ผมยังรู้สึกช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกับว่าเมื่อกี้ ผมโดนดูดวิญญาณไปด้วยรสจูบอย่างนั้นแหละ เสาร์อาทิตย์นี้ผมไม่เป็นอันทำอะไรเอาแต่นั่งนิ่งอยู่ในห้องนอนของตัวเองจนพ่อกับแม่ต้องมาเรียกลงไปกินข้าว
“เป็นอะไรหรือเปล่าช่วงนี้จิตใจเหมือนไม่อยู่กับเนื้อกับตัว” พ่อเอ่ยถามผมขณะที่ผมตักข้าวต้มเข้าปากพลางสายตายังคงเลื่อนลอยมองไปข้างหน้าอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย
“ต้น”
“ครับแม่” เสียงของแม่ปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์จนต้องหันไปมองท่านทั้งสองที่จับจ้องมาทางผมด้วยสีหน้าแปลกใจ
“ช่วงนี้เรียนหนักเหรอลูก” ผมส่ายหน้าระรัว
“เรียนมหา’ลัยแล้วนะ จะมาเรียนไปเล่นไปเหมือนแต่ก่อนไม่ได้แล้วนะลูก” แม่เอ่ยเตือน ผมเลยทำเพียงแค่พยักหน้ารับก่อนจะก้มหน้ากินข้าวต้มอยู่เงียบ ๆ แล้วเอาจานไปล้างให้สะอาด ผมแอบชำเลืองมองพ่อกับแม่ที่นั่งดูโทรทัศน์ด้วยกันบนโซฟาก่อนตัวเองจะเดินไปที่บันไดเพื่อที่จะเดินขึ้นห้อง
ก่อนทางขึ้นบันไดผมก็หยุดนิ่งแล้วเงยหน้าขึ้นไปมองรูปบนหิ้งนั้นด้วยดวงตาที่หมองหม่น รูปหน้าศพของยายตั้งข้างกับโกฐเก็บอัฐิยังคงทำให้ผมหวนนึกถึงยายอยู่เสมอ
ยายเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปีก่อน ก่อนที่ผมจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยและเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมไม่อยากที่จะเรียนหมอ เพราะขนาดพ่อผมเป็นหมอแท้ ๆ แม่ผมก็เป็นพยาบาล แต่พวกท่านก็อุทิศชีวิตให้กับคนไข้หมดแล้วจนมีแต่ผมและยายที่ต้องอยู่กันตามลำพังตอนที่ยายป่วยจนยายตายก็มีแค่ผมที่ดูแลท่าน
บาดแผลที่ฝังลึกนี้ ยากจะสลัดออกไปจริง ๆ
ผมเดินขึ้นไปบนห้องแล้วเอาแต่นั่งนิ่งอยู่บนเตียงนอน มือเรียวค่อย ๆ ยกขึ้นมาประทับริมฝีปากของตัวเองแล้วนึกถึงสัมผัสของใครบางคนจนทำเอาผมแทบจะอยากลงไปชักดิ้นชักงอบนเตียง
ทำบ้าอะไรลงไปเนี่ย ผมควรจะผลักไอ้กรออกไปด้วยซ้ำ ไม่ใช่ยอมให้มันจูบแล้วดันมารู้สึกดีอีกต่างหาก
...
และแล้วก็เป็นวันที่ผมต้องมาเผชิญหน้ากลับไอ้กรอีกครั้งหลังจากคืนนั้น ผิดคาด มันทำเหมือนคืนนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยจนผมได้แต่แปลกใจเล็กน้อย
“เออมึงคืนนั้นกูเมามากเลย แล้วมึงกลับบ้านยังไงวะ” มันเอ่ยถามขึ้นขณะที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผมในห้องเรียน
“ก็มีแต่กูนี่แหละครับขับรถไปส่งพวกมึงทุกตัวเนี่ย เมาแอ๋กันหมดดีที่ไอ้ต้นกับไอ้คิณมันมีสติอยู่” ไอ้มิลบ่นเสียงดังลั่นระหว่างที่รออาจารย์มา ธิดาแทบจะสำนักไม่ทันแล้วหันไปขอบคุณเพื่อนสุดที่รักด้วยความซาบซึ้งใจ
“ขอบคุณที่ปากมึงแตะหญิงก่อนแตะเหล้านะเพื่อน กูถึงได้กลับบ้านโดยสวัสดิภาพ” ผมที่ฟังอยู่เงียบ ๆ พอพูดถึงเรื่องปากผมก็อดไม่ได้ที่ต้องมาคิดถึงเรื่องนั้นทุกที
“กูไม่ได้ทำอะไรแปลก ๆ ไปใช่ปะ กูจำไม่ได้เลย” ไอ้กรยกมือขึ้นมากุมขมับตัวเองพลางทำหน้าครุ่นคิด อีกใจหนึ่งผมก็รู้สึกดีใจที่มันลืม ๆ ไปเรื่องที่มันจูบผมไปซะ ถึงแม้จะอีกใจหนึ่งจะรู้สึกเสียดายก็ตาม
“มึงลากไอ้ต้นไปเต้นไง” ไอ้คิณว่า
“จริงดิ แล้วไอ้ต้นเต้นปะ กูอดเห็นสกิลเท้าไฟของไอ้ต้นเลยอะ” ธิดาแสดงสีหน้าเขินอาย
“กูทำงั้นจริงเหรอวะต้น” ผมพยักหน้ารับ ถ้ามันจำไม่ได้แม้แต่ตอนที่ลากผมไปเต้นก็แสดงว่ามันจำเรื่องที่เราจูบกันไม่ได้ด้วยซ้ำ ก็ดีเหมือนกัน ถ้าเกิดว่ามันจำได้จะกลายเป็นว่าอึดอัดใจกันทั้งคู่ไปเปล่า ๆ “โธ่ กูขอโทษนะไอ้เพื่อนรัก”
คำว่าเพื่อนรักเข้ามาฝังอยู่ในสมองของผมดังจึก แถมยังเหมือนมีเข็มด้ามเล็ก ๆ มาจิ้มที่หัวใจจนคันยุบยิบชอบกล
“เออ อย่าเมาอีกนะมึงอะ”
นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมรู้ว่าตัวเองนั้นคิดไม่ซื่อกับเพื่อนสนิทของตัวเองอย่างไอ้ภากร ที่แม่งไม่มีอะไรน่าพิศวาสเลยสักนิด ผมทำเหมือนเรื่องคืนนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเก็บความรู้สึกนี้ไว้กับตัวเองมานานเพราะกลัวว่าถ้าพูดออกไปแล้วทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมเพราะผมชอบที่มีมันอยู่แบบนี้มากกว่า
นี่ก็ผ่านมาเป็นเวลากว่าสามปีแล้ว ผมเรียนอยู่ชั้นปีที่สี่ และยังสนิทกับเพื่อนกลุ่มนี้เหมือนเดิม กับไอ้กรก็เหมือนกัน หรือจะเรียกได้ว่าสนิทกว่าเดิมด้วยซ้ำไป
เพราะจากเพื่อนเฉย ๆ ก็กลายมาเป็นเพื่อนสนิทโดยที่
ไม่รู้ตัว แถมกำแพงของคำว่าเพื่อนสนิทแม่งสูงเกินกว่าที่ผมจะข้ามไปด้วย ระหว่างที่ผมต้องจำใจอยู่เป็นเพื่อนสนิทของมันมาสามปี ผมก็พยายามที่จะตัดใจในทุกวันแต่ก็มุกเดิม ๆ พอมันเข้ามาใกล้ทีไรจิตใจผมมันก็เตลิดไปหมด
แค่มันมาทำดีด้วย ผมก็ยอมกลับไปอยู่ที่เดิม
มีช่วงหนึ่งที่มีรุ่นน้องมาจีบมันจนมันมันเริ่มห่างหายไปจากกลุ่มเพื่อน จะเรียกได้ว่านั่นเป็นช่วงแสนสาหัสมากสำหรับผม แต่เพียงไม่ถึงเดือนมันก็กลับมาเหมือนเดิมแล้วบอกว่าน้องยังไม่ใช่สำหรับมัน
สุดท้ายผมก็กลับมาดี๊ด๊าเหมือนเดิมเพราะไอ้กรก็ทำตัวติดผมเหมือนก่อนหน้านี้ที่มันไม่มีแฟน จะเรียกว่ายังไงดีนะ ผมเหมือนคนไม่ดีเลยที่ดีใจกับการเลิกราของคนอื่นแต่ช่วยไม่ได้
ผมรู้สึกไปแล้วนี่
“เอาน้ำอะไรวะ” ผมเดินเข้ามาหาไอ้คิณที่กำลังสั่งน้ำสองแก้ว แก้วหนึ่งสำหรับมันส่วนอีกแก้วของธิดา
“กูถามอะไรหน่อยดิ” ผมตัดสินใจเอ่ยถามอีกคนระหว่างที่รอคิวอยู่ “มึงสนิทกับธิดามาตั้งนาน มึงไม่รู้สึกอะไรกับมันเลยเหรอ”
หัวคิ้วมันกระตุกแล้วหันกลับมามองผมอย่างช้า ๆ “ถามแบบนี้มึงชอบธิดาเหรอ ไม่ได้เว้ยมันเป็นของพี่ชายกู”
“ไม่ใช่ กูแค่อยากรู้อะว่าพวกมึงเป็นผู้ชายผู้หญิงที่ตัวติดกันขนาดนั้นไม่หวั่นไหวบ้างเหรอวะ” ขนาดมันกับไอ้กรเป็นผู้ชายเหมือนกันแท้ ๆ ผมยังหวั่นไหวกับมันตั้งแต่วันแรกที่เจอเลย
“เอาตรงปะ กูไม่เคยมองธิดาในฐานะของผู้หญิงคนหนึ่ง กูมองว่ามันคือเพื่อน เหมือนที่มึงมองธิดามองกูอย่างนี้แหละ” มันพูดออกมาอย่างราบเรียบเหมือนว่าไม่ได้ใส่ใจอะไรก่อนจะรับแก้วน้ำมาจากแม่ค้าแล้วจ่ายเงิน “อีกอย่างนะ กูชอบรุ่นน้องคนหนึ่งอยู่อะ กูให้เขาทั้งใจแล้วไม่มีที่ว่างให้คนอื่นหรอก”
มันยักคิ้วให้ผมพลางเดินยิ้มไปอย่างกับคนบ้า ผมได้แต่มองตามแล้วกะพริบตาปริบ ๆ เพื่อนกูแต่ละคนก็นะ เฮ้อ
“แว่น เอาอะไรไหมลูก”
“เอาโคล่าครับป้า” ผมยืนเหม่อมองป้าเทน้ำใส่ในแก้วก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่าย ผมละไม่เข้าใจตัวเองเลยจริง ๆ ทั้งที่ผมก็อุตส่าห์บอกตัวเองตั้งหลายครั้งแล้ว ว่าผมกับมันเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่ใจมันก็แย้งมาตลอดว่าเพื่อนอะไรจูบกัน ขับรถไปรับไปส่ง กินข้าวด้วยกันทุกสามมื้อ นอนกอดกัน เหลืออยู่อย่างเดียวคือเอากันแล้ว
“เอาโคล่าอีกแก้วครับป้า ผมจ่ายสองแก้วเลย” ยังไม่ทันได้สลัดความคิดบ้า ๆ ออกจากหัวไอ้กรก็เดินมายืนขนาบข้างพลางยื่นเงินไปให้ป้าแม่ค้าก่อนจะยืนล้วงกระเป๋าหันมามองผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“มึงมาจ่ายให้กูทำไมเนี่ย” ทำแบบนี้กูหวั่นไหวนะไอ้เหี้ย
“แค่มึงคนเดียวกูเลี้ยงได้น่า” มันพูดอย่างมาใส่ใจนัก แต่หัวใจผมวิ่งเตลิดออกไปจากร่างที่ยืนตัวแข็งทื่ออย่างกับไร้วิญญาณก่อนที่ผมจะเรียกสติตัวเองกลับมาอีกครั้ง
“เป็นไรกับกูฮะ ไปเลี้ยงเด็กมึงนู่น” ผมรับแก้วจากป้าแม่ค้ามาดูดแล้วเดินออกไป มันรีบคว้าแก้วแล้วเดินตามมาโอบไหล่ผมตามเดิม
“มึงยังไม่หายโกรธกูอีกเหรอ กูแค่หายไปส่งแพรที่บ้านจนไม่ได้ไปรับไปส่งมึงแค่สองสัปดาห์เอง” มันว่าเหมือนจะสำนึกผิดก่อนจะเอนศีรษะมาซบกับผมแล้วเบะปากงอแงเหมือนเด็ก นี่เป็นนิสัยที่ผมรำคาญที่สุดในโลกแต่ทำไงได้เพราะมันเป็นกรไงผมถึงได้รู้สึกว่ามันน่าเอ็นดู
“กูไม่ได้โกรธเว้ย”
“เนี่ยมึงโกรธกูชัด ๆ เลย” ผมรีบดันตัวมันให้ออกห่าง
“พี่คะ” เราสองคนหันไปตามเสียงเรียกของหญิงสาว เธอมองมาที่ผมก่อนจะหลบสายตาราวกับเขินอาย ผมไม่ค่อยคุ้นหน้าเธอเท่าไรจากที่เห็นเธอเป็นผู้หญิงหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง ผมยาวตรงสีน้ำตาล ดวงตากลมโตฉายแววไร้เดียงสา
“ครับ?” ผมตอบรับด้วยความสงสัย
“คือว่าหนูชื่อดารันนะคะ หนู... ขอเบอร์พี่ได้ไหมคะ” ผมขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจพลางเงยหน้าขึ้นไปมองไอ้กรที่ปล่อยมือออกจากไหล่ของผมแล้วสะกิดให้ผมไปกดเบอร์ให้น้องเขาด้วยสีหน้ากรุ้มกริ่ม
“เอ่อ ได้ครับ” ผมรับโทรศัพท์มือถือมาจากสาวรุ่นน้องก่อนจะกดเบอร์ตัวเองแล้วส่งให้ไป หรือว่านี่จะเป็นสิ่งที่พระเจ้าส่งมาให้เพื่อให้ผมตัดใจจากไอ้กรเพื่อเริ่มต้นใหม่สักทีวะ
“ขอบคุณนะคะพี่ต้น” เธอดูมีท่าทีดีใจเอามาก ๆ แต่ก็ถูกบังไว้ด้วยความเขินอาย
“รู้จักชื่อพี่ด้วยเหรอ” ผมเอ่ยถามหญิงสาว รู้สึกอึ้งนิดหน่อยที่มีคนรู้จักผมด้วยโดยเฉพาะคนที่มาจากต่างคณะด้วยแล้ว ไม่น่าจะรู้จักกันได้เลย
“ถ้าเขาไม่รู้จักมึงเขาจะมาขอเบอร์ไหม ต้นคิดต้องหัดคิดได้แล้วนะครับ” ไอ้กรกระซิบที่ข้างหูของผมเป็นการแซวก่อนจะหันไปยิ้มให้รุ่นน้องสาวจนตาหยี “เพื่อนพี่มันซื่อบื้อหน่อยนะครับน้องดารัน”
“ไม่เป็นไรค่ะ น่ารักดี หนูขอตัวก่อนนะคะ” เธอว่าก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้ผมยังยืนอึ้งอยู่จนไอ้กรกลับเข้ามาโอบไหล่ผมเหมือนเคยแล้วออกแรงดันให้ผมเดินกลับมายังโต๊ะที่มีกลุ่มเพื่อนนั่งกินข้าวกันอยู่
“หายไปไหนนานจังวะ” มิลเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าผมออก ไปซื้อน้ำหลังไอ้คิณแป๊บเดียวแต่ไอ้คิณมาถึงโต๊ะแล้วแต่ผมเพิ่งจะมาพร้อมกับไอ้กร
“กูให้พวกมึงทายว่าเมื่อกี้กูไปเจออะไรมา” กรว่าด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นยิ่งกว่าผมเสียอีก
“อะไรวะ” ธิดาเอ่ยถาม ความอยากรู้อยากเห็นที่เข้ากับไอ้กรมาที่สุดเห็นจะมีใครไม่ได้นอกจากธิดาเนี่ยแหละ
“มีรุ่นน้องมาจีบไอ้ต้นเว้ย น่ารักด้วยนะมึง” ทั้งกลุ่มต่างพากันร้องแซวด้วยความตื่นเต้นแล้วผมก็ตกเป็นหัวข้อสนทนาของกลุ่มในทันทีทั้งที่ผมเองยังไม่รู้เลยว่าน้องเขาจะมาจีบผมจริง ๆ หรือแค่มีธุระอะไรหรือเปล่ากันแน่