อาริที่นั่งอีกฝั่งเอ่ยขึ้น ก่อนจะหันไปมองน้องชายฝาแฝดที่กำลังนั่งทำหน้างอคอหักเป็นปลาทูแม่กลองอยู่ ก่อนที่เธอจะยิ้มหวานส่งไปให้แล้วก้มหน้าก้มตาเปิดหนังสือสอนห้าภาษาเล่มหนาเตอะที่ได้มาต่อ
จัสมินกวาดตามองเด็กเล็ก ๆ อย่างทิม ปาริ ทิวา มีนา และโชกุน ที่พากันวิ่งเล่นรอบห้องโถงรับแขกกับของเล่นชิ้นใหม่ด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะใส ๆ ดังแข่งกับเสียงเครื่องบินบังคับที่กำลังบินวนอยู่เหนือหัว เป็นภาพที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
ถึงแม้ว่าก่อนนี้ที่นี่จะไม่ได้ขัดสนอะไร แต่ก็เรียกได้ว่าค่าใช้จ่ายค่อนข้างหนัก ทำให้เรื่องของเล่นของใช้มักจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถซื้อได้ตามใจชอบ ของเล่นชิ้นล่าสุดที่ซื้อให้ก็เหมือนจะเป็นเมื่อหนึ่งปีก่อน พอได้เห็นรอยยิ้มของพวกเขาในตอนนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอเองก็มีความสุข
“พี่สาว บินฟิ้ว ๆ”
“บินฟิ้ว ๆ เลย แต่ว่า.. เอาไว้บินต่อพรุ่งนี้ได้ไหมคะ ตอนนี้ได้เวลาล้างหน้าแปรงฟันเข้านอนแล้วนะเด็ก ๆ”
เธอพูดขึ้นหลังจากที่เหลือบตาไปมองนาฬิกาติดผนังเรือนใหญ่ และก็เป็นเสียงโอดครวญดังขึ้นระงมอย่างที่เธอคิดไว้
“ถ้ายังไม่ไปล้างหน้าแปรงฟันเตรียมเข้านอน.. พี่สาวจะส่งของเล่นทั้งหมดคือคุณลุงดีไหมคะ”
ทันทีที่เผลอพูดคำนั้นก็เหมือนกับเป็นรีโมตกดสวิตช์ เด็ก ๆ ทุกคนลุกขึ้นยืนอย่างว่าง่าย ก่อนจะช่วยกันเก็บของเล่นใส่ตะกร้าที่ปาริไปเตรียมมามาร์คัสที่นั่งอยู่ได้ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนที่เขาจะหันมามองเธออีกครั้ง “ถ้าอย่างนั้นวันนี้ผมขอตัวกลับก่อนนะ.. ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะขอมาเยี่ยมหาเด็ก ๆ บ่อย ๆ คุณจะโอเคไหม”
“เอ่อ.. ค่ะ ถ้าคุณมาร์คัสไม่รังเกียจทางเราก็ยินดีต้อนรับค่ะ ขอบคุณสำหรับของเล่นของน้อง ๆ ในวันนี้ด้วยนะคะ”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจก่อนจะเดินตามมาร์คัส ที่เดินตามลูกน้องมือซ้ายมือขวาออกมาจนถึงหน้าบ้าน
“ส่งผมแค่ตรงนี้ก็พอ เดี๋ยวผมเดินไปที่รถเอง ตอนนี้ข้างนอกดึกแล้วเดี๋ยวคุณจะอันตราย”
“ค่ะ.. เดินทางปลอดภัยนะคะ”
ชายหนุ่มยิ้มให้เธออีกครั้งก่อนจะหันหลังเดินจากไป หญิงสาวมองแผ่นหลังของทั้งสามที่ค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืดจึงหมุนตัวกลับเข้าบ้าน
“เด็ก ๆ เก็บของเล่นให้เรียบร้อยนะคะ แล้วไปล้างหน้าแปรงฟันได้แล้ว”
หลังจากที่ของเล่นทั้งหมดถูกเก็บลงตะกร้าเรียบร้อยแล้ว มินตรา ปาริ และภูริได้ช่วยกันดูแลน้อง ๆ ให้เข้าไปในห้องน้ำทีละคน เสียงน้ำไหล ผสมเสียงหัวเราคิกคักดังอยู่พักใหญ่ ก่อนทุกอย่างจะค่อย ๆ เงียบลงในทันที
หลังจากที่เธอฝากฝังให้มินตราและเจ้าแฝดดูแลน้อง ๆ เสร็จแล้ว จัสมินได้เดินเข้าไปในห้องทำงานของแม่รัตนาช้า ๆ เธอกวาดสายตามองรอบห้องก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้หลังโต๊ะทำงาน
มือเรียวหยิบกองเอกสารที่เธอไม่เคยได้เข้ามายุ่ง มาเปิดดูทีละเล่ม ทีละหน้า แต่ดูเหมือนว่ายิ่งเธอเปิดดูมากเท่าไหร่ ความรู้สึกภาระที่หนักขึ้นก็มากขึ้นเท่านั้น
“เงินกู้.. เหรอ”
เธอมองเอกสารและบัญชีรายรับรายจ่ายก่อนจะขมวดคิ้ว เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าแม่รัตนาเพื่อต้องการให้ชีวิตของทุกคนดีขึ้น ท่านยอมที่จะไปกู้ธนาคาร ไม่เพียงเท่านั้นบ้านหลังนี้ก็ถูกนำไปจำนอง ยังไม่รวมหนี้สินที่ท่านไปกู้นอกระบบมาใช้จ่ายรายวันอีกด้วย เรียกง่าย ๆ ก็คือ เวลานี้ชีวิตของเธอนอกจากเด็กอีกแปดคนแล้ว เธอยังต้องรับภาระการใช้หนี้สินเพื่อที่จะมีที่ซุกหัวนอนอีกด้วย
“เงินมากมายขนาดนั้น.. กี่ชาติจะใช้หนี้หมดเนี่ย”
พูดจบเธอก็ถอนหายใจออกมาอย่างหนัก ก่อนจะปิดเอกสารทั้งหมดวางไว้ที่เดิม มือเล็กยกมาคลึงขมับเบา ๆ ก่อนที่เธอจะหลับตาพริ้มแล้วเอนกายทิ้งน้ำหนักลงบนเบาะ
“ใจเย็น ๆ นะ เจนิสตา ค่อย ๆ แก้ไปทีละจุด ตอนนี้ที่รีบที่สุดคือค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าหาร ค่าเทอมของน้อง ๆ หาเงินตรงนี้มาให้ได้ก่อน”
พูดจบหญิงสาวก็ลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินก้าวออกไปจากห้องทำงาน เมื่อแน่ใจว่าเด็ก ๆ เข้านอนหมดแล้ว จัสมินก็เดินเข้าไปในห้องที่มินตรากำลังจัดผ้าห่มให้โชกุน เมื่อเห็นดังนั้นจึงเดินเข้าไปสะกิดไหล่น้องสาวเบา ๆ
“มินตรา.. ดูน้อง ๆ ให้พี่ด้วยนะเดี๋ยวพี่รีบกลับมา”
มินตราหันมามองพี่สาวก่อนจะขมวดคิ้ว ถึงแม้เธอจะอายุเพียงแค่ 13 ปี แต่เธอก็พอรู้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้เป็นอย่างไร ถึงแม้ในใจของมินตราจะไม่อยากให้พี่สาวออกไปทำงานเสี่ยงอันตรายแบบนั้น แต่เธอก็รู้ว่าสถานะทางการเงินของที่บ้านตอนนี้เป็นอย่างไร สุดท้ายแล้วเธอก็ได้แต่พยักหน้าตอบรับ
“ค่ะ.. พี่จัสมินรีบกลับนะคะ”
จัสมินยิ้มบาง ๆ พร้อมทั้งยกมือขึ้นลูบศีรษะน้องเบา ๆ ก่อนที่จะหันหลังแล้วเดินออกจากห้องไปทั้งอย่างนั้น
สองเท้าก้าวเข้าไปในห้องนอนของตัวเอง ก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดกระโปรงสั้นรัดรูปกับเสื้อเกาะอกขนเฟอร์ สองมือเริ่มลงแปรงแต่งหน้าอย่างเร่งรีบ
“ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าเทอมน้อง อดทนไว้จัสมิน.. เธอทำได้!”