“โอ๋ ๆ พี่สาวไม่ร้องนะ.. เดี๋ยวไม่สวยนะ”
คำพูดนั้นแม้ฟังแล้วอาจจะดูเรียบง่าย แต่เมื่อได้ออกมาจากปากของเด็กชายวัยเพียงแค่ห้าขวบ มันกลับให้เธอรู้สึกว่าคำพูดนี้ของเด็กน้อยนั้นช่างดูจริงใจเสียเหลือเกิน
เธอได้ยินแบบนั้นก็อดที่จะหัวเราะทั้งน้ำตาออกมาไม่ได้ จัสมินทรุดตัวลงกอดน้องชายเอาไว้แน่น จนเมื่อโชกุนนั้นทำท่าทางออกว่ากำลังหายใจไม่ออก หญิงสาวจึงได้คลายอ้อมกอดลงเล็กน้อย ก่อนที่สายตาของโชกุนจะเหลือบไปเห็นบาดแผลที่ปลายนิ้วของพี่สาว
“พี่สาวเลือดออก!”
โชกุนร้องเสียงดังด้วยความตกใจ และมันก็ดังมากพอที่จะทำให้ปาริกับทิมที่นั่งอยู่บนโซฟาตรงห้องนั่งเล่นกลางบ้านพากันวิ่งเข้ามาดู
“พี่จัสมิน!” ปาริร้องขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ น้ำตาเม็ดเล็กคลอเบ้าก่อนจะไหลออกมาทันทีที่เห็นเลือดซึมจากนิ้วพี่สาว
“ไม่ร้องนะปาริ พี่แค่มีดบาดไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย”
จัสมินที่เห็นท่าทางของน้องสาวก็อดที่จะขอบคุณและหัวเราชอบใจเสียไม่ได้ โชกุนเองก็ได้แต่ปรายตามองทุกคนที่กำลังร้องไห้ก็ทำหน้าฉงน
“ทำไมทุกคนร้องไห้ล่ะครับ”
เด็กชายยกมือเล็ก ๆ ขึ้นเช็ดน้ำตาให้พี่สาวอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เขาเช็ดจัสมินก่อนจะหันไปเช็ดให้ปาริ
“ไม่ร้องนะครับ.. พี่สาวไม่สวยแล้วจริง ๆ นะ ปาริอย่าร้อง หน้าเป็นผีหมดแล้วนะ”
“เธอสิผีโชกุน! เดี๋ยวปั๊ดเขกหัวแตกเลย”
“อ๊ะ! อ๊ะ! ถึงพี่จะรู้ว่าพูดเล่นกันแต่ก็ไม่ควรพูดจารุนแรงแบบนี้นะคะ”
ในตอนที่จัสมินปล่อยให้โชกุนปาดน้ำตาของเธอออกจนแห้งเหือด ในตอนนั้นหญิงสาวก็ยกปลายนิ้ว ไปเกลี่ยน้ำตาของทั้งคู่ออกอย่างเบามือก่อนที่เธอจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเตรียมที่จะทำอาหารต่อ
“เอาล่ะ! พี่ไม่เป็นอะไรแล้วพี่จะทำกับข้าวต่อนะ ทั้งสองคนออกไปนั่งเล่นที่ด้านนอกก่อนแล้วกัน”
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้หันกลับไปหันผักต่อ เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังขึ้นมาจากทางหน้าห้องครัวถี่ ๆ เด็ก ๆ ที่เหลือรีบวิ่งเข้ามาในครัวด้วยท่าทางตกอกตกใจ
“พี่จัสมิน! มือพี่เลือดออก!”
มินตราที่ได้ยินเสียงร้องของน้องชายก็รีบวิ่งลงมาจากชั้นสอง ก่อนที่จะเห็นว่าปลายนิ้วของพี่สาวนั้นมีเลือดเกาะอยู่
“ภูริไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลมาเร็ว!”
ก่อนที่เธอจะหันไปบอกกับน้องชายด้วยเสียงเข้ม ภูริเองที่เห็นดังนั้นก็รีบวิ่งออกไปทันที ก่อนที่มือเล็ก ๆ ของมินตราจะรีบคว้ามือนั้นเอาไว้
“พี่ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกนะมินตรา แค่มีดบาดนิดเดียวเอง”
“นิดเดียวก็ไม่ได้ค่ะ! คุณแม่สอนไว้ว่าถ้าได้แผลต้องรีบทำแผลจะได้ไม่อันตราย พี่จัสมินต้องทำด้วยนะคะ”
คำว่าคุณแม่ที่หลุดออกมาจากปากของมินตรานั้น ทำให้หัวใจของจัสมินบีบรัดอีกครั้ง เธอมองหน้าน้องสาววัย 13 ปีด้วยหัวใจที่เต้นรัว ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่เธอจะมีเวลามองหน้ามินตราได้ชัดขนาดนี้
“อื้อ.. ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนด้วยนะจ๊ะแม่พยาบาลน้อย”
หลังจากจบประโยคนั้นภูริก็เดินนำกล่องปฐมพยาบาลมายื่นให้พี่สาว มินตรารับมันเอาไว้ก่อนจะเริ่มทำแผลตามแบบที่แม่เคยสอน หลังจากฆ่าเชื้อและทายาเรียบร้อยแล้วหญิงสาวก็ค่อย ๆ นำเทปแปะแผลพันธุ์ที่ปลายนิ้วของจัสมินอย่างแผ่วเบา
“เสร็จแล้วค่ะ”
“ขอบคุณมากๆ เลยนะคะพยาบาลน้อยของพี่”
“ต่อไปนี้พี่จะจัสมินต้องระวังตัวให้มากกว่านี้นะคะ มีอะไรที่ทำไม่ทันพี่บอกพวกเราได้ พวกเราจะเป็นแขนเป็นขาให้พี่เอง”
จัสมินมองใบหน้าของน้องสาวคนโตอย่างเธอก่อนจะกวาดสายตามองน้อง ๆ ที่กำลังยืนมองพวกเธออยู่ช้า ๆ มือเรียว ขยับยกขึ้นไปวางบนศีรษะของมินตราก่อนจะยีผมเล่นเล็กน้อย
“พี่รู้แล้ว.. แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วจริง ๆ กับข้าวพี่ทำเองได้ อ่อ.. มินตราช่วยพี่ดูการบ้านของน้องให้หน่อยนะว่าทำกันเสร็จหมดหรือยัง”
“ได้ค่ะ” เธอตอบจัสมินอย่างมั่นใจก่อนจะรีบเก็บอุปกรณ์ทำแผลลงกล่อง
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ทุกคนหยุดชะงักทันทีที่ได้ยินเสียงเคาะประตูจากหน้าบ้าน โดยปกติแล้วในยามวิกาลเช่นนี้บ้านพักไม่มีใครเข้ามาเยี่ยมเยียนเลยสักครั้ง หรือถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ยามวิกาล แต่ที่บ้านพักแห่งนี้ก็แทบจะไม่มีใครแวะเวียนเข้ามาหาอยู่ดี
“หนูไปดูเองค่ะพี่จัสมิน”
เด็กสาววัยสิบสามปีพูดจบได้ลุกขึ้นหยิบกล่องปฐมพยาบาลกลับไปเก็บไว้ที่เดิม ก่อนจะเดินออกไปช้า ๆ เธอยืนอยู่หน้าประตูนั้นก่อนจะมองตาแมวออกไปด้านนอก
“มาหาใครคะ”
มินตราเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ หลังจากที่เธอส่งตาแมวออกไปแล้วมองไม่เห็นใบหน้าของคนที่อยู่ด้านนอก
“มาหาจัสมินครับ”
ทันทีที่เด็กสาวถามออกไปก็มีเสียงตอบกลับมาจากด้านนอกแทบจะทันที น้ำเสียงของเขาช่างดูคุ้นหูเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน แต่ก่อนที่เธอจะเอื้อมมือเปิดประตูก็ได้เอ่ยถามเขาอีกครั้ง
“คนที่มาชื่ออะไรคะ”
“มาร์คัส”
ทันทีที่เธอได้ยินชื่อของคนที่มาว่าเป็นใคร มินตราก็จำได้ดีเพราะเขาคือคนที่ช่วยจัดงานทุกอย่างของแม่รัตนาคนนั้น เด็กสาวรีบเดินไปเปิดประตูออก ก่อนจะเห็นสายตาคมกริบของเขาจ้องมองมาที่เธอด้วยท่าทางเป็นมิตร
“เอ่อ.. พี่ขอเข้าไปด้านในได้ไหม”
“อ่อ! คุณลุง.. เอ่อ.. เชิญเข้ามาข้างในก่อนค่ะ”
ทันทีที่สรรพนามของเขาเปลี่ยนไปมาคัสก็ได้แต่จ้องหน้าของเด็กสาวคนนี้นิ่ง ตั้งแต่เกิดมาเขาก็ยังไม่เคยเจอใครที่เรียกตัวเองว่าลุงมาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถแสดงความรู้สึกอะไรออกไปได้นอกจากฉีกยิ้มกว้างให้กับเด็กสาวตรงหน้า
“ขอบใจจ้ะ.. แต่ว่า รอบหน้าเรียกพี่ได้ไหม”
“คือว่า.. ให้หนูเรียกว่าคุณลุงต่อไปเถอะค่ะ เชิญค่ะ”