บทนำ

1459 Words
สายตานับร้อยคู่จับจ้องไปยังหญิงสาวชุดเดรสสีขาวที่กำลังเดินลากกระเป๋าออกมาจากทางเดินผู้โดยสาร ความสวยของเธอเด่นเป็นสง่าสะกดทุกสายตาที่ได้เผลอมอง พรึบ!! “เอ่อขอโทษค่ะ” หญิงสาวในชุดเดรสสีขาวเอ่ยขอโทษร่างสูงด้วยความรีบร้อนแม้แต่หน้าของเขาเธอก็ไม่ได้เงยขึ้นมอง เพราะมัวแต่สนใจสิ่งที่อยู่ในโทรศัพท์จนลืมดูทางทำให้เดินชนเขาเข้า “ไม่เป็นไรครับ” พอรู้ว่าเขาไม่ได้ติดใจอะไร เธอจึงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินออกมา “คุณหิรัญยิ้มทำไมครับ” ลูกน้องที่เห็นว่าหิรัญยังคงยิ้มอยู่ทั้งๆ ที่เธอคนนั้นก็เดินจากไปแล้วจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “สวยจริงๆ” “ให้ผมไปฉุดเธอมาเลยไหมครับ” “ไม่ต้อง!! คนนี้กูชอบจริง กูอยากจะทำความรู้จักกับเธอ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป” เป็นครั้งแรกที่เคนได้ยินคำพูดดีๆ แบบนี้ออกมาจากปากของผู้เป็นนายเพราะปกติแล้วถ้าเกิดหิรัญต้องการผู้หญิงคนไหนแล้วเขาก็ต้องได้ไม่ว่าเธอคนนั้นจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็พร้อมจะพลีกายถวายตัวให้เขาทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครไม่ยอมหรอก “ครับ” “สักวันฉันจะต้องได้เจอเธออีกแน่” เขาเชื่อในสัญชาตญาณของเขาที่มันกำลังบอกว่าอีกไม่นานเขาจะต้องได้เจอเธอในเร็วๆ นี้แน่นอน Rrr Rrr เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้นัยน์ตาคมกริบละสายตาจากแผ่นหลังเล็กที่เดินหายไปในฝูงชนมามองโทรศัพท์แทน ดาริน>> “เฮีย…ฮื้อๆ รินไม่อยากอยู่แล้ว รินไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้แล้ว” ยังไม่ทันจะได้อ้าปากพูดอะไรเสียงจากปลายสายก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน “รินเกิดอะไรขึ้น มันเกิดอะไรขึ้น ใจเย็นๆ นะ รินอยู่ที่บ้านใช่ไหมเฮียจะรีบกลับไป” หิรัญกำโทรศัพท์ไว้แน่นจนมือสั่นเขาภาวนาให้ดารินอย่าทำอะไรสิ้นคิดเลย ดาริน>> “รินรักเฮียนะ รินขอโทษ” ติ๊ง!! “ไม่ๆ ริน รินอย่าทำอะไรที่มันสิ้นคิดนะริน ริน!!!” ถึงปลายสายจะวางไปแล้วแต่หิรัญก็ยังตะโกนบอกเธอจนคนทั้งสนามบินหันมามอง เขาไม่รู้เลยว่าหนึ่งอาทิตย์ที่เขาไม่อยู่มีอะไรเกิดขึ้นกับน้องสาวของเขาบ้าง “เกิดอะไรขึ้นครับนาย” “รีบกลับบ้าน” หิรัญเร่งฝีเท้าไปยังรถที่จอดรออยู่ก่อนหน้า ตลอดทางที่นั่งรถมาเขากระวนกระวายจนทำตัวไม่ถูกโทรกลับหาเธอเป็นร้อยๆ สายก็ไม่มีใครรับ เขาโทรหาคนใช้ที่บ้านถึงรู้ว่าดารินไม่ได้กลับมาบ้านเป็นอาทิตย์แล้ว เขาโทษตัวเองสารพัดที่ไม่มีเวลาดูแลเธอให้ดีกว่านี้ ตลอดเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่เขาไปช่วยงานผู้เป็นพ่อเขาก็แทบไม่ได้โทรหาเธอเลย “ผมพบพิกัดคุณรินแล้วครับ เธออยู่ที่คอนโด” “รีบไป” . . พอมาถึงที่คอนโดของดารินหิรัญก็ใช้คีย์การ์ดสำรองที่เขาทำเอาไว้เปิดเข้าไปทันที ในห้องมืดสนิทราวกับไม่มีคนอยู่ขายาวค่อยๆ ก้าวเดินผ่านห้องนั่งเล่นไปยังห้องนอน แต่ยังไม่ทันจะได้เปิดประตูกลิ่นคาวเลือดข้างในกลับลอยเข้ามาเตะจมูกของเขาจนคาวคลุ้ง “ริน!!!” ทันทีที่ประตูห้องถูกเปิดออกภาพที่อยู่ตรงหน้าทำเอาหิรัญถึงกับเข่าอ่อน น้องสาวอันเป็นที่รักเพียงหนึ่งเดียวของเขากึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ข้างเตียงขนาดใหญ่ รอบตัวของเธอเต็มไปด้วยเลือดที่แดงฉาน หิรัญเหลือบมองข้อมือและมีดคัสเตอร์ที่เธอกำอยู่ด้วยความเจ็บปวด เพราะอะไร เพราะอะไรถึงทำให้น้องสาวที่แสนจะร่าเริงของเขาคิดสั้นจบชีวิตตัวเองได้อย่างง่ายดายแบบนี้ “รินได้ยินพี่ไหม ริน!! รินฟื้นสิริน” หิรัญตั้งสติก่อนจะอุ้มร่างบางของดารินขึ้นมาจากพื้น เขาต้องรีบพาเธอไปหาหมอในหัวของหิรัญคิดแค่ว่าต้องพาเธอไปหาหมอให้ได้ “คุณรัญเกิดอะไรขึ้นครับ” หิรัญไม่ได้ตอบคำถามอะไรลูกน้อง เขาอุ้มดารินมาที่รถด้วยความทุลักทุเลถึงในใจจะรู้ว่าเธอไม่มีลมหายใจแล้วก็เถอะ….. หนึ่งสัปดาห์ต่อมา มวลน้ำใสๆ ไหลอาบแก้มเนียนทั้งสองข้าง ย่าผู้เป็นที่รักเพียงหนึ่งเดียวของเธอได้จากไปโดยไม่มีวันหวนกลับ วันนี้เป็นวันที่เธอจะกลับอังกฤษเธอจึงตั้งใจจะมาลาคุณย่าเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนไป พอพิธีการทางศาสนาทุกอย่างจบลงมันก็คงไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะต้องอยู่ที่ไทยต่อ พ่อและแม่ของเธอก็ไม่ได้ต้องการเธอเลยสักนิด “คุณย่าหลับให้สบายนะคะ จากนี้ไปไม่ต้องกังวลกับมิตาแล้วนะ มิตาโตแล้ว มิตาดูแลตัวเองได้” เธอนั่งพร่ำบอกย่าของเธอมา2ชั่วโมงแล้ว หากนั่งอยู่ต่ออีกชั่วโมงเธอคงตกเครื่องแน่ๆ “มิตาจะไปแล้วนะคะ” มือเล็กยกขึ้นเช็ดน้ำตาที่แก้มทั้งสองข้างออกอย่างลวกๆ ก่อนจะเดินออกมาจากสุสาน แต่ยังเดินไม่ถึงไหนอยู่ๆ เธอกลับรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังเดินตามจนต้องหยุดหันไปมองดูรอบๆ “สงสัยคิดมากไปเอง” ขาเรียวก้าวเดินต่อแต่ก็มีมือปริศนาของใครบางคนใช้ผ้าปิดจมูกเธอพร้อมล็อกตัวเธอไม่ให้ดิ้นหลุด รมิตาตกใจจนตัวสั่นเธอไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร ร่างเล็กพยายามดีดดิ้นไปมาแต่ก็สู้แรงของคนที่อยู่ข้างหลังไม่ไหวภาพที่อยู่ตรงหน้าเริ่มเบลอและเลือนลางจนในที่สุดตาทั้งสองข้างของเธอก็ปิดลงอย่างสนิท เธอได้สติกลับมาก็พบว่าที่หัวตัวเองมีถุงดำคลุมเอาไว้ ดวงตาคู่สวยค่อยๆ หลับลงอีกครั้งตอนนี้เธอกลัวจนควบคุมสติไม่อยู่ จะอ้าปากร้องก็ไม่ได้เพราะโดนเทปกาวปิดเอาไว้ มือและเท้าก็โดนเขามัดเอาไว้เช่นกัน แกร๊ก!! เสียงเปิดประตูดังขึ้นก่อนที่จะได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ นับหลายคู่เดินมาหยุดอยู่ที่ปลายเตียง และนั่นยิ่งทำให้สติสตังของรมิตากระเจิดกระเจิงไปหมด ไม่นานมือหนาที่เย็นเฉียบก็วางลงที่ต้นขาของเธอ “เชี่ย โคตรขาว โคตรเนียน” “อื้อ อื้อ อืม” เธอพยายามขยับตัวหนีจากสัมผัสอันน่าขยะแขยงนี้โดยการตะเกียกตะกายตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งถอยหนีจนชิดหัวเตียง แต่ยังไม่ทันจะได้ตั้งตัวมือหนาของใครบางคนก็คว้าข้อเท้าของเธอดึงกลับลงมาที่เดิม “เปิดถุงที่คลุมหัวออกดิ” เสียงของใครบางคนเอ่ยสั่งเพื่อน ก่อนถุงคลุมสีดำที่อยู่บนหัวรมิตาจะถูกดึงออก “โห่!!! โคตรสวย” ดวงตากลมโตเบิกกว้างมองผู้ชายทั้งห้าคนที่กำลังรุมล้อมเธอบนเตียงด้วยความตกใจ แต่คนที่เด่นเป็นสง่าที่สุดกลับเป็นชายร่างสูงที่ยืนอยู่ปลายเตียง รมิตาคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเห็นเขาที่ไหนสักที่แต่ก็นึกไม่ออกแต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่เธอต้องคิด ตอนนี้เธอควรคิดว่าจะทำยังไงตัวเองถึงจะรอดจากเงื้อมมือของพวกเขาไปได้ต่างหาก “หึ คุ้นไหม จำห้องสวะนี่ได้หรือเปล่า” เขาเอ่ยถามเธอด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น นัยน์ตาคมกริบจ้องมองรมิตาราวกลับว่าต้องการจะฉีกร่างเธอให้ขาดเป็นชิ้นๆ ใบหน้าหวานทำได้เพียงส่ายไปมาแทนการตอบ เธอจะคุ้นได้ยังไงในเมื่อเธอพึ่งกลับมาไทยได้เพียงแค่อาทิตย์เดียวเท่านั้น แถมตลอดเวลาที่กลับมาก็วุ่นอยู่กับงานศพของผู้เป็นย่าไม่ได้ไปไหน ห้องนี้มันทั้งรกทั้งสกปรกราวกับรังหนูก็ไม่ปาน ไหนจะกลิ่นเหม็นสาปชวนอ้วกนี่อีก “ไม่น่าเชื่อเวลาเพียงแค่ไม่ถึงสองสัปดาห์จะทำให้เธอลืมทุกอย่างไปจนหมด….ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจะให้เพื่อนฉันทวนความจำให้เธอเอง…รมิตา”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD