ถึงแม้จะไม่ถูกใจสักเท่าไหร่แต่สุดท้ายชายหนุ่มก็ยอมเดินเข้ามาด้านในก็จะนั่งลงที่โซฟาในห้องโถง เขากลัวสายตามองรอบบ้านอย่างพิจารณาเป็นครั้งแรก
ที่บ้านหลังนี้ค่อนข้างทรุดโทรมหลายจุด ไม่สิ! เรียกได้ว่าทรุดโทรมแทบทุกจุด ตัวบ้านทำจากบ้านไม้สองชั้นที่ค่อนข้างเก่าและซีด บางจุดมีรอยผุของไม้ ทำให้เขารู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยของเด็ก ๆ
“พี่สาวเธอไปไหน”
“พี่จัสมินกำลังทำกับข้าวอยู่ คุณลุงนั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ”
ถึงแม้ว่าชายหนุ่มจะรู้สึกขัดใจกับการเรียกคุณลุงของเธอ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ได้แต่พยักหน้าตอบรับอย่างว่าง่าย ก่อนที่สายตาจะมองไปเห็นร่องรอยแตกหักของไม้ตรงบันไดจึงได้เอ่ยขึ้น
“ทำไมถึงไม่ซ่อมแซมบันไดตรงนั้นล่ะ ไม้ผุไม่ใช่เหรอ”
ชายหนุ่มพูดขึ้นก่อนจะชี้นิ้วไปที่บันไดขั้นที่สี่ ที่เห็นได้ชัดเจนว่ามีร่องรอยการแตกหักและถูกใช่ไหมตอกไว้แบบขอไปทีหนึ่งจุด ก่อนที่มินตาจะมองตามเรียวนิ้วของเขาไปแล้วพูดขึ้นว่า
“ตรงนั้นคุณแม่เป็นคนซ่อมค่ะ แต่ว่าเงินซ่อมใหม่เลยพวกเราไม่มี”
“ไม่มี.. เงินที่จะเปลี่ยนแผ่นกระดานใหม่นี่ก็ไม่มีเหรอ”
หลังจากที่เขาพูดแบบนั้นมินตราก็ทำเพียงแค่ยิ้มให้เล็กน้อย ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปเปิดตู้เย็นข้าง ๆ ก่อนจะเดินกลับมาพร้อมกับแก้วน้ำเย็น ๆ ใบหนึ่ง
“น้ำค่ะ”
หลังจากที่เธอยื่นแก้วน้ำให้กับเขา ไม่นานจัสมินก็เดินออกมาจากในครัว หญิงสาวเดินถือหม้อใบใหญ่มายืนข้างโซฟา พร้อมกับกลิ่นหอมหอมของอาหารที่ลอยออกมาจากตามรอยแยกของฝาเล็กน้อย
“คุณมาร์คัส.. มาถึงนี่ มีธุระอะไรเร่งด่วนหรือเปล่าคะ”
เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างเป็นมิตร แต่เขากลับเอาแต่จดจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเธอ เพียงแค่ไม่ได้เจอกันไม่กี่วัน ชายหนุ่มก็รู้สึกได้เลยว่าใบหน้าของหญิงสาวนั้นอิดโรย จนแทบไม่เหลือเคล้าของความสดใสให้เห็น
“ไม่มีธุระอะไรเป็นพิเศษหรอกครับ ผมแค่บังเอิญผ่านทางมาแถวนี้ เลยคิดว่า.. เอ่อ.. อยากมาดูสักหน่อยว่าคุณเป็นยังไงบ้าง”
จัสมินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่หญิงสาวจะพยักหน้าช้า ๆ เป็นการตอบรับว่าเธอเข้าใจเหตุผลของเขาแล้ว
“งั้นเชิญนั่งเล่นตรงนี้ก่อนนะคะ ฉันกำลังทำกับข้าวพอดี ถ้าไม่รังเกียจมาทานข้าวกับพวกเราไหมคะ”
“ผมทานได้เหรอครับ.. ผมจะได้ทานฝีมือของจัสมินงั้นเหรอ”
ชายหนุ่มพูดขึ้นด้วยท่าทางตื่นเต้น ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างราวกับเด็กหนุ่มอารมณ์ดี ทั้งที่อายุอารามของเขาก็ปาไปเกือบจะ 35 ปีแล้ว
“ก็.. ฉันไม่ถนัดทำกับข้าว แต่ถ้าคุณคิดว่าทานได้ก็ยินดีค่ะ”
“งั้นมื้อนี้ผมขอฝากท้องไว้ด้วยอีกคนนะครับ”
หลังจากที่ชายหนุ่มพูดจบจัสมินก็พยักหน้าตอบรับช้า ๆ สองเท้าของหญิงสาวเดินนำหม้ออาหารนั้นไปวางไว้ในห้องทานข้าวที่อยู่ถัดไป
“เด็ก ๆ ตั้งโต๊ะเร็ว”
หลังจากที่เธอวางหม้อใบนั้นลงแล้ว ก็ได้ตะโกนเรียกเด็ก ๆ ที่อยู่ตามห้องต่าง ๆ เพียงแค่พริบตาเดียวเด็กทั้งแปดคนก็มารวมตัวกัน พวกเขาวิ่งวุ่นช่วยกันยกจานออกมาตั้งโต๊ะ จนเมื่อข้าวผัดไข่ แกงจืดเต้าหู้ หมูผัดขิง และไข่เจียวแบบเรียบง่ายถูกนำไปตั้งไว้บนโต๊ะ กลิ่นหอม ๆ ก็ลอยอบอวลขึ้นมาทันที
“คุณมาร์คัสเชิญค่ะ”
ชายหนุ่มได้ยินดังนั้น สองเท้าก็ก้าวเข้าไปในครัวอย่างว่าง่าย ก่อนที่เขาจะเดินไปนั่งข้าง ๆ จัสมินแล้วมองภาพตรงหน้า มาร์คัสที่เหลือบมองเด็ก ๆ ต่างช่วยเหลือกันทำให้เขารู้สึกอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อยจนอดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้
“ที่นี่อบอุ่นดีนะ เด็ก ๆ อยู่กันทั้งหมดกี่คนงั้นเหรอ”
“แปดค่ะ”
จัสมินที่กำลังตักข้าวใส่จานแจกจ่ายให้เด็ก ๆ หันมาตอบเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะยื่นจานข้าวใบหนึ่งให้กับเขา
“ทุกคนดูรักกันมากเลยนะ ผมไม่เคยเห็นครอบครัวที่ใหญ่ขนาดนี้แล้วรักกันขนาดนี้มาก่อนเลยจริง ๆ”
เขาพูดขึ้นแบบนั้นก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบจานข้าวสวยมาวางตรงหน้า
“ฉันไม่รู้ว่าที่บ้านของคุณมีกฎข้อห้ามระหว่างตอนกินข้าวอะไรหรือเปล่า.. แต่ขอบอกคุณเอาไว้ก่อนเลยว่ากฎของบ้านเรา ในตอนกินข้าวจะไม่พูดคุยกันนะคะ”
จัสมินนั่งลงก่อนจะหันไปพูดกับเขาราวกับกำลังจะบอกว่าให้เงียบเสียงลงอย่างไรอย่างนั้น อาริ ภูริ หันมามองจัสมินด้วยท่าทางแปลกใจ พวกเขาอยู่ที่นี่มาจนอายุสิบกว่าปี ไม่เคยได้ยินกฎข้อห้ามข้อนี้มาก่อนเลยสักนิด แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสองก็ไม่ยอมพูดอะไรออกมาเป็นการหักพี่สาว
และตลอดมื้ออาหารนั้นก็เหมือนจะเป็นไปตามที่จัสมินต้องการ เพราะนอกจากที่มามาร์คัสจะไม่ได้ถามหรือพูดอะไรออกมาแล้ว นอกจากตักข้าวเคี้ยวตุ้ย ๆ ราวกับว่าอาหารบนโต๊ะนั้นรสชาติราวกับโรงแรมห้าดาว
จนเมื่อผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง หลังจากที่เด็ก ๆ กินข้าวกันอิ่มแล้ว เธอก็สั่งให้พวกเขานั้นช่วยกันเก็บโต๊ะอาหาร ก่อนที่เธอจะพามาร์คัสให้ออกมานั่งที่โซฟากลางห้องโถงอีกครั้ง
“คุณคิดจะทำอะไรต่อจากนี้เหรอ”
“ตอนนี้ฉันยังคิดอะไรไม่ออกเลยค่ะ คิดว่าสองสามวันนี้จะจัดการทุกอย่างรวมถึงเอกสารที่ปกติแม่จะเป็นคนจัดการด้วย หลังจากนั้นค่อยดูอีกทีว่าชีวิตต้องเดินทางไหน”
“ผมพร้อมจะช่วยคุณเสมอ หากวันใดที่คุณต้องการความช่วยเหลือผมพร้อมยื่นมือเข้าไปช่วยตลอดเวลา”
เธอหันหน้ามองเขาด้วยสายตาที่บอกไม่ถูก บอกตามตรงว่าระหว่างเธอและเขาเป็นการรู้จักที่ฉาบฉวย แค่ลูกค้าในบาร์ และเธอก็ออกไปทานข้าวเป็นเพื่อนเขาแค่ครั้งเดียว แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเธอถึงรู้สึกเหมือนว่าผู้ชายคนนี้จงใจที่จะเข้าใกล้เธอทุกครั้ง
“ขอบคุณนะคะคุณมาร์คัส แต่ครั้งนี้ฉันขอจัดการทุกอย่างเองก่อนนะคะ”
“งั้นเหรอ.. เอาเป็นว่าถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือ ก็บอกผมได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”
“ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ”
ทันทีที่เธอมีคำถามออกไปแบบนั้นก็ทำให้ชายหนุ่มหันมามองเธอด้วยสายตาสงสัย เขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาของหญิงสาวราวกับว่ากำลังค้นหาความจริงอะไรบางอย่าง จัสมินเองก็จ้องมองใบหน้าของเขาราวกับว่ากำลังจับผิดอะไรบางอย่าง ก่อนที่ชายหนุ่มจะพยักหน้าช้า ๆ เป็นคำตอบ
“คุณตั้งใจเข้าหาฉันเพื่ออะไรกันแน่”