บทที่2 กระทู้
แสงจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องแสงนุ่มนวล เติมความอบอุ่นให้กับบรรยากาศที่เงียบสงบภายในห้องเล็ก ๆ บนเตียงนุ่ม มิลาซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ใบหน้าซีดเซียวแต่กลับแดงก่ำเพราะพิษไข้ ร่างบางดูอ่อนแรงจนแทบขยับไม่ไหว
มิน เพื่อนรักของเธอ นั่งข้างเตียง มือข้างหนึ่งบิดผ้าชุบน้ำอุ่นก่อนจะค่อย ๆ เช็ดใบหน้าและลำคอให้ด้วยความอาทร
“แกจะไหวไหมเนี่ย มิลา ตัวร้อนจี๋เลยนะ” น้ำเสียงของมินเต็มไปด้วยความกังวล
“ไม่เป็นไรหรอก”
มิลาตอบแผ่วเบา พยายามฝืนยิ้มให้เพื่อน
“แค่อากาศมันหนาวไปหน่อย...”
ประตูห้องเปิดออกอย่างแผ่วเบา เซเรนก้าวเข้ามาพร้อมแก้วน้ำอุ่นในมือ แล้วนั่งลงที่ขอบเตียงข้างมิลา แล้วยื่นแก้วให้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ค่อย ๆ จิบนะ จะได้ชุ่มคอ”
มิลาพยักหน้าอย่างอ่อนแรง ก่อนจะรับแก้วมาจิบช้า ๆ
“เมื่อกี้ฉันโทรหาคุณรามแล้วนะ เดี๋ยวเขาจะมาดูอาการแกที่นี่”
มินพูดขึ้น ขณะยังไม่หยุดใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดให้เพื่อน
“ไม่เป็นไรจริง ๆ นะมิน” มิลายังคงปฏิเสธ
“ไม่เป็นไรได้ไง แกตัวร้อนขนาดนี้ อีกอย่างคุณรามก็เป็นหมอ แกจะได้หายเร็ว ๆ ไง ไปโรงพยาบาลไม่ได้หรอกนะ ข่าวแกกับเอสเพิ่งโดนกระหน่ำโซเชียลอยู่”
“อืม... ขอบใจ”
เซเรนมองเข้าไปในดวงตาที่บอบช้ำของมิลา ความเจ็บปวดนั้นบอกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเลิกราธรรมดา ๆ
“มิลา... แกบอกฉันได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันไม่คิดเลยว่าแกกับเอสจะเลิกกัน... พวกแกรักกันมากไม่ใช่เหรอ”
เพียงคำถามนั้น น้ำตาของมิลาก็ไหลออกมาอีกครั้ง
“ก็เพราะฉัน... รักไอ้ชั่วนั่นคนเดียวไง” น้ำเสียงสั่นเครือ “เพราะความรักของฉันมันโง่... โง่จนไม่เคยมองเห็นความจริงเลยสักนิด”
เสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้น ขัดจังหวะบทสนทนา มินรีบลุกไปเปิดประตู รอยยิ้มโล่งใจปรากฏขึ้นเมื่อเห็นชายหนุ่มยืนอยู่
“รามคะ เข้ามาเลยค่ะ มิลาตัวร้อนมาก”
ราม แฟนหนุ่มของมิน ในชุดเชิ้ตสีขาวเรียบ เดินเข้ามาพร้อมกระเป๋าพยาบาล วางลงบนโต๊ะข้างเตียงก่อนจะตรวจอาการอย่างคล่องแคล่ว
“ไข้สูงนะ คงตากฝนนานเกินไป” เขาพึมพำพร้อมใช้ปรอทวัดไข้
หลังตรวจอาการ รามหยิบยาออกมายื่นให้
“คุณมิลาทานยานี้แล้วพักเยอะ ๆ นะครับ ส่วนเรื่องความเครียด... ถ้าอยากระบายก็บอกเพื่อนคุณได้”
ขณะพูดก็เหลือบไปเห็นข้อมือของมิลาแดงช้ำและบวมอย่างชัดเจน
“เดี๋ยวก่อนนะครับ...”
