“แม่ครับแม่ ดูสิ! มีเมืองด้วย” ดีนกระโดดขึ้นลงบนที่นั่งขณะมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน
“ใช่แล้วลูก นั่นคือเมืองที่ตากับยายอยู่ ชื่อว่าภูเก็ต” ฉันมองดูท่าทางตื่นเต้นของลูกชาย ขณะที่เขายิ้มให้ฉัน ดีนลักยิ้มทั้งสองข้าง ดวงตาสีเหลืองอำพันถูกปกปิดด้วยขนตาแพยาว ลอนผมสีน้ำตาลทองเปล่งประกาย ยามแสงแดดสาดส่อง
ดีนไม่มีอะไรเหมือนฉันที่เป็นแม่เลยสักนิด เขาหน้าตาถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อทุกอย่าง และนี่คือสิ่งที่ฉันวิตกกังวลมาตลอดตั้งแต่นั่งเครื่องกลับมา
ผู้ชายคนนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีลูกชาย และนี่คือสถานที่แห่งเดียวที่ฉันสาบานกับตัวเองไว้เลยว่าหากไม่มีเหตุฉุกเฉินจะไม่กลับมาเหยียบอีก ทว่าตอนนี้ฉันไม่มีทางเลือกมากหนัก เมื่อพ่อของฉันล้มป่วย และแม่ของฉันก็ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ทำให้ฉันต้องยื่นใบลาออกจากสำนักงานกฎหมายที่เคยทำงานมาตลอดสี่ปีเพื่อกลับมาดูแลพ่อกับแม่ ทว่าในตอนนี้ฉันรู้หายใจไม่เต็มอิ่ม ยิ่งเครื่องใกล้ลงจอดฉันยิ่งแพนิคมากขึ้น
“แม่ครับ ผมจะมองเห็นบ้านคุณยายจากที่นี่ไหม”ดีนถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา ด้วยวัยห้าขวบ เขาค่อนข้างอยากรู้อยากเห็นและฉลาดกว่าเด็กวัยเดียวกันมาก
“มองไม่เห็นจ้ะ บ้านของยายหลังเล็กมากมองจากบนฟ้าไม่เห็นครับ”ฉันลูบเส้นผมของดีนด้วยความเอ็นดูกับคำถาม
“แม่คิดว่าลูกควรนั่งให้เรียบร้อยแล้วคาดเข็มขัดด้วยอีกไม่นานเครื่องก็จะลงจอด”ฉันบอกดีนพลางคาดเข็มขัดให้ลูกชาย
เมื่อเครื่องลงจอดเรียบร้อบและรับกระเป๋าเสร็จ ฉันเรียกแท็กซี่ไปส่งที่บ้าน พวกท่านดีใจมาก ที่ฉันตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่บ้านถาวร พ่อกับแม่รักและหลงดีนมากบ่นอยากเจอหน้าทุกวัน ปกติท่านทั้งสองจะเดินทางไปเยี่ยมฉันกับดีนที่เชียงใหม่ ประจำเสมอ บางก็สองเดือนครั้ง สามเดือนครั้ง หากมีเวลาว่าง ในทางกลับกันฉันไม่เคยกลับมาเยี่ยมพวกท่านเลยสักครั้ง
ครั้งสุดท้ายที่ฉันอยู่บ้านคือ วันเกิดอายุครบ 24 ปี ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงหน้าบ้าน คนขับช่วยยกกระเป๋าวางไว้หน้าบ้านในระหว่างนั้นฉันบอกให้ดีนกดกริ่งประตู
สักพักแม่ของฉันเปิดประตูออกมา ดีนกระโดดเข้ากอดคนตรงหน้าแล้วเรียกเสียงดังลั่น
“คุณย่า”
วงแขนเรียวกอดรับร่างหลานชายตัวน้อยพลางสิ่งยิ้มให้กับลูกสาว
“หลานรักของยาย คิดถึงที่สุดเลย"
“คืนนี้ดีนนอนกับแม่ก่อนนะ พรุ่งนี้รถขนของน่าจะมีถึง แม่จะได้จัดห้องนอนให้ลูก ที่ห้องเก่าของแม่” ฉันพูดกับดีนขณะอุ้มเขาเข้าไปในบ้านและพาไปยังห้องนอน ดีนพยักหน้า ทว่าอยู่ๆ ก็ขมวดคิ้วราวกับมีคำถามบางอย่างที่อยากจะถามออกมา
“เป็นอะไรลูก” ฉันถาม
“แม่ครับ พ่อของผมอยู่ที่นี่ใช่ไหมครับ” คำถามของดีนทำให้ฉันหยุดชะงักไปชั่วขณะ ฉันไม่รู้ว่าจะตอบลูกชายว่าอย่างไรดี
“อือ ใช่ พ่อของลูกอยู่ที่นี่”ฉันตอบไปตามความจริง
“หมายความว่าผมจะได้เจอพ่อใช่มั้ยครับ พ่อของเรจจี้เดินทางไปทำงาน ไม่นานก็กลับมาบ้าน ทำไมพ่อของผมถึงไม่กลับมาเลยครับ”แววตาของดีนเศร้าลงเมื่อเอ่ยถามถึงพ่อ เมื่อเห็นสีหน้าของลูกชายที่โหยหาความรักจากพ่อ ฉันใจสลาย เจ็บปวดหัวใจเหลือเกิน ฉันไม่รู้ว่าดีนคิดเรื่องนี้พ่อของเขามานานแค่ไหนแล้ว
“ดีนครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้เราค่อยคุยกันเรื่องพ่อนะ” ฉันจำเป็นต้องยื้อเวลาให้ตัวเองเพื่อคิดถึงสิ่งที่จะพูดกับลูกชาย ตอนแรกฉันจะบอกกับดีนว่า พ่อของเขาเสียชีวิตแล้ว แต่ฉันก็ไม่สามารถบอกแบนั้นเลย เลยอยากบอกเขาว่าพ่อของเขาทำงานที่ต่างจังหวัดและเขาไม่มีเวลามาหา แต่พ่อรักดีนมาก ครั้งนึงฉันเคยไปซื้อของขวัญให้ดีนและแกล้งทำเป็นว่าของขวัญมาจากพ่อ และดีนขอร้องให้ฉันโทรหาพ่อของเขาเพื่อขอบคุณสำหรับของขวัญ ฉันมักจะบอกเสมอว่าเขาที่ทำงานของพ่อไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ทำได้แค่ติดต่อทางจดหมายเท่านั้น หรือรอพ่อกลับมา
"ครับแม่" เด็กชายถอนหายใจ ก่อนจะอ้าปากหาวด้วยความง่วงนอนตามด้วยดวงตาคู่กลมที่เริ่มปิดลง ฉันจูบหน้าผากลูกชายนั่งเฝ้าจนแน่ใจว่าหลับสนิม จากนั้นก็เดินเข้าห้องน้ำเพื่ทำธุระส่วนตัว
ฉันไม่สามารถหนีความจริงได้ได้อีกต่อไป ฉันต้องหาทางรวบรวมความกล้าเพื่อบอกเอเธนส์ ว่าดีนคือชายของเขาที่เกิดขึ้นหลังจากในค่ำคืนนั้น ฉันเพียงแค่อยากให้ดีนมีพ่อเหมือนคนอื่นๆ และหวังว่าเอเธนส์จะยอมรับว่าดีนคือลูกและช่วยกันทำหน้าที่พ่อแม่เพื่อให้ดีนไม่ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใด ฉันคิดไม่ออกเลยว่า เขาจะทำยังไงถ้าหากรู้ว่าตนเองมีลูกชาย
ฉันปิดฝักบัวเพื่ออาบน้ำให้หายเหนื่อยล้าหลังจากเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย ทว่าตอนนี้ยังไม่ค่ำมากนักทำให้ฉันนอนไม่หลับแม้ว่าจะเหนื่อยกับการเดินทาง ฉันมองดูเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกห้องน้ำแบบเต็มตัว พลางนึงย้อนกลับไปในวัย 24 ปี นึกถึงครั้งแรกที่ได้พบกับเอเธนส์...