คำว่า ‘เพื่อน’ ถูกใช้มาขีดเส้นกั้นระหว่างกลางความสัมพันธ์ของเราทั้งสองตั้งแต่แรก จนในวันที่ผมรู้สึกเกินเลยจากเส้นคำว่าเพื่อนแล้วก็ได้กระโดดข้ามผ่านเส้นความสัมพันธ์นั้น สุดท้ายผมก็ได้ตระหนักว่าข้ามเส้นคำว่าเพื่อนมาแล้ว ยังเจอเส้นกั้นบาง ๆ ที่เป็นดั่งกำแพงสูงเฉียดฟ้ายากจะกระโดดข้ามไป
เส้นที่ถูกขีดนั้นเรียกว่า... เพื่อนสนิท
ย้อนกลับมาในวันแรกของกิจกรรมรับน้องของคณะวิศวกรรมศาสตร์ของนักศึกษาปีหนึ่ง ผมขยับกรอบแว่นหนาเตอะที่สวมอยู่บนใบหน้าพลางหยิบป้ายชื่อที่แขวนห้อยคอของตัวเองไว้ด้วยความรู้สึกที่เบื่อหน่าย เสียงกลองสันทนาการปนกับเสียงร้องเพลงอย่างสนุกสนานไม่ได้ทำให้ผมมีความรู้สึกสนุกหรือตื่นตาตื่นใจขึ้นมาเลย สายตาของผมกลับไปจับจ้องอยู่ที่คู่ชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังออกลวดลายเต้นประชันกันอย่างสูสี
ผมได้แต่ถอนหายใจแล้วมองไปรอบ ๆ ตัวเพื่อหาสิ่งน่าสนใจรอบตัว
“เฮ้ย มึงชื่อต้นคิดเหรอ” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากข้างซ้ายของผม ผมหันไปมองคนที่เรียกชื่อของผมด้วยความสงสัยแต่ก็พยักหน้ารับ ต้นคิด หรือ ต้น เป็นชื่อของผมเอง
“เรียกกูว่าต้นเฉย ๆ ก็ได้” ผมแอบลอบมองป้ายชื่อชายหนุ่มที่ถูกเขียนด้วยลายมือห้อยอยู่ที่คอ “มึงชื่อรามิลเหรอ”
“เรียกมิลก็ได้ นี่เพื่อนกูนะชื่อคิณ” มิลชี้นิ้วไปทางชายหนุ่มที่นั่งทางซ้ายถัดไปอีกที แม้บุคลิกจะดูตรงกันข้ามกับมิลมากแต่ก็หันมาส่งยิ้มอย่างสุภาพให้กับผมจนผมได้แอบลอบอ่านป้ายชื่อของชายหนุ่มอย่างชัดเจน อคิราห์
มิลดูเป็นคนที่อัธยาศัยดี ยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลาในขณะ เดียวกันก็บริหารเสน่ห์ไปด้วยในตัว ส่วนคิณนั้นได้แต่นั่งนิ่ง ๆ เดาว่าคงจะเบื่อหน่ายไม่ต่างจากผม แต่เพียงแค่นั่งเฉย ๆ กลับดูดีมีเสน่ห์พอตัวอยู่แล้ว
“ส่วนสองคนนั้นก็เพื่อนกูเหมือนกัน” มิลชี้ไปทาง
ชายหญิงคู่นั้นที่กำลังเต้นประชันกันจนรุ่นพี่ต้องบอกให้พอเพราะไม่มีใครยอมใคร ทั้งสองคนดูสนิทสนมกันแล้วพากันกอดคอเดินกลับเข้ามานั่ง ชายหนุ่มนั่งข้างหน้าผม และหญิงสาวนั่งข้างหน้ารามิล
“เพื่อนใหม่เหรอวะ” หญิงสาวท่าทางห้าวหาญคนนั้นหันกลับมาเอ่ยถามมิลพลางทอดสายตามามองผมด้วยแววตาเป็นประกาย
“เออ ชื่อต้น” เธอคนนั้นแววตาเป็นประกายตื่นเต้นก่อนจะเอื้อมมือเข้ามาหาผมเพื่อเชกแฮนด์ ผมมองตามตาปริบ ๆ ก่อนที่หญิงสาวจะเอื้อนเอ่ย
“กูชื่อธิดานะ” ป้ายชื่อของเธอเขียนชื่อ ปิยธิดา ซึ่งเป็นชื่อจริงของเธอกำกับเอาไว้ ผมยิ้มรับก่อนจะเอื้อมมือไปจับกับเธอหลังจากที่ทำความรู้จักกัน “ขอต้อนรับสู่แก๊งสี่เกลอ”
“ห้าเกลอแล้วเหอะ” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างหน้าผมหันมาเถียงกับเพื่อนสาวในขณะที่ผมกำลังงุนงง เดี๋ยวนะไปเข้าแก๊งเกลอนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
“เออใช่ ตอนแรกก็มีแค่สามเกลอแหละ แต่พอมีมึงกับ
ไอ้กรเข้ามาเปลี่ยนชื่อเหอะ เป็นดาวห้าแฉกดีกว่า” พอพูดถึงคนที่ชื่อกร ธิดาก็บุ้ยปากไปทางคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าผม ผมลอบมองป้ายชื่อของอีกฝ่ายเขียนว่า ภากร เลยเดาไม่ยากว่าเขาคงจะชื่อกรจริง ๆ
“มึงคิดว่ามึงอายุเท่าไรถึงได้มานั่งตั้งชื่อแก๊งอยู่ได้ธิดา” คิณเอ่ยทักท้วงจนธิดาชักสีหน้าอย่างไม่พอใจ
“แหม ทีแก๊งยากูซ่าเขายังอยู่มาได้เลยนะมึง” ธิดาตอบกลับอย่างไม่ย่อถอย ผมได้แต่ถอนหายใจแล้วปล่อยมือออกจากธิดาก่อนจะก้มหน้าลง ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบเข้าสังคมเท่าไรเลยเลือกที่จะอยู่เงียบ ๆ ตามลำพังเสียมากกว่า ผมไม่ชอบเสียงดังแล้วก็ไม่ชอบให้ใครเข้ามารบกวน เป็นนิสัยที่ผมอยากจะแก้แต่แก้ไม่ได้สักที
“กูชื่อกรนะ” ผมเงยหน้าขึ้นมามองคนพูดแต่ก็ต้องผงะเล็กน้อยเมื่อกรยื่นหน้าเข้ามาใกล้ “เสียงมันดังกูเลยกลัวมึงไม่
ได้ยิน ไม่ต้องคิดมากหรอก ธิดามันก็เถียงกันกับคิณประจำแหละ มันสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก”
ผมพยักหน้ารับแล้วเอนตัวไปข้างหลังเล็กน้อย เพียงแค่สบสายตากับเจ้าของดวงตาสีไม้โอ๊กในใจผมมันก็สั่นระรัวชอบกลด้วยความพิลึก ใบหน้าคมของชายหนุ่มยิ่งยื่นเข้ามาใกล้ ๆ จนเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องจ้องมองใบหน้าของกรอย่างชัด ๆ คิ้วหนา
โค้งได้รูป ดวงตาชั้นเดียวที่ฉายแววความขี้เล่น ทั้งสันจมูกโด่งมนแล้วยังจะริมฝีปากหนาหยัก
“มึงฟังกูอยู่ปะเนี่ย” ผมรีบพยักหน้ารับระรัว “งั้นก็เอามือถือมาดิกูจะได้เพิ่มเพื่อน”
ผมส่งมือถือให้อีกฝ่ายอย่างไม่รู้ตัวราวกับตกอยู่ในภวังค์อะไรบางอย่าง กรก้มหน้าลงไปกดบางอย่างบนโทรศัพท์ของผมทำให้ผมได้เห็นกรอบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายอย่างชัด ๆ ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงได้ละสายตาจากความสมบูรณ์แบบบนใบหน้าของมันไม่ได้เลย
หรือผมแค่อิจฉากันนะ เพราะผมอยากมีใบหน้าคมแบบนั้นบ้างแต่ดันเกิดมาจิ้มลิ้มแถมยังเนิร์ดอีกเลยถูกคนอื่นเอาไปล้อว่าเป็นพวกเฉิ่มเป็นประจำ
“อะ เสร็จแล้ว กูเพิ่มมึงเข้ากลุ่มแชตแล้วนะ” กรส่งโทรศัพท์คืนมาให้กับผม ผมรีบรับมันไว้ก่อนจะมองข้อความที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอระรัว ข้อความระหว่างคิณกับธิดาที่กำลังแย่งกันเปลี่ยนชื่อกลุ่มระหว่างดาวห้าแฉกของธิดา กับห้าเกลอของคิณ
“ไหน ๆ กลุ่มเราก็เป็นเลขคี่แล้วอะ พวกเรามาโหวตกันดีกว่ายังไงก็ไม่เสมอ” มิลเป็นคนเสนอ
“ได้ กูโหวตดาวห้าแฉก” ธิดาว่าพลางชูนิ้วหนึ่งขึ้นมาบนมือข้างซ้ายด้วยความกระตือรือร้น
“กูโหวตห้าเกลอ” คิณพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ธิดาเลยยกนิ้วหนึ่งขึ้นมาบนมือข้างขวาเพื่อนับแต้ม
“มึงอะมิล” ธิดาหันมาคาดคั้นจากมิลที่นั่งอยู่ด้านหลังตัวเอง
“กูเลือกดาวห้าแฉกว่ะ เท่ดี” ธิดากระตุกมุมปากก่อนจะยกมือขึ้นไปแปะกับมือของมิลแล้วกลับมาชูสองนิ้วที่มือฝั่งซ้าย
“กูเลือกห้าเกลอนะ คลาสสิกดี” ทั้งคิณและกรต่างดีดนิ้วใส่กันเป็นอันรู้กันว่าทั้งสองนั้นอยู่ฝั่งเดียวกัน ธิดาเบะปากอย่างไม่พอใจเล็กน้อยก่อนจะหันมาจับจ้องทางผมเพราะเหลือเพียงคนสุดท้าย ตอนนี้คะแนนเสมอกันสองต่อสอง ผมจะเป็นฝ่ายตัดสิน
“เอ่อ...” ผมรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก
“เลือกดี ๆ นะมึง” กรหันมากำชับผมจนผมกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ สายตาของทั้งสี่คนจับจ้องมองมาอย่างคาดคั้นจนผมต้องเลือก
“ดาวห้าแฉก” ธิดาตบมือดังฉาดด้วยความดีใจก่อนที่จะหันไปยกยิ้มกับรามิล แล้วหันกลับมาเขย่ามือผมอีกครั้ง
“สมกับที่มิลเลือกมึง” หญิงสาวว่าอย่างปลาบปลื้มในขณะที่คิณและกรต่างพากันหันหน้าไปมองทางอื่นพลางกลอกสายตาไปมา
“โห่อะไรวะ ดาวห้าแฉก ไม่เห็นจะมีเอกลักษณ์เลย ดาวมันก็มีห้าแฉกอยู่แล้วปะ” กรบ่นออกมา
“แต่กูไม่เคยได้ยินคำว่าห้าเกลอ ปกติมันมีแค่สามเกลอไม่ใช่เหรอ” ธิดาหัวเราะร่วนออกมาก่อนจะยกมือมาตบไหล่ผมแปะ ๆ
“โคตรเนิร์ด แต่ได้ใจกู” หญิงสาวว่าก่อนจะยกนิ้วโป้งให้ผม ตอนนั้นผมเองก็ไม่เข้าใจนักทั้งยังตั้งตัวไม่ทันว่าชีวิตของผมต้องมาอยู่ท่ามกลางกลุ่มที่แทนตัวเองว่าดาวห้าแฉกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
รู้ตัวอีกทีผมก็ถูกพวกมันลากไปไหนมาไหนด้วยแทบทุกที่ ไม่เคยมีเวลาอยู่คนเดียวเลยแม้แต่ตอนที่เข้าห้องน้ำในมหาวิทยาลัยเองก็ตาม
“มึงเข้าห้องน้ำนานจังวะ” กรเอ่ยถามเมื่อผมออกมาจากห้องน้ำเป็นคนสุดท้าย
“ปวดขี้ พอใจยัง” ผมตอบกลับไปเพื่อตัดรำคาญก่อนจะเดินออกไป กรสูงกว่าผมเพียงเล็กน้อย จริง ๆ นะ ผมสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตรส่วนมันสูงหนึ่งร้อยแปดสิบ เซนติเมตร แต่พอมันใช้แขนกว้างโอบมาบนลาดไหล่ผมทีไร ทำไมผมถึงได้ตัวเล็กจึ๋งเดียวอย่างบอกไม่ถูก
“กินอะไรกันดีวะ” กรเอ่ยถามเพื่อน ๆ อีกสามคนที่ยืนรออยู่ ก่อนที่ธิดาจะเสนอร้านอาหารแล้วโดยเสนอว่ากรจะเป็นคนขับไปที่ร้านอาหารเองเพราะเขารู้เส้นทาง
ผมยังไม่เคยนั่งรถไอ้กรเลย แต่ผมรู้ว่าทั้งคิณ มิล และกรต่างมีรถเป็นของตัวเองเพราะที่บ้านมันเป็นคนมีฐานะพอสมควร ส่วนผมน่ะเหรอเอาเวลาไปอ่านหนังสือจนไม่มีเวลาไปเรียนขับรถอะไรหรอก จนขึ้นปีหนึ่งแล้วยังขับไม่เป็นแม้แต่มอเตอร์ไซค์ด้วยซ้ำ
“ไอ้ต้นนั่งข้างไอ้กรนะ ช่วยมันดูแผนที่หน่อย กูจะงีบสักหน่อย” ธิดาว่าก่อนจะดันให้ผมไปข้างหน้าเพื่อขึ้นประตูข้างที่นั่งคนขับ ส่วนเธอก็เบียดตัวเข้าไปนั่งตรงกลางระหว่างมิลกับคิณ ถึงผมจะสูงกว่าธิดาแต่พูดได้เลยว่าขนาดตัวของเราก็พอ ๆ กัน ผมตัวเล็กที่สุดในบรรดาผู้ชายในกลุ่ม ส่วนธิดาก็เป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว บอกตามตรงว่าผมคิดว่าเธอเป็นทอม ถ้าไม่ติดว่าคิณบอกผมว่าเธอเป็นแฟนของพี่ชายมัน
“ยืนบื้ออะไรขึ้นรถดิ” ผมหลุดออกจากภวังค์เมื่อกรที่นั่งอยู่บนเบาะคนขับเรียกผมให้ขึ้นไปนั่ง ผมโน้มศีรษะลงเล็กน้อยแล้วเข้าไปนั่งบนเบาะข้างคนขับก่อนจะปิดประตูลงเบา ๆ “เปิดพิกัดที่ธิดามันส่งมาในกลุ่มให้หน่อยดิ”
“ไหนมึงบอกว่ามึงรู้ทางไง” ผมว่าในขณะที่มือก็เปิดหาตามที่มันบอกไปด้วย กรช้อนสายตากลับมามองผมพลางหรี่ตามองก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนผมต้องรีบเอนตัวหนีแทบ
ไม่ทัน
“มึงจับผิดกูเพื่อ หลงขึ้นมาธิดาบ่นหูชานะบอกเลย”
“แล้วมึงเอาหน้ามาใกล้กูทำไม”
“กัดกันอยู่นั่นจะได้กินไหมข้าว หรือพวกมึงสองคนจะไปกินกันเองก่อน” ทั้งผมและกรต่างหันขวับไปมองทางหญิงสาวที่นั่งกอดอกอยู่บนเบาะหลัง
“พูดอะไรเนี่ยกูขนลุกหมดละ” กรว่าก่อนจะหันกลับไปจดจ้องอยู่ที่ถนนเบื้องหน้าแล้วขับออกไปจากลานจอดรถของคณะทันที
“ก็แค่นี้” ธิดาว่าก่อนจะเอนศีรษะพิงกับพนักของเบาะหลังแล้วแอบงีบหลับหลังจากที่เรียนอย่างเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน
ผมทำเป็นก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือพลางใช้นิ้วไถหน้าจอไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ลืมที่จะช่วยกรมันดูทาง
“เลี้ยวข้างหน้านี้” กรพยักหน้ารับก่อนจะเลี้ยงตามที่
ผมบอก ในที่สุดเราก็มาถึงร้านอาหารได้โดยสวัสดิภาพและไม่มีปากเสียงกันเลยสักนิด ทั้งหมดต่างพากันลงจากรถมีแค่ผมกับกรที่ยังอยู่
“ไอ้ต้น”
“หา?” ผมเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายที่เรียกรั้งท้ายผมก่อนที่จะลงจากรถ
“มึงชอบคนแบบไหนวะ”