บทที่ 3 กระโดดข้ามเส้น

1991 Words
ตั้งแต่วันนั้นผมก็หลีกเลี่ยงที่จะได้ใกล้ชิดกับไอ้กรอีก หรือแม้แต่เวลาที่จะได้อยู่กันสองต่อสองผมก็จะเว้นระยะห่างกับมันเพราะผมรู้แล้วว่าสิ่งที่ตัวเองรู้สึกกับกรมันไม่ใช่ความรู้สึกแบบที่เพื่อนทั่วไปเขารู้สึกกัน “ไอ้ต้น” ร่างสูงเดินเข้ามาพร้อมกับพาดแขนลงบนลาดไหล่ของผม ผมได้แต่กัดริมฝีปากเพื่อข่มอารมณ์ของตัวเองไว้แล้วผ่อนลมหายใจเข้าออกช้า ๆ เพื่อตั้งสติไม่ให้กระเจิงไปมากกว่านี้ “อะไรวะ” ผมขมวดคิ้วแล้วหันหน้าไปมองกรที่โอบไหล่ของผมอยู่ด้วยสีหน้าสงสัย “กูอ่านหนังสือที่มึงให้ยืมจบแล้วนะ เดี๋ยวกูเอามาคืน” ไม่อยากเชื่อว่ามันจะอ่านหนังสือเล่มนั้นจบ ผมเลยพยักหน้ารับก่อนจะเดินออกไป มันก็ยังคงตามติดผมด้วยการโอบไหล่แถมยังเกาะติดไม่ปล่อยอีกต่างหาก มันเป็นคนหรือตุ๊กแกวะเนี่ยเกาะเก่งจังฮะ “เซ็งว่ะ” ผมลงมานั่งบนเก้าอี้ในโรงอาหาร สิ่งแรกที่ได้ยินเห็นจะเป็นเสียงของเพื่อนสาวเพียงคนเดียวในกลุ่มที่นั่ง เท้าคางบนโต๊ะพลางบ่นออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์นัก “เป็นไรวะธิดาทำหน้าบูดเหมือนตูดลิงเลย” ไอ้กรเอ่ยแซวเธอจนเธอต้องช้อนสายตาขึ้นมามองค้อน “แม่งงอนพี่ชายกูอะดิ รุ่นน้องมาจีบมันเลยงอน” คิณว่าด้วยสีหน้าที่ระอาเต็มทน คิณเล่าว่าทั้งสองนั้นเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มัธยมทำให้ธิดาได้สนิทชิดเชื้อกับครอบครัวของเขาแล้วก็คบกับพี่คุณพี่ชายของคิณ ตอนนี้พี่คุณเรียนอยู่ปีที่สาม แถมยังเป็นที่นิยมในหมู่รุ่นน้องมาก ๆ แต่ธิดามันก็ไม่กล้าเปิดตัวเพราะว่ากลัวว่าที่บ้านของคิณจะไม่ชอบผู้หญิงห้าว ๆ ไม่อยากได้มาเป็นลูกสะใภ้อะไรทำนองนั้น เลยต้องมานั่งงอนเอง ง้อตัวเองแบบนี้ “โธ่เพื่อนกูทำไมมันน่าสงสารจังวะ ดื่มกันหน่อยปะ” มิลเอ่ยเชื้อเชิญเหมือนจะหวังดีแต่ที่จริงแล้วพอคบกันมาสักพักผมถึงได้รู้ว่านิสัยมันก็คือผู้ชายเจ้าชู้คนหนึ่งที่ชอบหาความสำราญไปทั่ว ผู้หญิงคนเดียวที่มันไม่โปรยเสน่ห์ใส่ก็เห็นจะมีแค่ธิดา หรือไม่มันก็ไม่มองธิดาเป็นผู้หญิงด้วยซ้ำ “ไม่ต้องมาทำชวนกูไปกินเหล้า มึงจะไปอ่อยสาว ๆ เองต่างหาก” ธิดาพูดอย่างรู้ทันก่อนจะหันกลับมาทำหน้าเบื่อหน่ายอีกครั้ง “แต่ไปแดกเหล้าก็ดีนะเว้ย จะได้พาไอ้ต้นไปเปิดหูเปิดตาไง” กรว่าก่อนจะกลับมาโอบไหล่ผมเหมือนเดิมจนผมต้องมองค้อนใส่มัน ผมไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองหรอกนะว่ามันแค่หาเรื่องอยากโอบไหล่ผมยิ่งคิดก็ยิ่งอยากสลัดหัวแรง ๆ เพื่อไล่ความคิดนั้นออกไป ผมหลงตัวเองขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ “เออไปแดกเหล้าก็ดี กูเบื่อ ๆ พอดีเหมือนกัน” คิณเสนอก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดรูปบาร์แห่งหนึ่งที่บรรยากาศครึกครื้นดีแล้วให้พวกเราลงความเห็นว่าใครอยากจะไปบ้าง ทั้งมิล กร และธิดาต่างลงมติว่าจะไปทำให้ผมไม่มีทาง เลือกนอกจากติดสอยห้อยไปด้วยอีกตามเคย ตกลงเวลานัดแนะกันเสร็จแทนที่ผมจะได้กลับบ้านไปงีบพักแต่ไอ้กรก็ดันลากผมขึ้นรถโดยอ้างว่าพอถึงเวลาแล้วขี้เกียจขับรถไปรับผมที่บ้านโดยให้ผมไปรอที่คอนโดมิเนียมของมันก่อนยิ่งทำผมงงไปใหญ่ พอจู่ ๆ ผมก็มานั่งจุ้มปุ๊กอยู่ที่โซฟาห้องนอนของมันพลางจ้องมองมันเปิดเสื้อผ้าเพื่อเลือกเสื้อผ้าอยู่นานสองนานจนผมต้องเอ่ยถามขึ้นเพื่อไม่ให้บรรยากาศในห้องเงียบเหงา “ทำไมมึงเลือกเสื้อผ้านานจังวะ” มันช้อนสายตาหันกลับมามองผมก่อนจะโยนเสื้อผ้าให้ผมชุดหนึ่งจนมันมากอง อยู่บนหน้าผมร่นให้แว่นตาหนาเตอะไหลลงมาถึงปลายจมูก “เลือกให้มึงอะแหละ จะไปผับทั้งทีก็ต้องดูดีหน่อยปะ” ผมดึงเสื้อผ้าลงมาวางไว้บนหน้าตักพอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็เห็นว่าใบหน้าของไอ้กรมันโน้มลงมาใกล้กันอีกแล้ว คราวนี้ผมไม่ทันได้ตั้งตัวจนเผลอกลืนน้ำลายลงคอเสียงดัง “แล้วแว่นเนี่ย ไม่ใส่ได้ปะ” มันเอื้อมมือมาดึงแว่นผมออกจากใบหน้าทันใดนั้นใบหน้าที่อยู่ใกล้กันเพียงเอื้อมก็พลันพร่าเบลอไปหมดจนผมต้องหรี่ดวงตาเล็กลงเพื่อเพ่งมอง “มึงทำไรเนี่ยก็มองไม่เห็น” ผมเริ่มโวยวายก่อนจะยกมือขึ้นเพื่อจะไปคว้าหาแว่นตาของตัวเอง “ล้อเล่น ๆ ไม่แกล้งแล้ว” มันสวมแว่นตาคืนกลับมาให้ผมก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มชัดเจนขึ้นสิ่งแรกที่ผมเห็นคือดวงตาสีน้ำตาลไม้ของมันก่อนที่จะเคลื่อนสายตาลงมาเห็นว่าที่ริมฝีปากหยักฉีกยิ้มกว้าง คงจะพอใจมากสินะกับการแกล้งผมเนี่ย “เล่นบ้าอะไรเนี่ย” ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง “ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าไป เดี๋ยวกูเซตผมให้” “ต้องเซตด้วยเหรอ” “เอาน่า” มันรีบดึงให้ผมลุกขึ้นแล้วดันให้ผมเข้าไปในห้องน้ำเพื่อให้ผมได้เปลี่ยนชุด ก็แค่เสื้อกล้ามสีขาวด้านในและเสื้อเชิ้ตสีดำด้านนอก ไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษเลย กางเกงก็เป็นกางเกงสามส่วนธรรมดา พอออกมามันก็จัดทรงผมให้อย่างที่มันบอกแต่ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเพราะมันบอกว่าผมทำทรงปกติก็น่ารักอยู่แล้วเลยทำให้มันดูเข้าทรงมากขึ้นก็พอ บางทีผมก็นึกนะว่าความจริงมันไม่ใช่หลานของเจ้าของแบรนด์โทรศัพท์แต่มันน่าจะเป็นหลานของเจ้าของร้านทำผมมากกว่า หลังจากที่ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็รอจนถึงเวลานัดแล้วมันก็ขับรถพาผมมาส่งที่นัดหมายก่อนจะมารวมตัวกับกลุ่มเพื่อนแล้วเข้าไปในร้าน ที่จริงก็ไม่ใช่ผับอะไรหรอกแต่เป็นร้านอาหารที่บรรยากาศเหมาะกับการนั่งดื่มเท่านั้นเอง เสียงเพลงในตอนแรกที่เปิดให้เคลิบเคลิ้ม พอพระอาทิตย์ตกดินก็กลายเป็นทำนองสนุกสนานชวนให้ร่างกายขยับตาม ที่ผมรู้ไม่ใช่ว่าตอนนี้ผมกำลังโยกตามจังหวะดนตรีอะไรหรอกนะ แต่เพราะไอ้กรกับธิดากำลังเต้นกันอยู่สองคน ถึงแม้ผมจะมองว่าดนตรีมันไม่ได้ดึงดูดให้ผมอินตามเท่าไร รามิลเดินออกจากโต๊ะไปแล้วด้วยเหตุผลว่าสาวตรงนั้นน่ารักดี ที่โต๊ะเลยเหลือเพียงแค่ผมกับคิณที่นั่งดื่มกันอยู่เพียงสองคน “มึงก็คอแข็งใช้ได้นะ” คิณกล่าวอย่างชื่นชมเมื่อเห็นว่าผมนั่งจิบอยู่ตั้งนานแต่ไม่เห็นจะมีทีท่าว่าเมาเลยแม้แต่น้อย “เปล่าหรอก แก้วเดียวกูจิบทั้งงาน” เคล็ดลับการดื่มแล้วไม่เมาของผมก็คือเวลาใครมองก็ทำเป็นจิบไปแล้วก็อยู่ได้ด้วยแก้วเพียงแค่แก้วเดียวตลอดทั้งงานเพื่อลวงตาว่าผมดื่มแล้ว “ปกติมึงเคยลองไหมว่าลิมิตของตัวเองเท่าไร” ผมส่ายหน้าเป็นคำตอบ ผมเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองดื่มเท่าไรถึงจะเมา อันที่จริงไม่มีเรื่องอะไรเลยที่ผมอยากจะเมา “ไม่รู้ว่ะ” “หัดลองไว้บ้างก็ดีนะ มึงจะได้รู้ว่าตัวเองเป็นยังไงตอนเมาด้วยจะได้ระวังถูก” “กูว่ากูไม่เมาดีที่สุดว่ะ” ผมพูดพลางกลั้วหัวเราะในขณะ ที่คิณเองก็หัวเราะออกมาหน่อย ๆ แล้วดื่มเครื่องดื่มในมือที่จริงผมว่าผมกับคิณค่อนข้างจะเป็นคนที่มีอะไรคล้าย ๆ กัน พวกบุคลิกภายนอกเงียบ ๆ ขรึม ๆ แต่มันหุ่นล่ำกว่า ตัวสูงกว่า จนผมยังอิจฉาทำยังไงถึงจะได้แบบนี้บ้างนะ “ไม่ไปเต้นหน่อยวะต้น เปิดหูเปิดตาไง” กรคว้าแก้วของผมไปกระดกเข้าปากจนหมดก่อนจะก้มลงมามองแก้วเหล้าแถมขมวดคิ้วมุ่นราวกับมีเรื่องคับข้องใจ “น้ำแข็งละลายหมดแล้วนี่หว่า จืดฉิบหาย” มันวางแก้วลงบนโต๊ะก่อนจะเริ่มชงแก้วใหม่ก่อนกระดกดื่มอีกครั้งราวกับ ไม่สะทกสะท้านถึงแม้ว่าพวงแก้มของมันจะเริ่มขึ้นสีแล้วก็ตาม มันรีบลากธิดาออกไปเต้นแล้วก็กลับมาดื่มอย่างนี้อยู่สักสามสี่รอบได้ก่อนที่ธิดาจะฟุบลงไปนั่งกับโซฟาเพราะไม่ไหวแล้ว คิณก็ต้องมานั่งดูแลธิดาตามประสาก่อนที่มิลก็จะกลับมานั่งด้วยใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยลิปสติกแต่กลับสีหน้ากับดูรื่นรมย์ “ไปธิดาไปเต้น” กรจะลากธิดาไปอีกรอบแต่หญิงสาวยกมือขึ้นโบกไปมาพูดด้วยน้ำเสียงงัวเงีย “กูไม่ไหวแล้ว มึงไปลากไอ้ต้นนู่น” ธิดาชี้นิ้วมาทางผม ที่นั่งจิบอยู่เฉย ๆ อย่างหน้าตาเฉย แล้วพอไอ้กรมันเมาแล้วมันเอาจริง มันรีบคว้าแก้วในมือของผมไปดื่มอีกครั้ง “ไอ้เหี้ยพอแล้วมึงเมามากแล้วนะเว้ย” ผมว่าก่อนจะเอื้อมมือไปดึงแก้วเหล้าจากปากมันแล้ววางไว้บนโต๊ะเลยเป็นจังหวะที่มันดึงรั้งข้อมือผมให้เดินตามแล้วมาหยุดอยู่ตรงกลางร้านที่เปิดไฟต่างสีให้โลดแล่นไปมาเสียจนผมตาลาย “เต้นกัน” มันเริ่มโยกย้ายร่างกายก่อนที่จะจับแขนของผมให้เต้นตามมันไปด้วย บอกตามตรงว่าตอนนี้ใบหน้าของผมมันร้อนฉ่าไปหมด ไม่ใช่เพราะว่าผมกำลังเมาแต่เป็นเพราะผมไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน “ไม่เอากูเต้นไม่เป็น” คนเมาเริ่มเบะปากทำท่าเหมือนจะงอแง “ปล่อยตัวไปกับเสียงเพลง เดี๋ยวก็มาเองอะ” มันว่าก่อนจะเริ่มโยกย้ายตัวตามจังหวะผมก็ได้แต่ขยับตัวตามมันไปอย่างนั้นก่อนคนเมาจะเริ่มโงนเงนแล้วใช้สองแขนโอบลอบลำคอของผมเอาไว้ “มึงเหนื่อยหรือยังเรากลับโต๊ะกันเถอะ” ผมว่าก่อนที่จะออกแรงดึงตัวมันออกแต่กลายเป็นใบหน้าของเราเข้ามาใกล้กันอีกแล้ว มันโอบลอบลำคอขาวของผมไว้แน่นก่อนจะคลี่ยิ้มจนตาหยี “ไม่ปล่อย” คนเมากล่าวยียวนจนผมชักสีหน้าไม่พอใจ “ตอนใส่แว่นมันลำบากปะวะตอนชนนู่นชนนี่อะ” “ไม่เท่าไร” ผมตอบกลับไปอย่างไม่ได้ใส่ใจนักก่อนที่มันจะโน้มใบหน้าของมันลงมาใกล้เรื่อย ๆ จนปลายจมูกของเราทั้งสองชนกัน “แล้วมันจูบกันถนัดปะวะ” ผมเบิกตากว้างกับคำถามที่มันเอ่ยออกมาจากความเมา แต่ไม่กี่ชั่วอึดใจผมก็ต้องเกือบต้องหยุดกลั้นหายใจเมื่อมันเอียงใบหน้าเข้ารับกับองศาของริมฝีปากแล้วประกบจูบลงมาอย่างจังในตอนที่ผมไม่ได้ตั้งตัว พ่อครับแม่ครับ นี่ผมกำลังจูบเพื่อนตัวเองอยู่ไม่ใช่เหรอ!?
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD