“คุณตั้งใจเข้าหาฉันเพื่ออะไรกันแน่”
คำถามของเธอเป็นเหมือนเข็มท่กำลังทิ่มเข้าไปในหัวใจของเขา ชายหนุ่มมองหน้าของจัสมินนิ่ง ๆ ราวกับเขากำลังพิจารณาว่าควรจะตอบเธอออกไปว่าอะไรดี เขารู้ตัวดีว่าตนเองกำลังเข้าหาผู้หญิงคนนี้เพราะอะไร แต่กลับไม่สามารถที่จะบอกเหตุผลที่แท้จริงออกไปได้ และชาตินี้ทั้งชาติเขาก็ไม่คิดที่จะบอกเหตุผลนี้กับเธอแม้สักนิด
“เพราะอะไรงั้นเหรอ.. นี่หมายความว่ายังไง จัสมิน.. คุณกำลังระแวงผมเหรอ”
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
แต่ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้เอ่ยตอบอะไรออกไป ที่ประตูด้านหน้าก็มีเสียงเคาะดังขึ้น เรียกให้ทุกสายตาในบ้านหันไปยังประตูหน้าบ้านบานนั้น
“ใครมาเวลานี้กัน..”
จัสมินพูดขึ้นพึมพำก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินไปเปิดประตูบานนั้นออก ทันทีที่ประตูไม้เก่า ๆ นั้นเปิดออก ก็พบกับชายหนุ่มใบหน่าหล่อเหลาที่ยืนถือข้าวของพะรุงพะรังยืนอยู่ เขาจำได้ดีว่าสองคนนี้คือลูกน้องของมาร์คัส
“มารับเจ้านายกลับบ้านเหรอคะ คุณมาร์คัสอยู่ด้านใน.. เดี๋ยวไปเรียกให้นะคะ “
เธอพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนที่ทำท่าจะปิดประตู แต่กลับรู้สึกได้เลยว่ามีใครบางคนเดินมายืนซ้อนอยู่ด้านหลัง
“ผมเป็นคนให้พวกเขามาเอง ขอให้เขาเข้ามาได้ไหม”
จัสมินรู้สึกสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงลมร้อน ๆ ที่กำลังเป่าลดใบหูของเธอจากด้านหลัง เมื่อรู้สึกว่าระยะห่างของเธอกับเขาเริ่มดีต่อใจ สองเท้าจึงก้าวออกห่างเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะพยักหน้าแล้วเบี่ยงตัวหลบให้ทั้งสองคนนั้นเข้ามาด้านใน
เฟิ่งและฟีนิกซ์เดินนำของที่เจ้านายสั่งให้ซื้อมาไปวางไว้บนโต๊ะกระจกกลางห้องโถง ก่อนที่เค้าจะสะบัดมือเล็กน้อยเพื่อคลายความปวดเมื่อยของเรียวนิ้วอย่างน่าสงสาร
“นี่มันคืออะไรคะ”
มาร์คัสเดินเข้ามาใกล้ ๆ แล้วก้มมองถุงพวกนั้นด้วยรอยยิ้มภูมิอกภูมิใจ
“ของเล่นน่ะครับ ของเล่นสำหรับเด็ก ๆ”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาดวงตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่รู้ว่าถุงพวกนั้นเป็นของแบรนด์ของเล่นดัง ๆ ในห้าง แต่ที่เธอไม่เข้าใจก็คือทำไมเขาถึงซื้อมาต่างหาก
“คุณ.. ซื้อมาให้พวกเขาเหรอคะ”
จัสมินถามออกไปอย่างตรงไปตรงมา ก่อนจะจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่ม
“ครับ”
เขาตอบออกมาเพียงสั้น ๆ ก่อนจะเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนพื้นพรมสีซีด แล้วเริ่มแกะถุงออกอย่างใจเย็น เสียงกระดาษกรอบแกรบที่เขาตั้งใจทำให้มันดัง ๆ เรียกความสนใจของเด็ก ๆ ที่นี่ได้เป็นอย่างมาก จากที่ตอนแรกพวกเขานั่นมีท่าทางเกร็ง ๆ ตอนนี้ก็เริ่มขยับตัวมาชะเง้อมองอย่างตื่นเต้น
“ให้ผมช่วยแกะไหมครับเฮีย”
ฟินิกซ์เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง เขาเห็นท่าทางของผู้เป็นเจ้านายแล้วก็รู้สึกประหลาดใจไม่ได้ เดิมที่ปกติแล้วมาร์คัสแทบจะไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองเลยซักอย่าง รอบตัวเขานอกจากลูกน้องมือซ้ายมือขวาอย่างเขากับเฟิ่งแล้ว ยังมีลูกน้องหัวกะทิอีกหลายร้อยคนที่ไว้ใจได้ ไม่เพียงเท่านั้นในกลุ่มลูกน้องหัวกะทิหนึ่งคน ยังมีเบ๊อีกหลายร้อยคนที่คอยช่วยเหลือ
“ก็แค่แกะถุงของเล่น.. มึงก็ยังจะแย่งกูทำเหรอ”
เขาตอบออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบอย่างไม่ได้สนใจเท่าไหร่ สุดท้ายเฟิ่งกับฟีนิกซ์ก็ทำได้แค่ยืนมองผู้เป็นเจ้านายอยู่ด้านข้างตาปริบ ๆ มองชายหนุ่มค่อย ๆ พิจารณาหยิบของเล่นที่พวกเขาเลือกซื้อเป็นอย่างดีออกจากถุงทีละชิ้น รถบังคับ ตุ๊กตาบลายด์ เลโก้ สมุดระบายสี และเครื่องบินบังคับลำเล็ก เมื่อเขานำทุกชิ้นออกมาวางล่อเหยื่อตัวน้อยแล้ว ก็เงยหน้าขึ้น เห็นดวงตากว่าสิบคู่ที่กำลังจ้องมองเขาอย่างคนที่อยากรู้อยากเห็น
“เฮ้อ~ ใครจะมาเลือกเป็นคนแรกน้า~”
ทันทีที่เขาพูดจบประโยค ก็มีเด็กชายตัวน้อยวัยห้าขวบที่เดินเข้าไปหา ก่อนจะหยุดอยู่ตรงหน้าแล้วชี้ไปที่เครื่องบินลำหนึ่ง
“ผม.. เล่นอันนั้นได้ไหม”
เขาเห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมไปหยิบเครื่องบินบังคับมายื่นให้
“ต้องได้อยู่แล้วสิ พี่! เอ่อ.. ลุงซื้อมาให้หนู ๆ ทุกคนเลย เล่นได้ตามที่ชอบเลยนะ”
พูดจบมือหนาก็ยื่นออกไปลูบศีรษะเด็กชายเบา ๆ แล้วส่งรอยยิ้มที่อบอุ่นไปให้เด็กน้อย จนแทบลืมไปแล้วว่านี่เป็นเพียงบทบาทคุณลุงใจดีที่เขาต้องเล่น
เด็กคนอื่น ๆ เมื่อเห็นแบบนั้นก็เริ่มอยากรู้อยากเห็น แต่ก็ยังไม่มีใครที่จะลุกขึ้นไปร่วมแจมเลยสักคน ก่อนที่ทิมจะเป็นคนทนไม่ไหวแล้วหันไปหาพี่สาว
“พี่จัสมินครับ.. พวกเราไปเล่นได้ไหม”
สิ้นเสียงของเด็กน้อย มาร์คัสเองก็หันไปมองหน้าของหญิงสาวที่นั่งอยู่บนโซฟานิ่ม จัสมินกวาดสายตามองเด็ก ๆ ก็เห็นได้ทันทีว่าสายตาของพวกเขานั้นหมายความว่าอะไร เธอหันไปมองหน้าของมาร์คัสอีกครั้ง ก็เห็นเพียงแค่เขาที่ส่งยิ้มมาให้เล็กน้อย ก่อนที่เธอจะหันไปมองที่เด็กน้อยอีกแปดคนก่อนจะพยักหน้า
“แล้วอย่าลืมขอบคุณลุงมาร์คัสด้วยนะ”
เมื่อพวกเขาได้รับคำอนุญาตต่างก็ยิ้มหน้าบานดีใจ ก่อนจะเดินมาล้อมวงนั่งเรียงกันรอบถุงของเล่น หญิงสาวเหลือบมองมาร์คัสเป็นระยะ ชายที่ตอนแรกเธอระแวงว่าเขาจะเป็นคนไม่ดี แต่ตอนนี้เขากลับกำลังหัวเราะอยู่ท่ามกลางเด็ก ๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อ
ในขณะที่เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังขึ้นเรื่อย ๆ โชกุนก็หยิบเครื่องบินบังคับขึ้นมาแล้วเดินกลับมาหาพี่สาว เด็กน้อยยื่นของเล่นลำนั้นให้ด้วยรอยยิ้มสดใส
“พี่สาว บินฟิ้ว ๆ”
“อื้อ.. บินฟิ้ว ๆ เลย ฟิ้ว~”
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เธอเผลอยิ้มออกมาจนหุบไม่อยู่ ภาพของเด็ก ๆ ที่กำลังหัวเราะร่า มันคือยาชั้นดีที่ช่วยเยียวยาหัวใจของจัสมินอีกครั้ง
“ขอบคุณมากเลยนะคะคุณมาร์คัส”
“เรื่องเล็กน้อย.. ไม่ต้องคิดมาก”
ผ่านไปนานนับครึ่งชั่วโมง ที่ในห้องโถงรับแขกนี้อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ที่ยังคงเล่นของเล่นกันอย่างสนุกสนาน ของเล่นที่พวกเขาเพิ่งได้มาเริ่มกระจายเต็มพื้น ทั้งตุ๊กตา รถบังคับ เครื่องบินบังคับ และอุปกรณ์ศิลปะหลากสีสันที่วางเรียงรายจนเต็มโต๊ะกลาง
มินตรานั่งขัดสมาธิอยู่หน้าขาตั้งวาดรูปไม้ ที่เฟิ่งตั้งให้พร้อมกล่องสีน้ำและพู่กันใหม่เอี่ยม เธอจ้องกระดาษขาวด้วยดวงตาเปล่งประกายแล้วเริ่มลงพู่กันอย่างตั้งใจ เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นเมื่อหยดสีแรกแตะลงบนกระดาษ
“สวยไหมคะพี่จัสมิน”
“สวยมาก ว้าว! มินตราของเรามีอารมณ์ศิลปะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”
“มินตราก็แค่หยดสีลงบนกระดาษเองนะครับพี่สาว พี่ก็ชมเกินไป”
ภูริที่นั่งอยู่เงียบ ๆ ที่มุมโซฟาเงยหน้าขึ้นมาพูดเสียงเรียบ ก่อนที่มือเล็กจะหันไปพลิกหน้าหนังสือเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ต่อ ดวงตาคมคู่นั้นเป็นประกายอย่างสนใจราวกับตั้งใจจะจดจำทุกตัวอักษร
“ขนาดแค่หยุดลงไปทีเดียวยังสวยขนาดนี้ ถ้ามินตราวาดเต็มแผ่นขึ้นมาจะสวยขนาดไหนหรือไม่จริงล่ะภูริ”