บทที่ 2 แอบล้ำเส้น

2014 Words
“มึงชอบคนแบบไหนวะ” ผมเอาแต่ยิ่งเงียบไม่ยอมตอบคำถามของมันแล้วเดินหนีออกมาจากรถเสียดื้อ ๆ มันเองก็ตามลงมาก่อนจะเดินเข้ามาเพื่อเดินเคียงไปกับผม “มึงถามกูทำไมวะ” ผมตัดสินใจหันไปเอ่ยถามไหน ๆ ก็เดินรั้งท้ายกันอยู่แค่สองคนแล้วปล่อยให้คิณ มิล และธิดาเดินนำหน้าไปก่อน “กูเห็นมึงไม่สนใจผู้หญิงคนไหนเลยกูเลยอยากรู้ว่ามึงชอบคนแบบไหน หรือว่ามึงไม่ได้ชอบผู้หญิง” ผมเกือบจะหยุดฝีเท้าลงแต่ก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเดินต่อไป “กูแค่ยังไม่เจอคนที่ชอบอะ กูเลยไม่รู้ว่ากูชอบคนแบบไหน” “งั้นแปลว่ามึงก็ชอบได้ทั้งผู้หญิงทั้งผู้ชายเลยดิ” ผมช้อนสายตาขึ้นไปมองมันก่อนจะหันกลับไปมองข้างหน้าเหมือนเดิม “คงงั้นมั้ง” พวกเราเดินมานั่งที่โต๊ะมุมหนึ่งของร้านก่อนจะเริ่มสั่งอาหารมากินกันอย่างเอร็ดอร่อย ธิดามักจะเป็นคนเปิดหัวข้อสนทนาทำให้บรรยากาศบนโต๊ะไม่เงียบเหงามีเรื่องให้คุยได้ตลอดเวลา “ต้น ทำไมถึงมาเรียนสายนี้อะ” ธิดาเอ่ยถามผมพลางใช้ส้อมจิ้มกุ้งเข้าปากด้วยสีหน้าที่มีความสุขสุด ๆ “ชอบเรื่องไอทีอะ” “ในที่สุดก็เจอเพื่อนที่ชอบด้านนี้จริง ๆ สักที ไม่ใช่ลูกหลานนักธุรกิจอย่างพวกมึง” ธิดาว่าก่อนจะกวาดสายตามองเพื่อนสามคนที่เหลือ ผมมองตามด้วยความใคร่รู้ “ที่บ้านพวกมึงทำธุรกิจกันเหรอ” ผมเอ่ยถามด้วยความสนใจ นี่คงจะเป็นครั้งแรกที่ผมให้ความสนใจเกี่ยวกับกลุ่มเพื่อขนาดนี้จนทุกคนต้องหันกลับมาเข้าโหมดจริงจังกันอย่างพิลึก “ที่บ้านไอ้คิณทำธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ส่วนไอ้มิลที่บ้านทำเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า แล้วก็ ไอ้กรอะ อันนี้เด็ดสุด มันเป็นทายาทของเจ้าของแบรนด์โทรศัพท์เลยนะเว้ย” ธิดาว่าด้วยสีหน้าภาคภูมิใจพลางตบไหล่ของเพื่อนชายดังแปะ ๆ “มึงก็พูดเวอร์ไป” กรว่าด้วยสีหน้าเคอะเขิน ในขณะที่ผมมองด้วยสีหน้าตกตะลึง นี่ผมอยู่ท่ามกลางกลุ่มอะไรกันเนี่ยทำไมถึงได้ดูมีภูมิฐานกันทุกคนยกเว้นนิสัยกันนะ “แล้วมึงอะ กูเดาว่าครอบครัวต้องมีใครเป็นหมอแน่ ๆ รังสีมันออกอะ” มิลว่าด้วยน้ำเสียงวิเคราะห์อย่างจริงจัง “พ่อกูเป็นหมอ แม่กูเป็นพยาบาล” ทั้งสี่คนต่างตกตะลึงจนเผลอเบิกตัวตากว้าง หนักสุดก็ธิดาที่เผลออ้าปากค้างก่อนจะเปลี่ยนมาคลี่ยิ้มด้วยดวงตาเป็นประกายตื่นเต้น “เชี่ย โคตรเท่เลยว่ะแค่เห็นภาพมึงใส่ชุดกาวน์อย่างเท่เลย พ่อมึงจะหล่อขนาดไหนวะ” “นั่นพ่อเพื่อน” คิณใช้มือยันหน้าผากของเพื่อนสาวให้กลับมาตั้งสติจนโดนธิดามองค้อนไปหนึ่งทีผมเลยนึกขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ “กูเหมือนหมอขนาดนั้นเลยเหรอ” กรที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กันผมใช้ข้อศอกค้ำกับโต๊ะแล้ววางเรียวคางลงบนฝ่ามือขาว สายตาหันมาจับจ้องทางผมด้วยสายตาที่ชวนวูบวาบในอกชอบกล “เหมือนดิ มึงเรียบร้อย พูดน้อย สุขุมขนาดนี้ โดยเฉพาะไอ้นี่อะ” นิ้วยาวงอนิ้วเข้ามาเกลี่ยที่กรอบแว่นของผมที่พาดผ่านสันจมูกจนเผลอโดนบนผิวอุ่นชวนให้หัวใจของผมมันเต้นแรงพิลึก ผมไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลยไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ หลังจากนั้นพวกเราก็นั่งทานอาหารกันจนเสร็จเรียบร้อย กรขับรถพาเพื่อน ๆ มาส่งที่ลานจอดรถคณะก่อนที่พวกมันจะลงกันไปหมด ผมก็ทำท่าเหมือนจะลงแต่กับถูกธิดาสั่งเอาไว้ “ไอ้ต้นหยุด ให้ไอ้กรไปส่งนั่นแหละป่านนี้รถโดยสารหมดแล้วมั้ง” ธิดาว่าก่อนจะหันไปกำชับกรที่เป็นคนขับรถ “ฝากส่งมันด้วยล่ะ” “เออกูจะส่งให้ถึงบ้านเลย” ธิดาพยักหน้ารับก่อนจะปิดประตูลงโดยที่ไม่ได้ถามถึงความต้องการของผมสักคำ “กูกลับเองก็ได้นะ” ผมหันไปมองกรที่หันมามองผมด้วยสีหน้างุนงง “ทำไมอะ กูรับปากธิดาไปแล้วว่าจะไปส่งมึง อีกอย่างแค่ไปส่งเพื่อนคนเดียวไม่ได้ลำบากอะไรหรอก” กรว่าก่อนจะเริ่มขับรถยนต์คันหรูออกไปตามท้องถนน ผมเลยคอยบอกทางตลอดก่อนที่รถยนต์จะมาจอดเทียบอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง กรมองเข้าไปในรั้วบ้านผมราวกับมีเรื่องสงสัยจนผมต้องเปิดปากก่อน “ทำไม บ้านกูไม่หรูเท่าบ้านมึงเหรอ” ผมเอ่ยพลางยกยิ้มมุมปากอย่างไม่ได้คิดอะไร พอเห็นมันขมวดคิ้วด้วยความอยากรู้แล้วผมก็อดเอ่ยหยอกไม่ได้ “เปล่าแต่ไม่มีใครอยู่บ้านเหรอวะบ้านปิดไฟเงียบเชียว” มันหันมามองผมก่อนจะเอ่ยถาม “พ่อแม่กูเข้าเวรดึก กูอยู่คนเดียวเป็นประจำแหละชินแล้ว” ผมว่าก่อนจะปลดสายเข็มขัดออกเพื่อเตรียมจะลงจากรถ “แน่ใจนะว่าจะไม่ให้กูอยู่เป็นเพื่อน” “กูก็บอกอยู่ว่าอยู่คนเดียวจนชินแล้ว” ผมหันไปกำชับคำที่ตัวเองเพิ่งพูดไปเมื่อครู่แต่เหมือนอีกฝ่ายจะตีมึนแล้วดับเครื่องยนต์รถทำท่าจะเดินลงไปตามผม ผมเดินลงมาจากรถเพื่อที่จะไขกุญแจเข้าบ้านในขณะเดียวกันที่มันก็มายืนขนาบข้างพลางเคาะเท้าเบา ๆ คล้ายกดดันกันอย่างไรก็ไม่รู้ “วันนี้อากูก็กลับดึกเหมือนกัน กูไม่อยากกลับไปอยู่บ้านคนเดียวอยู่กับมึงดีกว่า” พอไขกุญแจได้แล้วผมก็เลื่อนรั้วบ้านให้เปิดออกพอ ๆ ที่คนจะเดินเข้าไปได้ “ดึกมากไหม” ผมเอ่ยถามสั้น ๆ มันพยักหน้ารับ “อากูน่าจะกลับเช้าของพรุ่งนี้อะ แต่พอพ่อแม่มึงมากูก็ไม่กวนหรอกเดี๋ยวก็กลับแล้ว” ผมหันไปมองรถยนต์ที่จอดอยู่ที่รั้วหน้าบ้านเลยตัดสินใจเอ่ยออกไป “พ่อกับแม่กูก็กลับพรุ่งนี้เช้าอะ มึงเอารถเข้ามาจอดในบ้านดีกว่าเดี๋ยวโดนรถในซอยเฉี่ยวเอา” พอพูดจบผมเลยเปิดประตูกว้างจนสุดเพื่อให้กรเอารถเข้ามาจอดในลานจอดรถภายในตัวบ้าน รถมันยิ่งแพง ๆ อยู่ถ้าปล่อยให้โดนรถคันอื่นเฉี่ยวไปจนถลอกผมกลัวว่าจะเป็นเรื่องใหญ่เอาเปล่า ๆ หลังจากที่จัดการรถเสร็จเรียบร้อยผมก็เดินขึ้นห้องโดยที่มีร่างสองเดินตามติดเป็นเงา ผมเข้าไปอาบน้ำมันก็ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องน้ำ พอมันอาบน้ำก็ยังให้ผมไปยืนเฝ้าอีก มันคิดว่ามันเป็นเด็กสิบขวบที่กลัวผีหลอกตอนสระผมอยู่หรือไงกัน “กูใส่เสื้อมึงได้พอดีเลย” ไอ้กรเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับเสื้อยืดของผมที่ใส่ได้พอดิบพอดีตัวมัน ปกติผมจะชอบใส่เสื้อที่ตัวใหญ่กว่าตัวเพราะมันใส่สบายและคล่องตัวกว่าพอเห็นว่ามันใส่ได้พอดีก็หันกลับมามองร่างกายของตัวเองแล้วเปรียบเทียบกับตัวของมัน มันเอาเวลาไหนไปบออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อทะลุเสื้อออกมาแบบนั้นอะ เสื้อที่มันว่าพอดีแนบหน้าอกของมันทำให้เห็นกล้ามอกชัดแถมแขนเสื้อยังรัดกล้ามเป็นมัด ๆ ที่แขนมันอีก มันก็ไม่ได้ตัวหนาขนาดที่มองออกว่าเล่นกล้าม แต่ก็ดูดีฉบับของคนที่ดูแลร่างกายตัวเองเป็นประจำ ผมละอิจฉาจนต้องถอนหายใจเพราะผมไม่ชอบออกนอกบ้าน วัน ๆ เลยอ่านหนังสืออยู่แต่ในห้องเสียมากกว่า จนผิวของผมแทบจะขาวซีดเพราะไม่ค่อยออกไปต้องกับแสงตะวันสักเท่าไร “มองกล้ามกูทำไมอิจฉาอะดิ” มันว่าพลางยกยิ้มอย่างอวดดีผมเลยละสายตาออกจากมันแล้วเดินไปที่เตียงนอนก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งพิงกับหัวเตียงมือเอื้อมไปหยิบหนังสือที่ยังอ่านค้างไว้ก่อนจะเปิดมันออกมากวาดสายตาอ่านต่อ ผมสัมผัสได้ถึงเตียงที่ยวบลงเลยคิดว่ากรคงจะขึ้นมานั่งบนเตียงแต่เปล่าเลยมันคลานเข้ามาหาผมต่างหากแถมยังชะโงกหน้าเข้ามาอ่านหนังสือที่อยู่ในมือผมจนผมเห็นแต่หัวโต ๆ ของมันเนี่ยแหละ “มึงทำไรวะ” มันเงยหน้าขึ้นมามองผม ในจังหวะหนึ่งผมรู้สึกเหมือนตัวเองหยุดหายใจไปเมื่อได้สบตากับดวงตาคู่นี้ใกล้ ๆ อีกครั้ง “มึงอ่านหนังสือเรื่องอะไรวะ อยากรู้ด้วยอะ” กลิ่นยา สีฟันกลิ่นเดียวกับที่ผมใช้ลอยออกมาจากปากที่กำลังเปล่งเสียง พูดออกมา หน้าของมันห่างกับผมเพียงแค่ลมหายใจเดียว “อะ เอาไป” ผมรีบยัดหนังสือใส่อกมันจนมันต้องถอยกลับไปนั่งห่างจากผมเปิดโอกาสให้ผมได้หายใจหายคออย่าง โล่งอกหน่อย ผมรีบเงยหน้าขึ้นไปมององศาบนเครื่องปรับอากาศ ก็ตั้งยี่สิบหกองศาแต่ทำไมผมได้รู้สึกเหมือนตัวเองร้อนมากจนเหงื่อเม็ดใสผุดขึ้นมาที่ข้างขมับกันนะ “จักรวาลกับโลก มันคืออะไรวะน่าสนใจดีว่ะ” จักรวาลกับโลก ชื่อหนังสือที่ผมกำลังอ่านอยู่ว่าด้วยความสัมพันธ์จักรวาลผืนใหญ่กว้างใหญ่ที่มีโลกเป็นเพียงดาวดวงเล็ก ๆ ก็เหมือนผมที่อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ไม่ได้วิเศษอะไร แถมยังเหมือนกลุ่มฝุ่นของระบบจักรวาล “มึงก็ลองอ่านดูดิ กูให้ยืม” “จริงเหรอ กูไม่เคยอ่านหนังสือจบเล่มเลยเดี๋ยวเล่มนี้กูต้องอ่านให้จบหน่อยแล้ว” มันว่าก่อนจะโน้มตัวลงไปนอนบนหมอนที่อยู่ข้าง ๆ ผม มือขาวเปิดหนังสือเล่มนั้นอ่านตั้งแต่หน้าแรกอย่างตั้งอกตั้งใจ ทิ้งให้ผมนั่งเคว้งอยู่ท่าเดิมกับความรู้สึกที่อธิบายไม่ค่อยจะถูกนัก พอสติที่เลือนรางเริ่มฟื้นคืนกลับมาผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดเข้าเว็บไซต์ของผู้รู้ที่เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลของทั่วทั้งโลกจะต้องมีคำตอบให้ผมแน่นอน ผมกดช่องค้นหาแล้วใส่สิ่งที่ผมรู้สึกลงไป ยังไงบ้างนะ ใจเต้นแรงเวลา ๆ ที่มันเอาตัวมาใกล้ ๆ รู้สึกเหมือนโลกมันหยุดหมุนไปชั่วขณะหนึ่ง ตาของมันสวยมาก ๆ สวยกว่าใครที่ผมเคยเห็นเลย หรือว่าเพราะก่อนหน้านี้ผมไม่เคยสบตากับใครตรง ๆ แบบนี้มาก่อนนะ พอกดค้นหาไปเท่านั้นแหละ หัวใจของผมที่เต้นสงบลงแล้วกลับมาเต้นระรัวยิ่งกว่าเก่า ไม่ว่าผมจะเข้าหรือออกจาก กี่เว็บมันก็บอกไปในทางทิศทางเดียวกันว่าอาการที่ผมกำลังประสบพบเจออยู่มันเรียกว่า จังหวะตกหลุมรัก มันไม่เท่ากับว่าตอนนี้ผมแอบชอบเพื่อนตัวเองอยู่หรอกเหรอ ผมรีบหันหน้าขวับมามองกรที่นอนอยู่ข้างกายก็ค่อยโล่งใจหน่อยเมื่อเห็นว่ามันนอบหลับปุ๋ยไปแล้วแถมยังเอาหนังสือมาแนบบนหน้าอกของตัวเองอีก ที่บอกว่าไม่เคยอ่านจบเลยสักเล่ม เพราะเวลาอ่านแล้วเป็นอย่างนี้ตลอดเลยสินะ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD