1.ชีวิตฉันต้องดี

1653 Words
“แกดูผอมกว่าเดิมไปมากอ่ะมัท” พิสินีเพื่อนสนิททักขึ้นเมื่อทั้งสองนัดดูหนังแก้เซ็งกันในวันหนึ่งที่อีกฝ่ายหยุดงาน “นั่นคงเป็นเรื่องดีเรื่องเดียวของฉันมั้ง” มัทรีพูดพร้อมยิ้มแห้ง การถูกเลิกจ้างครั้งแรกในชีวิตมันออกจะมึนหน่อยสำหรับเธอ แต่ก็นั่นแหละ เรื่องแบบนี้ขอแค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว เธอค่อนข้างเครียดและคิดมาก สภาพจิตใจไม่ค่อยปกติ แม้จะไม่ได้เสียใจแต่บางวูบก็ยังรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ กับคำบอกของหัวหน้างาน ‘งานที่เธอทำมันไม่มีประโยชน์’ โชคดีมีเพื่อนกับรุ่นพี่ต้องออกมาพร้อมกันหลายคน จึงนัดกันไปจัดการเอกสารที่สำนักงานประกันสังคมเพื่อรับเงินชดเชยหกเดือนในช่วงที่ยังไม่มีงานทำ ทั้งยังคอยบอกคอยเตือนวันรายงานตัว นับว่าเป็นมิตรภาพที่ดีไม่น้อยในเวลาที่ต่างคนต่างก็ไม่รู้ว่าจะจัดการกับชีวิตตัวเองอย่างไร “ว่างมาเดือนกว่าแล้วแกคิดจะเอาไงกับชีวิต” หลังจากดูหนังแล้วสองสาวก็มานั่งละเลียดอาหารในร้านเฟรนไชส์ไก่จากเกาหลีร้านหนึ่ง มัทรีถอนหายใจก่อนจะตอบ “บอกตามตรง ฉันหมดศรัทธาในงานประจำแล้วอ่ะ แถมอายุก็ตั้งขนาดนี้แล้ว ไปสมัครงานที่ไหนใครเขาจะรับ” “หยาบคาย มันก็คงยังพอหาได้อยู่หรอก” พิสินีอดค้อนไม่ได้เพราะพูดแบบนี้ก็เท่ากับเธอก็แก่เหมือนกัน ทั้งที่เธอหยุดอายุไว้แค่ยี่สิบเจ็ดมาเจ็ดปีแล้ว “แกไม่อยากหามากกว่า” “อืม” มัทรีพยักหน้ารับง่ายๆ ใครไม่เป็นเธอไม่มีวันเข้าใจ เมื่อได้เรียนรู้ว่าการตั้งใจทำงานเพื่อองค์กรไม่เคยมีความหมายใด บริษัทต้องเดินไปข้างหน้า มดงานตัวน้อยนิดไม่มีผลประโยชน์ก็จบ มีออกก็มีเข้าใหม่ได้เรื่อยๆ มันเป็นกลไกเพื่อความอยู่รอด เธอไม่โทษใคร เพียงแค่รู้สึกว่าอยากหันมาทุ่มเทกับตัวเองมากกว่า “แกดูสิ เราทำงานงกๆ ตั้งแต่เรียนจบจนอายุสามสิบสี่ ยังโสด ยังไม่มีอะไรเป็นของตัวเอง ไม่มีความมั่นคงในชีวิตสักอย่าง” “แกมีคอนโดไง” พิสินีบอก สองสาวซื้อคอนโดราคาไม่แพงนักอยู่โครงการเดียวกัน “นั่นแหละ ภาระอันใหญ่ยิ่งของฉันเลย” มัทรีหน้างอ เธอเพิ่งตัดสินใจซื้อคอนโดและเริ่มผ่อนได้ยังไม่ถึงปีด้วยซ้ำ ตอนนี้ที่ยังไม่มีปัญหาเพราะมีเงินชดเชยจากบริษัท แต่ยังไงก็ต้องร่อยหรอ อย่างไรเสียก็ต้องหาเพิ่มก่อนที่เงินก้อนนี้จะหมดลง “แล้วจะเอาไงล่ะ” “อยากทำร้านกาแฟอ่ะ” หญิงสาวเปรยกับเพื่อน แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่หลายคนก็คิด และหลายคนก็ทำ แถมคนสมัยนี้ยังนิยมชงกาแฟดื่มเองที่บ้านด้วย เครื่องชงกาแฟหาซื้อได้อย่างสะดวกหลายแบบแล้วแต่ชอบ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำร้านกาแฟแล้วประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แค่มีทุน ยังต้องอาศัยทำเล ความรู้ รสชาติเป็นปัจจัย แต่มัทรีก็อยากทำ “ถ้าเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ตอนนี้ จะเหนื่อย จะล้ม ฉันคิดว่าก็ยังไม่แก่จนเกินไป ยังพอสู้ต่อได้อยู่นะ” เธอบอกพร้อมกับยักไหล่ พิสินียิ้มขำท่าทางของเพื่อน มัทรีมีความคิดบวกอยู่เสมอ เพื่อนเธอไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบข้าง ไม่สนใจผู้คนนัก ไม่ว่าคนพวกนั้นจะคิดอย่างไรพูดอย่างไร หรือเป็นคนแบบไหนก็ไม่เคยใส่ใจ ใช้ชีวิตอยู่กับความสุขในแบบของตัวเอง ไม่แปลกพอเจอเรื่องโหดร้ายกับความรู้สึกแบบนี้สิ่งที่มัทรีจะเลือกก็คือเดินหนี เดินไปหาความสุขแบบใหม่ ระหว่างนั้นโทรศัพท์ของมัทรีเข้ามาพอดีหญิงสาวจึงหยิบขึ้นมารับ “จ้ะแม่” เมื่อเห็นชื่อที่หน้าจอหญิงสาวก็ทักมารดาด้วยน้ำเสียงสบายๆ ‘ว่าไง ตัดสินใจได้หรือยังลูกฉัน’ คำถามถูกเอ่ยขึ้นมาแทนคำทักทายทำเอามัทรีถึงกับถอนหายใจ “ไม่เอาอ่ะแม่” ‘อะไร แม่อุตส่าห์หาทางช่วยให้กลับมาอยู่บ้านเราสบายๆ ไปต้องดิ้นรนอยู่กรุงเทพฯ ยังเรื่องมากอยู่ได้’ คนฟังหน้างอ สบายๆ ของแม่คือกลับไปแต่งงานกับคนแก่รุ่นอา นายอำเภอที่เป็นโสดเพราะสูญเสียภรรยาไปห้าปีแล้วยังไม่แต่งงานใหม่ “ก็มันไม่ใช่อ่ะแม่” มัทรีพูดเสียงยานคางงอแง เหลือบสบตากับพิสินีที่มองเธอด้วยความสนอกสนใจ ‘นายอำเภอเขาถูกใจแกตั้งแต่ที่เห็นตอนมาสงกรานต์แล้ว ถ้าเขาไม่สนใจจริงๆ เขาไม่ถามถึงกับแม่อีกหรอก ผู้ใหญ่บ้านเขาก็เห็นดีด้วยนะ บอกว่านายอำเภอเป็นคนดี ไม่ขี้เหล้า เลิกงานกลับบ้านไม่มีเหลวไหล’ “นั่นก็เกินไปแล้วแม่” หญิงสาวบอกอย่างไม่เชื่อ คนส่วนใหญ่ก็พูดเอาดีเข้าตัวทั้งนั้น ไม่ใช่เธอคิดว่าผู้ใหญ่บ้านไม่ดีหรอก แต่ไม่แปลกถ้าจะช่วยสนับสนุนคนที่เอื้อผลประโยชน์กับตัวเองได้ ‘เรื่องมากจริงลูกฉัน ให้กลับมาเป็นคุณนายนายอำเภอก็ไม่เอา อายุแกก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะมัท’ “รู้แล้วแม่ จะย้ำทำไม” มัทรีกลอกตาทำปากยื่น ‘ก็ย้ำให้รู้น่ะสิ ว่าปูนนี้แล้วผู้ชายในกรุงเทพฯ ที่ไหนเขาจะมามองแก รุ่นเดียวกันเขาก็หาเมียเด็กกว่าแกทั้งนั้น อย่างแกน่ะมันต้องได้กับคนสี่สิบห้าสิบน่ะถูกแล้ว’ “เดี๋ยวนี้ผู้หญิงเขาเลี้ยงตัวเองกันได้หมดแล้วแม่” ‘เฮ้อ ฉันล่ะเบื่อแกจริงๆ แล้วนี่จะไม่กลับจริงๆ ใช่ไหม ฉันจะไปพูดกับผู้ใหญ่เขายังไงล่ะ’ เสียงมารดาบ่นมาตามสายอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “แม่ก็เฉยๆ แค่นั้นเอง” ‘แล้วถ้าผู้ใหญ่บ้านแกถามล่ะ’ “บอกว่านังมัทมันดื้อ แค่นั้นแหละแม่” หญิงสาวทำน้ำเสียงให้เหมือนมารดา ได้ยินเสียงอีกฝ่ายถอนหายใจหงุดหงิดมาตามสาย ‘เออ แกมันดื้อจริงๆ ฉันมันเลี้ยงลูกบังเกิดเกล้า’ แม้จะบ่นแต่น้ำเสียงมารดาไม่ได้ดุเลยสักนิด ออกจะขำด้วยซ้ำ บิดากับมารดาของเธอเป็นชาวสวนส้มโอธรรมดา เมื่อตอนยังเด็กเธอเห็นทั้งสองคนทำงานเหนื่อยเพื่อส่งเธอกับน้องๆ วัยไล่เลี่ยกันเรียน กระทั่งพวกเธอเริ่มทำงานจึงมีลูกจ้างเพิ่มขึ้นและตอนนี้ก็ไม่ต้องทำเองแล้ว แถมบิดายังได้เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านอีกด้วย เรียกได้ว่าตอนนี้มารดาของเธอออกงานเป็นหลัก งานสวนส้มโอมีน้องสาวกับน้องเขยช่วยกันดูแลจัดการ น้องชายเธอก็เป็นข้าราชการอยู่ในตัวจังหวัดนครปฐมและแต่งงานไปแล้ว มัทรีไม่แปลกใจที่มารดาจะพยายามผลักดันให้เธอแต่งงาน ยอมรับว่าหากได้เป็นคุณนายนายอำเภอถือว่าโชคดีมาก เดาได้เลยว่าวันๆ ของเธอคงมีแค่แต่งตัวสวยออกสังคมพบเจอกับคุณหญิงคุณนาย ปั้นหน้ายิ้ม จับกลุ่มเมาท์ แต่นั่นไม่ใช่ชีวิตแต่งงานแบบที่มัทรีต้องการ ถึงจะยังไม่รู้ว่าตนเองต้องการชีวิตแต่งงานแบบไหน ทว่าที่รู้คือเธอต้องการชีวิตประจำวันที่สงบมากกว่าสีสันจัดเต็มตลอดเวลาแบบนั้น “แม่แกว่าไง” พอวางสายพิสินีก็ถามทันที “เรื่องเดิมๆ” มัทรีตอบอย่างเซ็งๆ ขณะที่เพื่อนยิ้มให้อย่างทะเล้น “แกไม่บอกแม่ไปตรงๆ เลยล่ะ ว่าไม่ชอบคนแก่” “แม่ก็บอกว่าฉันแก่แล้ว ผู้ชายอายุเท่าเราเขาก็ชอบเด็กๆ ทั้งนั้น” “แหม...ผู้ชายสมัยนี้ก็ชอบคนอายุเยอะกว่าเยอะแยะไป แม่ไม่วัยรุ่นเลย” พิสินีบ่นอย่างขำๆ พูดเรื่องแก่เมื่อไรแล้วมันเจ็บจี๊ดทุกที “เฮ้อ เรื่องนั้นมันหวังยากแล้ว ตอนนี้เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ” เธอไม่ได้คิดอยากเป็นโสด แต่ตอนนี้เรื่องงานเรื่องเงินสำคัญกว่า “ฉันอยากได้เงินก้อนเพิ่มอีกหน่อย มารวมเป็นทุนทำร้านกาแฟ แต่จะหาจากไหนยังไม่รู้ มีคอนโดเอาไปค้ำกู้ได้ไหม แต่ไม่อยากเป็นหนี้เพิ่มนี่สิ ตัวคนเดียวใช้หนี้หัวโตมันลำบากเกิน” มัทรีนั่งคิดนอนคิดมาหลายวันระหว่างหนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมานี้ ว่าเธอจะหางานพิเศษทำได้จากที่ไหนบ้าง “แกว่า ฉันทำยูทูบสอนภาษาออนไลน์ดีไหม” “เออ อันนี้ดี ถ้าเวิร์กนี่แกอยู่ได้ตลอด ไม่ลำบากเลยนะ” พิสินีพยักหน้าเห็นด้วย ยังโชคดีที่พวกเธอเรียนจบเอกภาษาอังกฤษมา มีโอกาสสมัครงานบริษัทใหญ่หรือบริษัทที่ร่วมทุนกับต่างชาติ เหมือนเช่นเธอตอนนี้ก็ทำงานในบริษัทนำเข้ารถยนต์แห่งหนึ่งที่เป็นของชาวต่างชาติ “แต่ไม่อยากโชว์หน้าตัวเองอ่ะ คงต้องคิดหาวิธีนำเสนอให้น่าสนใจ” เธอกำลังพยายามเรียนรู้ในเรื่องนี้อยู่ว่าช่องอื่นๆ มีวิธีนำเสนอคอนเทนต์ในการสอนแบบไหนบ้าง “เอาเลยเพื่อน สู้ๆ” เพื่อนสนิทยกมือขึ้นมากำชูขึ้นในแบบที่คนสมัยนี้มักจะทำในยุคเกาหลีฟีเว่อร์ มัทรีพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มมุ่งมั่น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ทำให้ตั้งตัวไม่ทันก็จริง แต่เธอคิดว่ามันอาจเป็นโอกาสให้ได้ทำอะไรใหม่ๆ ในแบบที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่เพียงแค่ก้มหน้าก้มตาทำงานประจำในหน้าที่ของตนไปวันๆ หนึ่งเหมือนที่ผ่านมา วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรไม่อาจรู้ได้ แต่มัทรีพอใจและพร้อมจะทุ่มเทกับสิ่งที่ตนเองเลือก ======
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD