
“มาเหนื่อยเอาของไปเก็บก่อนไป เเล้วก็รีบลงมาด้วย พ่อมีอะไรอยากคุยกับแก” สิบทิศเอ่ยพร้อมเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะไม่อยากให้เมียกับลูกชายต้องมีปากเสียงกัน
.
.
.
“ปานกับปิ่นอย่าไปถือสามันเลยนะ ไอ้นักรบมันก็เป็นของมันแบบนี้” สิบทิศบอกหญิงสาวทั้งสองด้วยความลำบากใจเมื่อเห็นว่านักรบนั้นเดินออกไปแล้ว เขาก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้ลูกชายนั้นยอมรับหญิงสาวทั้งสอง
“ปานไม่เป็นไรค่ะ”
“แล้วปิ่นล่ะ เป็นยังไงบ้าง ห้องที่ฉันจัดเตรียมไว้ให้พออยู่ได้ไหม?”
“ปิ่นอยู่ได้ค่ะ ถ้าจะให้ดีกว่านี้ ปิ่นขอย้ายมาอยู่ด้านล่างได้ไหมคะ หรือจะให้อยู่ห้องแม่บ้านก็ได้” ปิ่นหันซ้ายหันขวาพร้อมกระซิบบอกสิบทิศและปานวาดที่ยืนอยู่
“ทำไมล่ะ ห้องข้างบนก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรอ?” ปานเอ่ยถาม
“พูดตรงๆนะคะ ปิ่นไม่อยากอยู่ใกล้คุณนักรบ” เธอตอบไปตามความจริง เพราะห้องที่สิบทิศเตรียมไว้ให้มันอยู่ติดกับห้องนักรบ
“อย่าไร้สาระน่ะปิ่น อยู่ข้างบนก็ดีแล้ว จะได้อยู่ใกล้พี่ด้วย เวลามีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันทัน” ปานวาดมองน้องสาวด้วยสายตาดุ “เอาตามนี้แหละ”
“ก็ได้ค่ะ” ปิ่นปักยอมพี่สาวแต่โดยดี เธอคิดไว้เสมอว่าต่างคนต่างอยู่ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
“เห็นปานบอกว่าหนูปิ่นยังเรียนไม่จบหรอ?” สิบทิศถามต่อ
“ค่ะ ปิ่นจบแค่ปวส.”
“อยากเรียนต่อมหาลัยหรือเปล่า?”
“เอ่อ...” ร่างบางอึกอัก เธออยากเรียนให้จบแต่ไม่มีโอกาสเรียนต่อเพราะต้องออกมาทำงานช่วยพี่สาว
“ว่าไง อยากเรียนต่อหรือเปล่า?”
“บอกคุณสิบทิศไปสิปิ่น” ปานวาดบอกน้องสาวที่เอาแต่ยืนเงียบ เธอรู้ว่าปิ่นปักเป็นคนขี้เกรงใจ แต่เธอก็อยากให้น้องสาวมีโอกาสและอนาคตที่ดี
“อยากค่ะ” ร่างบางตอบ
“ถ้าไม่รังเกียจ ขอให้ฉันเป็นคนสั่งเสียให้หนูเรียนจนจบเลยได้ไหม?”
“ไม่เป็นไรค่ะปิ่นเกรงใจ”
“ไม่ต้องเกรงใจ ถือซะว่าฉันเป็นญาติผู้ใหญ่คนนึงก็แล้วกัน”
“เอ่อ...”
“ขอบคุณคุณสิบทิศสิปิ่น”
“ขะ...ขอบคุณค่ะ” ปิ่นปักยกมือไหว้ขอบคุณอย่างงงๆ เธอไม่คิดมาก่อนว่าจะได้รับโอกาสนี้
.
.
.
“คุณสิบทิศนี่ใจดีจังเลยนะพี่ปาน”
“ใช่! คุณสิบทิศเขาใจดีมาก” ปานวาดตอบกลับในขณะที่กำลังทำอาหารเย็นอยู่ในครัว โดยที่มีปิ่นปักคอยเป็นลูกมือในวันนี้
“ไม่เห็นเหมือนลูกชายเขาเลยเนาะ รายนั้นน่ะ ร้ายกาจยิ่งกว่าอะไรดี”
“ชู่ววววว อย่าพูดแบบนี้อีกนะปิ่น ถ้าเกิดว่าใครมาได้ยินเข้ามันจะไม่ดี”
“ก็ปิ่นพูดความจริง คุณนักรบนิสัยไม่ดี เห็นแก่ตัว ไม่มีมารยาท!”
“พี่บอกแล้วไงว่าให้หยุดพูด”
เพียะ! ปานวาดเอามือตีปากน้องสาวเบาๆเพื่อให้หยุดพูด เธอกลัวว่าจะมีใครได้ยินแล้วเอาไปเล่าให้นักรบฟัง
“.....” ปิ่นปักเงียบ เธอแค่พูดออกมาตามที่คิด โดยที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าคนที่เธอกำลังพูดถึงนั้นกำลังยืนแอบฟังอยู่ด้านนอก
“อยู่บ้านเขา ยังมานินทาเขา มีมารยาทตายแหละ!” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น ทำให้หญิงสาวทั้งสองคนต่างพากันหันไปมองด้วยความตกใจ
“คุณนักรบ!”
“ฉันไม่มีมารยาทเฉพาะกับคนที่ไม่มีมารยาทใส่ก่อนเท่านั้นแหละ!” ปิ่นเอ่ย ก่อนจะมองหน้านักรบที่ยืนอยู่
“ปิ่นอย่า” ปานวาดกระตุกแขนน้องสาวเพื่อให้หยุดการกระทำ
“เธอก็เหมือนกัน อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้เพราะอะไร!” ดวงตาเฉี่ยวคมตวัดไปมองปานวาดที่ยืนหลบอยู่ด้านหลังของน้องสาว
“นายพูดเรื่องอะไรของนายน่ะ”
“......” นักรบไม่ตอบแต่เลือกที่จะส่งยิ้มยียวนให้เธอไป
“ฉันถามว่านายพูดเรื่องอะไร หมายความว่าไง?” ร่างบางเอ่ยถามด้วยความสงสัย เธอไม่เข้าใจว่าชายหนุ่มต้องการจะบอกหรือสื่ออะไร
“ถามพี่สาวเธอดูเองสิ หรือถ้าไม่ได้คำตอบก็มาเอาที่ห้องฉัน” ไม่พูดเปล่าแต่ชายหนุ่มยังเดินเข้าไปหาปิ่นปักที่ยืนอยู่
“......”
“หรือจะให้ฉันไปเล่าที่ห้องเธอก็ได้นะ ฉันจะเล่าให้ฟังทุกเรื่องที่เธออยากรู้ แต่มีข้อแม้ว่าเธอต้อง...” มือสากเลื่อนไปลูบหัวคนตัวเล็กอย่างถือวิสาสะ ก่อนจะโน้มริมฝีปากไปกระซิบที่ข้างใบหู แต่ก็ต้องถูกปานวาดผลักออกอย่างแรง
“อย่ามาแตะต้องน้องสาวฉัน!”
“อิจฉาน้องหรอ? ที่ฉันไม่เเตะต้องเธอแล้วมาแตะต้องน้องสาวเธอแทน”
“......”