รามจับข้อมือขึ้นมาดูด้วยความระมัดระวัง
“บาดเจ็บมาเหรอครับ”
“แค่ล้มในห้องน้ำค่ะ” มิลาตอบเลี่ยง พลางดึงมือกลับ
“ช้ำขนาดนี้ไม่น่าจะใช่ล้มธรรมดา ทางที่ดีควรไปโรงพยาบาล ไม่งั้นอาจอักเสบหนักได้” น้ำเสียงของรามจริงจัง
มินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ รีบเอ่ยแทรก
“รามคะ มิลาเป็นกราเวียร์ไอดอล จะไปโรงพยาบาลโจ่งแจ้งไม่ได้หรอก เดี๋ยวเป็นข่าว”
รามพยักหน้าเข้าใจ
“ผมเป็นแพทย์ทั่วไป อาจดูแลได้ไม่เต็มที่ แนะนำให้พบแพทย์ศัลยกรรมกระดูกจะดีที่สุด”
“แล้วรามพอจะหาหมอศัลยกรรมที่มารักษานอกสถานที่ได้ไหมคะ” มินถามด้วยแววตาหวัง
“หมอศัลยกรรมงานเยอะ แต่ผมมีเพื่อนเปิดคลินิกเฉพาะทางแถวนี้ เก่งและไว้ใจได้ เดี๋ยวพร้อมเมื่อไหร่ก็บอก ผมจะนัดให้”
หลังตรวจและจัดยาให้เสร็จ รามหันไปถามมิน
“มินจะกลับพร้อมผมไหม หรือจะอยู่ดูเพื่อนต่อ”
มินกำลังจะตอบ แต่เซเรนพูดแทรกทันที
“หมอรามพามินกลับเถอะ”
“ใช่แล้วมิน แกกลับเถอะ” มิลาพยักหน้าเห็นด้วย
“แต่ว่า...” มินลังเล
“ไม่มีแต่ แกเพิ่งกลับจากต่างจังหวัด ควรพักกับแฟนบ้าง ฉันจะดูแลมิลาเอง” เซเรนยืนยัน
มินมองเพื่อนทั้งสองสลับกัน ก่อนถอนหายใจ
“ก็ได้ๆ ถ้ามีอะไรก็โทรหาฉันนะมิลา”
“ขอบใจนะแก...” มิลาพูดเสียงแผ่ว
รามยิ้มให้ทั้งสอง ก่อนจะบอกมิลาอีกครั้ง
“เรื่องนัดหมอศัลยกรรม ผมจัดการให้เลยนะครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
เมื่อทั้งรามและมินออกไป บรรยากาศในห้องก็กลับมาเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อน แต่ในใจของมิลา... กลับเต็มไปด้วยความปวดร้าวที่ยากจะเยียวยา
เช้าตอน9.00น
แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ้าม่านเข้ามาภายในห้องนอนของเซเรน แต่มันไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกของมิลาสว่างขึ้นเลย เธอค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดหัวอย่างรุนแรง พยายามยกมือขึ้นแตะหน้าผากเพื่อวัดไข้ แต่ความเจ็บปวดที่ข้อมือซ้ายกลับทำให้เธอทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ
“อึก...”
เธอพยายามยกมือขึ้นอีกครั้ง แต่มันก็ทำได้เพียงขยับเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ข้อมือที่บวมเป่งและมีสีม่วงช้ำทำให้เธอตกใจจนต้องรีบตะโกนเรียกเพื่อน
“เซเรน!...”
“เป็นอะไรแก!”
เซเรนสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากเตียงเสริมที่อยู่ข้างๆ เตียงมิลา ใบหน้านั้นมีร่องรอยของการนอนไม่พอ แต่แววตาก็เต็มไปด้วยความตกใจเมื่อเห็นท่าทางของเพื่อนสาว
“มือฉัน...ยกไม่ขึ้น...” มิลาน้ำตาคลอเบ้า
เซเรนรีบเข้ามาดูข้อมือของมิลาถึงกับตกใจจนหน้าถอดสี
“มิลามันบวมมากและก็ม่วงไปหมดนะแก...ต้องไปหาหมอแล้ว!”
“ไม่ได้นะ! จะไปโรงพยาบาลตอนนี้ได้ยังไง” มิลารีบปฏิเสธ
“แล้วจะทำยังไงดี! แกไปอาบน้ำก่อนไหม...หรือจะไม่อาบดี” เซเรนร้อนรนจนแทบเสียสติ
“ใจเย็นเซเรน...เดี๋ยวฉันโทรหามินก่อนเรื่องที่นัดหมอศัลย…”
ปลายทางรับสายด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรนไม่แพ้กัน เมื่อรู้เรื่องก็รีบแนะนำทันที
“แกกินยาที่รามให้ไปก่อนนะมิลา มันน่าจะช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง แล้วคืนนี้...คลินิกปิดตอนสี่ทุ่ม แกไปหาหมอที่คลินิกตอนนั้นนะ จะได้ไม่มีใครเห็น”
มิลาพยักหน้า ก่อนจะวางสายไป..
เซเรนไปทำงานระหว่างวัน ส่วนมินก็ต้องเคลียร์คิวงานที่ยุ่งเหยิงของมิลา ทำให้ตลอดทั้งวัน มิลาต้องอยู่คนเดียวในห้อง
เธอพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจด้วยการเปิดมือถือ เลื่อนดูโซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างไร้จุดหมาย แต่แล้วเธอก็ต้องสะดุดกับภาพที่โพสต์จากแอคเคาท์ของเอสและศิริน ทั้งคู่ถ่ายแบบคู่กันอย่างดูรักใคร่ ทำให้มีคอมเมนต์มากมายเข้ามาเชียร์
‘เหมาะสมกันมากเลย! เอสหล่อขนาดนี้จะไปสนใจผู้หญิงที่โชว์ร่างกายทำไม!’
‘ยัยกราเวียร์นั่นท่าจะทิ้งเอสมันไปเอง! เห็นว่ามั่วไปทั่วเพื่อหาเงินนี่นา ไม่รู้เสียตัวไปแล้วเท่าไหร่’
‘ถึงสวยแค่ไหนก็ไม่เอานะ! ดาวยั่วชัดๆ’
หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ข่าวสารที่เธอเห็นทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกเหยียบซ้ำอีกครั้ง เธอรีบกดเข้าไปดูในเพจ ‘กระซิบข้างเตียง’ ที่มีคนติดตามนับล้าน ก็พบกับโพสต์ล่าสุดที่ทำให้โลกของเธอพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
‘จากแหล่งข่าววงในรายงานว่า กราเวียร์ไอดอลสุดฮอตอย่าง M. ได้เลิกรากับนายแบบสุดหล่อ S. เพราะ M. แอบไปมีความสัมพันธ์กับผู้ชายไม่เลือกหน้าเพื่อเงิน และเมื่อ S. จับได้จึงบอกเลิกทันที! สงสาร S. ที่โดน M. ทิ้งไปหาเหยื่อรายใหม่’
น้ำตาของมิลาไหลทะลักออกมาไม่หยุดหย่อน ความเจ็บปวดที่ถูกหักหลังและถูกทำร้ายยังไม่เท่ากับความเจ็บปวดที่ถูกบิดเบือนความจริงอย่างน่ารังเกียจ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่กระทำผิดถึงเปลี่ยนไปเป็นผู้ถูกกระทำได้...
เวลาล่วงเลยมาจนถึง 21.30 น. มิลานั่งมองโทรศัพท์ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดที่ยังไม่จางหายไปไหน มินและเซเรนต้องทำงานหนักเพื่อเคลียร์ข่าวฉาวให้เธอ ทำให้มิลาต้องไปคลินิกด้วยตัวเอง
เธอลงจากรถแท็กซี่ที่จอดสนิทอยู่หน้าคลินิกขนาดใหญ่ ตัวตึกสีขาวหรูหราประดับด้วยกระจกบานโต ทำให้มองเห็นภายในได้อย่างชัดเจน ป้ายชื่อขนาดใหญ่ด้านหน้าเขียนว่า ‘เดลมาร์คลินิก’ แค่ชื่อก็ดูหรูหราและมีราคาแพงแล้ว
ทว่าเมื่อก้าวเท้าเข้าไปใกล้ เธอกลับพบว่าไฟด้านในของคลินิกได้ปิดลงจนมืดสนิท มีเพียงแสงไฟสีขนาวนวลที่ยังคงเปิดอยู่บริเวณด้านข้างและส่วนที่อยู่ด้านหลังสุดของอาคาร มิลาไม่ได้รู้สึกแปลกใจมากนัก เพราะรามได้บอกเธอไว้แล้วว่าในช่วงเวลาแบบนี้ทางคลินิกจะปิด ส่วนไฟที่เปิดอยู่ด้านข้าง คือห้องของหมอที่รอตรวจเธออยู่เท่านั้น
เธอเดินเข้าไปในตัวอาคารที่เงียบสงบ ลมหายใจอุ่นๆ ของเธอทำให้เกิดฝ้าขึ้นบนกระจกบานใหญ่ที่ประดับอยู่ตามทางเดิน เธอเดินไปตามทางที่มีแสงไฟสลัวๆ นำทางไปจนถึงด้านหลังสุดของอาคาร แล้วเธอก็หยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องทำงานบานหนึ่ง ซึ่งบนประตูก็มีป้ายชื่อเขียนว่า ‘นที’
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมความกล้า ก่อนจะเคาะประตูเพื่อขออนุญาตเข้าไป...