บทที่ 1 ขีดเส้นกั้น

2061 Words
คำว่า ‘เพื่อน’ ถูกใช้มาขีดเส้นกั้นระหว่างกลางความสัมพันธ์ของเราทั้งสองตั้งแต่แรก จนในวันที่ผมรู้สึกเกินเลยจากเส้นคำว่าเพื่อนแล้วก็ได้กระโดดข้ามผ่านเส้นความสัมพันธ์นั้น สุดท้ายผมก็ได้ตระหนักว่าข้ามเส้นคำว่าเพื่อนมาแล้ว ยังเจอเส้นกั้นบาง ๆ ที่เป็นดั่งกำแพงสูงเฉียดฟ้ายากจะกระโดดข้ามไป เส้นที่ถูกขีดนั้นเรียกว่า... เพื่อนสนิท ย้อนกลับมาในวันแรกของกิจกรรมรับน้องของคณะวิศวกรรมศาสตร์ของนักศึกษาปีหนึ่ง ผมขยับกรอบแว่นหนาเตอะที่สวมอยู่บนใบหน้าพลางหยิบป้ายชื่อที่แขวนห้อยคอของตัวเองไว้ด้วยความรู้สึกที่เบื่อหน่าย เสียงกลองสันทนาการปนกับเสียงร้องเพลงอย่างสนุกสนานไม่ได้ทำให้ผมมีความรู้สึกสนุกหรือตื่นตาตื่นใจขึ้นมาเลย สายตาของผมกลับไปจับจ้องอยู่ที่คู่ชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังออกลวดลายเต้นประชันกันอย่างสูสี ผมได้แต่ถอนหายใจแล้วมองไปรอบ ๆ ตัวเพื่อหาสิ่งน่าสนใจรอบตัว “เฮ้ย มึงชื่อต้นคิดเหรอ” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากข้างซ้ายของผม ผมหันไปมองคนที่เรียกชื่อของผมด้วยความสงสัยแต่ก็พยักหน้ารับ ต้นคิด หรือ ต้น เป็นชื่อของผมเอง “เรียกกูว่าต้นเฉย ๆ ก็ได้” ผมแอบลอบมองป้ายชื่อชายหนุ่มที่ถูกเขียนด้วยลายมือห้อยอยู่ที่คอ “มึงชื่อรามิลเหรอ” “เรียกมิลก็ได้ นี่เพื่อนกูนะชื่อคิณ” มิลชี้นิ้วไปทางชายหนุ่มที่นั่งทางซ้ายถัดไปอีกที แม้บุคลิกจะดูตรงกันข้ามกับมิลมากแต่ก็หันมาส่งยิ้มอย่างสุภาพให้กับผมจนผมได้แอบลอบอ่านป้ายชื่อของชายหนุ่มอย่างชัดเจน อคิราห์ มิลดูเป็นคนที่อัธยาศัยดี ยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลาในขณะ เดียวกันก็บริหารเสน่ห์ไปด้วยในตัว ส่วนคิณนั้นได้แต่นั่งนิ่ง ๆ เดาว่าคงจะเบื่อหน่ายไม่ต่างจากผม แต่เพียงแค่นั่งเฉย ๆ กลับดูดีมีเสน่ห์พอตัวอยู่แล้ว “ส่วนสองคนนั้นก็เพื่อนกูเหมือนกัน” มิลชี้ไปทาง ชายหญิงคู่นั้นที่กำลังเต้นประชันกันจนรุ่นพี่ต้องบอกให้พอเพราะไม่มีใครยอมใคร ทั้งสองคนดูสนิทสนมกันแล้วพากันกอดคอเดินกลับเข้ามานั่ง ชายหนุ่มนั่งข้างหน้าผม และหญิงสาวนั่งข้างหน้ารามิล “เพื่อนใหม่เหรอวะ” หญิงสาวท่าทางห้าวหาญคนนั้นหันกลับมาเอ่ยถามมิลพลางทอดสายตามามองผมด้วยแววตาเป็นประกาย “เออ ชื่อต้น” เธอคนนั้นแววตาเป็นประกายตื่นเต้นก่อนจะเอื้อมมือเข้ามาหาผมเพื่อเชกแฮนด์ ผมมองตามตาปริบ ๆ ก่อนที่หญิงสาวจะเอื้อนเอ่ย “กูชื่อธิดานะ” ป้ายชื่อของเธอเขียนชื่อ ปิยธิดา ซึ่งเป็นชื่อจริงของเธอกำกับเอาไว้ ผมยิ้มรับก่อนจะเอื้อมมือไปจับกับเธอหลังจากที่ทำความรู้จักกัน “ขอต้อนรับสู่แก๊งสี่เกลอ” “ห้าเกลอแล้วเหอะ” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างหน้าผมหันมาเถียงกับเพื่อนสาวในขณะที่ผมกำลังงุนงง เดี๋ยวนะไปเข้าแก๊งเกลอนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน “เออใช่ ตอนแรกก็มีแค่สามเกลอแหละ แต่พอมีมึงกับ ไอ้กรเข้ามาเปลี่ยนชื่อเหอะ เป็นดาวห้าแฉกดีกว่า” พอพูดถึงคนที่ชื่อกร ธิดาก็บุ้ยปากไปทางคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าผม ผมลอบมองป้ายชื่อของอีกฝ่ายเขียนว่า ภากร เลยเดาไม่ยากว่าเขาคงจะชื่อกรจริง ๆ “มึงคิดว่ามึงอายุเท่าไรถึงได้มานั่งตั้งชื่อแก๊งอยู่ได้ธิดา” คิณเอ่ยทักท้วงจนธิดาชักสีหน้าอย่างไม่พอใจ “แหม ทีแก๊งยากูซ่าเขายังอยู่มาได้เลยนะมึง” ธิดาตอบกลับอย่างไม่ย่อถอย ผมได้แต่ถอนหายใจแล้วปล่อยมือออกจากธิดาก่อนจะก้มหน้าลง ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบเข้าสังคมเท่าไรเลยเลือกที่จะอยู่เงียบ ๆ ตามลำพังเสียมากกว่า ผมไม่ชอบเสียงดังแล้วก็ไม่ชอบให้ใครเข้ามารบกวน เป็นนิสัยที่ผมอยากจะแก้แต่แก้ไม่ได้สักที “กูชื่อกรนะ” ผมเงยหน้าขึ้นมามองคนพูดแต่ก็ต้องผงะเล็กน้อยเมื่อกรยื่นหน้าเข้ามาใกล้ “เสียงมันดังกูเลยกลัวมึงไม่ ได้ยิน ไม่ต้องคิดมากหรอก ธิดามันก็เถียงกันกับคิณประจำแหละ มันสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก” ผมพยักหน้ารับแล้วเอนตัวไปข้างหลังเล็กน้อย เพียงแค่สบสายตากับเจ้าของดวงตาสีไม้โอ๊กในใจผมมันก็สั่นระรัวชอบกลด้วยความพิลึก ใบหน้าคมของชายหนุ่มยิ่งยื่นเข้ามาใกล้ ๆ จนเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องจ้องมองใบหน้าของกรอย่างชัด ๆ คิ้วหนา โค้งได้รูป ดวงตาชั้นเดียวที่ฉายแววความขี้เล่น ทั้งสันจมูกโด่งมนแล้วยังจะริมฝีปากหนาหยัก “มึงฟังกูอยู่ปะเนี่ย” ผมรีบพยักหน้ารับระรัว “งั้นก็เอามือถือมาดิกูจะได้เพิ่มเพื่อน” ผมส่งมือถือให้อีกฝ่ายอย่างไม่รู้ตัวราวกับตกอยู่ในภวังค์อะไรบางอย่าง กรก้มหน้าลงไปกดบางอย่างบนโทรศัพท์ของผมทำให้ผมได้เห็นกรอบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายอย่างชัด ๆ ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงได้ละสายตาจากความสมบูรณ์แบบบนใบหน้าของมันไม่ได้เลย หรือผมแค่อิจฉากันนะ เพราะผมอยากมีใบหน้าคมแบบนั้นบ้างแต่ดันเกิดมาจิ้มลิ้มแถมยังเนิร์ดอีกเลยถูกคนอื่นเอาไปล้อว่าเป็นพวกเฉิ่มเป็นประจำ “อะ เสร็จแล้ว กูเพิ่มมึงเข้ากลุ่มแชตแล้วนะ” กรส่งโทรศัพท์คืนมาให้กับผม ผมรีบรับมันไว้ก่อนจะมองข้อความที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอระรัว ข้อความระหว่างคิณกับธิดาที่กำลังแย่งกันเปลี่ยนชื่อกลุ่มระหว่างดาวห้าแฉกของธิดา กับห้าเกลอของคิณ “ไหน ๆ กลุ่มเราก็เป็นเลขคี่แล้วอะ พวกเรามาโหวตกันดีกว่ายังไงก็ไม่เสมอ” มิลเป็นคนเสนอ “ได้ กูโหวตดาวห้าแฉก” ธิดาว่าพลางชูนิ้วหนึ่งขึ้นมาบนมือข้างซ้ายด้วยความกระตือรือร้น “กูโหวตห้าเกลอ” คิณพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ธิดาเลยยกนิ้วหนึ่งขึ้นมาบนมือข้างขวาเพื่อนับแต้ม “มึงอะมิล” ธิดาหันมาคาดคั้นจากมิลที่นั่งอยู่ด้านหลังตัวเอง “กูเลือกดาวห้าแฉกว่ะ เท่ดี” ธิดากระตุกมุมปากก่อนจะยกมือขึ้นไปแปะกับมือของมิลแล้วกลับมาชูสองนิ้วที่มือฝั่งซ้าย “กูเลือกห้าเกลอนะ คลาสสิกดี” ทั้งคิณและกรต่างดีดนิ้วใส่กันเป็นอันรู้กันว่าทั้งสองนั้นอยู่ฝั่งเดียวกัน ธิดาเบะปากอย่างไม่พอใจเล็กน้อยก่อนจะหันมาจับจ้องทางผมเพราะเหลือเพียงคนสุดท้าย ตอนนี้คะแนนเสมอกันสองต่อสอง ผมจะเป็นฝ่ายตัดสิน “เอ่อ...” ผมรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก “เลือกดี ๆ นะมึง” กรหันมากำชับผมจนผมกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ สายตาของทั้งสี่คนจับจ้องมองมาอย่างคาดคั้นจนผมต้องเลือก “ดาวห้าแฉก” ธิดาตบมือดังฉาดด้วยความดีใจก่อนที่จะหันไปยกยิ้มกับรามิล แล้วหันกลับมาเขย่ามือผมอีกครั้ง “สมกับที่มิลเลือกมึง” หญิงสาวว่าอย่างปลาบปลื้มในขณะที่คิณและกรต่างพากันหันหน้าไปมองทางอื่นพลางกลอกสายตาไปมา “โห่อะไรวะ ดาวห้าแฉก ไม่เห็นจะมีเอกลักษณ์เลย ดาวมันก็มีห้าแฉกอยู่แล้วปะ” กรบ่นออกมา “แต่กูไม่เคยได้ยินคำว่าห้าเกลอ ปกติมันมีแค่สามเกลอไม่ใช่เหรอ” ธิดาหัวเราะร่วนออกมาก่อนจะยกมือมาตบไหล่ผมแปะ ๆ “โคตรเนิร์ด แต่ได้ใจกู” หญิงสาวว่าก่อนจะยกนิ้วโป้งให้ผม ตอนนั้นผมเองก็ไม่เข้าใจนักทั้งยังตั้งตัวไม่ทันว่าชีวิตของผมต้องมาอยู่ท่ามกลางกลุ่มที่แทนตัวเองว่าดาวห้าแฉกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน รู้ตัวอีกทีผมก็ถูกพวกมันลากไปไหนมาไหนด้วยแทบทุกที่ ไม่เคยมีเวลาอยู่คนเดียวเลยแม้แต่ตอนที่เข้าห้องน้ำในมหาวิทยาลัยเองก็ตาม “มึงเข้าห้องน้ำนานจังวะ” กรเอ่ยถามเมื่อผมออกมาจากห้องน้ำเป็นคนสุดท้าย “ปวดขี้ พอใจยัง” ผมตอบกลับไปเพื่อตัดรำคาญก่อนจะเดินออกไป กรสูงกว่าผมเพียงเล็กน้อย จริง ๆ นะ ผมสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตรส่วนมันสูงหนึ่งร้อยแปดสิบ เซนติเมตร แต่พอมันใช้แขนกว้างโอบมาบนลาดไหล่ผมทีไร ทำไมผมถึงได้ตัวเล็กจึ๋งเดียวอย่างบอกไม่ถูก “กินอะไรกันดีวะ” กรเอ่ยถามเพื่อน ๆ อีกสามคนที่ยืนรออยู่ ก่อนที่ธิดาจะเสนอร้านอาหารแล้วโดยเสนอว่ากรจะเป็นคนขับไปที่ร้านอาหารเองเพราะเขารู้เส้นทาง ผมยังไม่เคยนั่งรถไอ้กรเลย แต่ผมรู้ว่าทั้งคิณ มิล และกรต่างมีรถเป็นของตัวเองเพราะที่บ้านมันเป็นคนมีฐานะพอสมควร ส่วนผมน่ะเหรอเอาเวลาไปอ่านหนังสือจนไม่มีเวลาไปเรียนขับรถอะไรหรอก จนขึ้นปีหนึ่งแล้วยังขับไม่เป็นแม้แต่มอเตอร์ไซค์ด้วยซ้ำ “ไอ้ต้นนั่งข้างไอ้กรนะ ช่วยมันดูแผนที่หน่อย กูจะงีบสักหน่อย” ธิดาว่าก่อนจะดันให้ผมไปข้างหน้าเพื่อขึ้นประตูข้างที่นั่งคนขับ ส่วนเธอก็เบียดตัวเข้าไปนั่งตรงกลางระหว่างมิลกับคิณ ถึงผมจะสูงกว่าธิดาแต่พูดได้เลยว่าขนาดตัวของเราก็พอ ๆ กัน ผมตัวเล็กที่สุดในบรรดาผู้ชายในกลุ่ม ส่วนธิดาก็เป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว บอกตามตรงว่าผมคิดว่าเธอเป็นทอม ถ้าไม่ติดว่าคิณบอกผมว่าเธอเป็นแฟนของพี่ชายมัน “ยืนบื้ออะไรขึ้นรถดิ” ผมหลุดออกจากภวังค์เมื่อกรที่นั่งอยู่บนเบาะคนขับเรียกผมให้ขึ้นไปนั่ง ผมโน้มศีรษะลงเล็กน้อยแล้วเข้าไปนั่งบนเบาะข้างคนขับก่อนจะปิดประตูลงเบา ๆ “เปิดพิกัดที่ธิดามันส่งมาในกลุ่มให้หน่อยดิ” “ไหนมึงบอกว่ามึงรู้ทางไง” ผมว่าในขณะที่มือก็เปิดหาตามที่มันบอกไปด้วย กรช้อนสายตากลับมามองผมพลางหรี่ตามองก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนผมต้องรีบเอนตัวหนีแทบ ไม่ทัน “มึงจับผิดกูเพื่อ หลงขึ้นมาธิดาบ่นหูชานะบอกเลย” “แล้วมึงเอาหน้ามาใกล้กูทำไม” “กัดกันอยู่นั่นจะได้กินไหมข้าว หรือพวกมึงสองคนจะไปกินกันเองก่อน” ทั้งผมและกรต่างหันขวับไปมองทางหญิงสาวที่นั่งกอดอกอยู่บนเบาะหลัง “พูดอะไรเนี่ยกูขนลุกหมดละ” กรว่าก่อนจะหันกลับไปจดจ้องอยู่ที่ถนนเบื้องหน้าแล้วขับออกไปจากลานจอดรถของคณะทันที “ก็แค่นี้” ธิดาว่าก่อนจะเอนศีรษะพิงกับพนักของเบาะหลังแล้วแอบงีบหลับหลังจากที่เรียนอย่างเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ผมทำเป็นก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือพลางใช้นิ้วไถหน้าจอไปเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ลืมที่จะช่วยกรมันดูทาง “เลี้ยวข้างหน้านี้” กรพยักหน้ารับก่อนจะเลี้ยงตามที่ ผมบอก ในที่สุดเราก็มาถึงร้านอาหารได้โดยสวัสดิภาพและไม่มีปากเสียงกันเลยสักนิด ทั้งหมดต่างพากันลงจากรถมีแค่ผมกับกรที่ยังอยู่ “ไอ้ต้น” “หา?” ผมเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายที่เรียกรั้งท้ายผมก่อนที่จะลงจากรถ “มึงชอบคนแบบไหนวะ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD