บทที่ 5 Move on

2014 Words
ตั้งแต่วันนั้นผมก็ได้ติดต่อกับดารันมากขึ้น ทั้งโทรคุยกันบ้างหรือไม่ก็ส่งข้อความคุยกันตลอดจนได้รู้ว่าน้องเขาอยู่ปีสอง คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยเดียวกันกับผม พอผมถามน้องเขาว่ารู้จักผมได้ยังไงน้องเขาก็จะชอบบ่ายเบี่ยงเสมอคงเป็นเพราะว่าความเขินอาย นิสัยเธอค่อนข้างจะน่ารัก เป็นเด็กผู้หญิงเรียบร้อยและอ่อนโยนมาก ๆ และที่บ้านก็มีชาติตระกูลค่อนข้างดี ผมคิดว่าตัวเองควรจะลองเปิดใจดูบ้างเพราะถ้าหากอยู่แบบนี้ต่อไปผมได้โสดยันเรียนจบแน่ ๆ “วันนี้ขากลับเราไปแวะกินร้านที่มึงเคยบอกดีปะ” กรเดินเข้ามาหาผมในขณะที่ผมกำลังก้มหน้าเล่นโทรศัพท์อยู่ ผมค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมามองมันก่อนจะกระชับสายกระเป๋าเป้ของตัวเองด้วยสายตาประหม่าเล็กน้อย “มึงกลับบ้านก่อนเลย วันนี้กูไม่ว่างว่ะ” คนได้ฟังถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย “ไปไหนวะ ปกติเห็นเลิกปุ๊บก็กลับพร้อมไอ้กรตลอดนี่” ธิดาเป็นคนเอ่ยถามขึ้นมาระหว่างที่พวกเรากำลังเดินตรงไปที่ลานจอดรถของคณะเพื่อเตรียมจะแยกย้ายกัน “กูมีนัดว่ะ” ผมตอบกลับก่อนสายตาจะหันไปเห็นน้องดารันที่ยืนรอผมอยู่ไม่ไกล ผมรีบโบกมือทักทายก่อนจะหันมาบอกเพื่อน ๆ เพื่อบอกลา “กูไปก่อนนะ” “โหยย เดี๋ยวนี้มีสาวมารอด้วยเว้ย” ไอ้มิลเอ่ยแซวก่อนจะตบไหล่ผมเบา ๆ ผมเงยหน้าขึ้นไปมองกรที่เอาแต่มองแล้วไม่พูดไม่จา “กูไปก่อนนะ มึงกลับบ้านดี ๆ ล่ะ” ผมว่าก่อนจะเดินออกไปจากกลุ่มเพื่อนแล้วเดินเข้ามาหาน้องดารันที่ยืนรออยู่ เธอยิ้มกว้างรับก่อนจะเริ่มเดินไปพร้อมกัน “พี่ต้นเรียนหนักไหมคะ” เธอกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม “ไม่เท่าไรหรอก เดี๋ยวสัปดาห์หน้าก็ต้องไปฝึกงานแล้ว มารอพี่นานหรือยังเนี่ยร้อนแย่เลย” ผมหันมามองหญิงสาวใบหน้าขาวมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาเล็กน้อย “หนูเพิ่งมาค่ะ พวกเราไปทานอะไรกันดีคะ” “แล้วแต่เธอเลย” ผมว่าเพราะผมเองก็ไม่รู้ว่าสาวรุ่นน้องมีความชอบแบบไหน ส่วนผมยังไงก็ได้ ดารันรีบเปิดโทรศัพท์ขึ้นมาดูก่อนจะเอื้อมโทรศัพท์มาให้ผมได้ดูด้วย “ร้านนี้เป็นยังไงบ้างคะ” “ดีนะครับ พวกเราไปกันเถอะ” ผมกล่าวยิ้ม ๆ แล้วก็หันไปโบกแท็กซี่ที่ขับผ่านมาพอดีพอรถจอดผมก็เปิดประตูเบาะหลังให้ดารันได้เข้าไปก่อนก่อนที่ผมจะเข้าไปนั่งตาม พวกเราไปร้านอาหารร้านนั้นแล้วนั่งทานอาหารกันไปพลางพูดคุยกันไปเรื่อย ๆ ผมรู้สึกว่าน้องก็เป็นคนที่คุยด้วยแล้วสนุกมาก พวกเราชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน แถมยังฟังเพลงคลาสสิกคล้าย ๆ กันอีก ถือว่าพวกเราเข้ากันได้ดีเลยทีเดียว นี่คงจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากกับการเดินออกมาแล้วเปิดใจสักที ... ทั้งสัปดาห์นั้นผมไม่ได้กลับกับไอ้กรเลยเพราะต้องไปส่งน้องดารันขึ้นรถกลับบ้านแล้วก็ไปไหนมาไหนกับน้องดารันบ่อยขึ้น เดี๋ยวก็ไปร้านหนังสือบ้าง ไปพิพิธภัณฑ์บ้าง หรือไม่ก็หาที่นั่งคุยกันตามคาเฟ พวกเรามีเรื่องให้พูดคุยกันอยู่เสมอจนเวลาที่อยู่กับน้องผมแทบจะเป็นอีกคนไปเลย วันนี้ก็เป็นอีกวันที่พอผมส่งน้องกลับบ้านแล้วผมก็ขึ้นรถโดยสารกลับบ้านตัวเองตามลำพัง ในช่วงแรกผมก็ไม่ค่อยชินนักที่ต้องกลับบ้านเพียงคนเดียวเพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมามีไอ้กรคอยไปรับไปส่งเสมอ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองค่อย ๆ ถอยห่างจากกรมาทีละนิด ทีละนิด จนบางทีผมอาจจะกลับไปคิดกับมันได้แค่เพื่อนได้ใน สักวัน “ไอ้กร?” สองเท้าของผมที่กำลังเดินมาที่หน้าบ้านหยุดนิ่งลงแล้วมองรถยนต์คันหรูที่คุ้นตาด้วยสายตาเพ่งพินิจ รถของกรไม่ผิดแน่แล้วมาจอดที่หน้าบ้านผมได้ไง ผมรีบก้าวมาที่ประตูรั้วหน้าบ้านแล้วก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นไปอีกเมื่อเห็นว่าร่างสูงของมันกำลังนั่งกอดเข่าอยู่ที่หน้าประตู “มึงมานั่งทำอะไรตรงนี้” ใบหน้าหล่อของมันเงยหน้าขึ้นมาพลางมองผมด้วยดวงตาฉ่ำน้ำ ขอบตามันแดงระเรื่ออย่างกับกำลังกลั้นน้ำตาเอา ไว้จนผมตกตะลึง “มึงเป็นอะไรวะ” ยังไม่ทันที่ผมจะได้คำตอบ ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นแล้วโผเข้ามาดึงผมเข้าไปกอดแนบอกจนผมไม่ทันได้ตั้งตัว “กลับบ้านแล้วเหรอวะ” กลิ่นแอลกอฮอล์ฟุ้งเข้าจมูกจนผมต้องดันตัวมันออกจากผม “นี่มึงเมาเหรอวะ” ผมเอ่ยถามพลางยกมือขึ้นมาปิดจมูก นอกจากขอบตาของมันจะแดงก่ำแล้ว ใบหน้าของมันยังแดง ระเรื่อเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์อีกด้วย “ไปเข้าบ้านก่อน” ผมรีบเดินไปเปิดประตูรั้วเพื่อที่จะเข้าบ้านไอ้กรเดินไปเปิดประตูรถก่อนจะหยิบถุงอะไรบางอย่างที่ข้างในมีขวดเบียร์ สี่ห้าขวดออกมาจากเบาะหลังแล้วชูต่อหน้าผม “กินเป็นเพื่อนกูหน่อยดิ” ผมถอนหายใจยาวอย่างเอือมระอาแต่สุดท้ายก็ต้องพามันขึ้นมานั่งบนห้องนอนเพราะกลัวว่าพ่อกับแม่จะกลับมาเห็น ผมนั่งมองมันเปิดขวดเบียร์ขวดที่สามแล้วยกขึ้นกระดกเข้าปากอย่างไม่ยับยั้ง ของเหลวสีเหลืองอำพันไหลออกมาจากขอบปากที่ปิดไม่สนิทจนผมต้องยกมือขึ้นไปดึงขวดเบียร์ออกจากปากมันแล้วใช้หลังมือเช็ดให้เพราะทนเห็นสภาพมันไม่ไหว “มึงยังไม่บอกกูเลย มึงเมาแล้วขับมาหากูใช่ปะ” มันเบะปากราวกับเด็กน้อยก่อนจะหันมามองผมด้วยดวงตาวาววับจากม่านน้ำตา ตอนแรกก็ใจหายคิดว่าร้องไห้ที่ไหนได้แค่ตาเยิ้มเพราะเมาแค่นั้นอะ “กูอกหักอะ มึงปลอบกูหน่อยดิ” กรว่าเสียงสั่นเคล้ากับเสียงสะอื้นก่อนจะยกมือขึ้นมาปิดหน้า ไหล่กว้างของเพื่อนสนิทเริ่มสั่นเทาตามด้วยเสียงสะอื้นไห้เบา ๆ ในตอนนั้นเองที่ผมก็ตั้งตัวไม่ทันเหมือนกันว่าจะต้องปลอบมันยังไง ผมพอจะได้ยินว่าน้องแพรแฟนเก่าของไอ้กรมันเพิ่งเปิดตัวแฟนใหม่ไปหยก ๆ คงจะอกหักเพราะเรื่องนั้น “ไหนมึงบอกว่าน้องเขาไม่ใช่ไง แล้วมึงมาร้องไห้เสียดายน้องเขาทำไมวะ ในเมื่อมึงเป็นคนทิ้งน้องเขาเอง” มันไม่พูดอะไรเพียงแค่หันมาจ้องตาผมเขม็งราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง สงสัยคงจะด่าผมในใจที่ผมไม่เข้าใจความรู้สึกมันละมั้ง มันรีบคว้าขวดเบียร์ขึ้นไปกระดกต่อดังเอื๊อก ๆ อย่างกับจะแดกเอาตายอย่างไรอย่างนั้น ผมรีบดึงขวดเบียร์ออกมาจากปากของมันอีกครั้งก่อนที่มันจะเริ่มพูดออกมาทั้งที่ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา “กูชอบเขามาก กูชอบเขามากจริง ๆ นะเว้ย แต่เขาไม่เข้าใจเลยว่ะ เขาไม่เคยรู้ด้วยซ้ำอะ” ผมกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะก้มหน้าลง ประโยคที่เหมือนมีดคมเข้าแทงลึกกลางใจดำของผมจนพูดอะไรไม่ออก “มึงเข้าใจกูไหมวะต้น” “ทำไมกูจะไม่เข้าใจ” กูก็เป็นเหมือนกัน ประโยคหลังผมไม่กล้าที่จะเปล่งออกไปความรู้สึกอึดอัดเริ่มผุดขึ้นมาจนผมรู้สึกหายใจไม่ออกได้แต่กัดริมฝีปากอิ่มของตัวเองเอาไว้แน่นเพราะมันสั่นระริก ความเจ็บปวดตลอดสามปีที่ผ่านมาของผม คือการที่ผมแอบชอบเพื่อนสนิทของตัวเองแต่ไม่สามารถบอกใครได้เลย ได้แต่เก็บความรู้สึกนี้เอาไว้จนมันใกล้จะระเบิดออกมารอมร่อ มาวันนี้ผมต้องมานั่งฟังในพร่ำเพ้อถึงคนอื่นแถมสภาพก็อนาถเกินทน ยิ่งทำให้ผมเจ็บใจจนกลั่นออกมาเป็นคำพูดไม่ออกจนน้ำตามันต้องไหลรินออกมาแทน ผมยกขวดเบียร์ที่ดึงออกมาจากปากของกรขึ้นมาดื่ม ความขมบาดคอยังไม่รู้สึกเท่าความรู้สึกที่จุกอยู่ในอกเวลานี้ “ไอ้ต้น” กรเอื้อมมือมาจับที่ข้อมือผมเบา ๆ ก่อนจะออกแรงดึงให้ผมเลิกดื่มเบียร์ขวดนั้น ผมวางขวดเปล่าลงบนพื้นอย่างแรง ความร้อนวูบวาบเริ่มแล่นไปทั่วร่างกาย ผมรู้สึกเหมือนตัวเบาหวิวแปลก ๆ จนต้องหรี่ตามองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “มา กูแดกเป็นเพื่อนเอง เปิดอีกขวดดิ” ผมหันไปชี้เบียร์ขวดที่เหลือก่อนที่ได้กรมันจะเปิดให้แล้วส่งมาให้ผม ในคืนนี้ผมกับไอ้กรเลยนั่งดื่มกันจนหมด ร่างกายของผมมันเริ่มโงนเงนภาพตรงหน้าพร่าเบลอไปหมด ผมเลยลุกขึ้นมาหวังจะคลานขึ้นไปนอนบนเตียงเพราะในหัวมันหนักอึ้งจนแทบจะยกไม่ขึ้น “จะไปไหน” น้ำเสียงอ้อยอิ่งของอีกคนลุกขึ้นมาฉุดรั้งข้อมือของผมเอาไว้จนผมเซล้มหงายหลังลงไปบนเตียงนอน “โอ๊ย” ผมหลับตาปี๋เมื่อแผ่นหลังกระแทกกันบนฟูกนิ่ม ไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรจนคิดว่าตัวเองกำลังฝันไป เปลือกตาขาวค่อย ๆ เปิดขึ้นจนใบหน้าของอีกฝ่ายเด่น ชัดอยู่ตรงหน้า ภาพรอบข้างฟุ้งเบลอไปหมด นี่ผมกำลังฝันอยู่นี่เอง ผมยกมือขึ้นมาตบข้างแก้มของคนที่กำลังคร่อมอยู่บนตัวผมเบา ๆ ก่อนจะยกยิ้มกว้างอย่างพอใจ “ทำไมขนาดไหนฝันกูมึงยังหล่ออยู่เลยวะ น่าหมั่นไส้ฉิบหาย” ผมอดใจไม่ไหวต้องยกมือทั้งสองข้างบีบแก้มมันไปมาเพื่อใบหน้าของมันบิดเบี้ยวที่สุดก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน กรเบี่ยงหน้าหลบก่อนจะจับข้อมือของผมทั้งสองข้างเอาไว้ด้วยมือข้างเดียวก่อนจะกดลงบนเตียงนอน “พอใจมึงยัง” มันเอ่ยถาม “น่าหมั่นไส้ฉิบหาย มึงแม่ง ทำไมต้องเล่นกับหัวใจกูขนาดนี้วะ” ผมเริ่มพูดพร่ำออกมาอย่างไม่มีสติพูดพลางน้ำตาไหลไปพลางจนภาพตรงหน้าถูกบดบังไปด้วยม่านน้ำตา “กูอยากเกลียดมึงว่ะ” เพียงพูดจบริมฝีปากอิ่มก็ถูกจู่โจมจนผมต้องดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตกใจ คนบนร่างดูดดึงริมฝีปากอย่างดูดดื่มราวกับกำลังสูบเอาวิญญาณของผมให้ออกจากร่าง มือของผมที่ถูกตึงไว้เหนือหัวกำแน่น รสชาติขมร้อนของแอลกอฮอล์ยัง คงคลุ้งอยู่ในริมฝีปาก ไอ้กรขบกัดริมฝีปากของผมเบา ๆ ก่อนจะเอื้อมมือข้างหนึ่งมาถอดแว่นของผมออกจนภาพยิ่งมัวเบลอเข้าไปใหญ่ ผมจึงได้แค่หลับตาแล้วสัมผัสความรู้สึกวูบวาบนี้ เสียงหอบหายใจของไอ้กรยังคงดังและรินรดอยู่ที่บริเวณใบหูจนผมรู้สึกจั๊กจี้แปลก ๆ ถ้านี่เป็นความฝันจริง ๆ ก็คงเป็นฝันที่ผมไม่อยากตื่นขึ้น มาเลย
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD