ชิงเหยาเดินทางกลับถึงจวนอ๋องก็เป็นเวลาเย็นย่ำ นางเพียงก้าวเข้าไปในเรือนยลจันทร์ก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศแปลกประหลาด บ่าวไพร่ในเรือนบางคนก็มองนางอย่างสาแก่ใจ ที่แท้แล้วมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกันนะ
พ่อบ้านหลี่ที่ยืนก้มหน้าอยู่หน้าเรือนนอนของนางก้าวเข้ามาหาด้วยความร้อนรน สีหน้าของเขาไม่ดีเป็นอย่างมาก พ่อบ้านหลี่ขวางทางนางไว้ไม่ให้เข้าไปในเรือน ชิงเหยายังคงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น นางมองหน้าพ่อบ้านหลี่อย่างต้องการคำตอบ
“ทูลพระชายา เมื่อบ่ายตอนที่ข้าน้อยและชายารองได้รับกุญแจคลังมาจากท่าน พวกข้าได้ไปตรวจดูห้องคลังเทียบกับสมุดบัญชีที่พระชายามอบให้แล้ว พบว่าไม่ตรงกัน เงินทองในห้องคลังร่อยหรอ หายไปเป็นจำนวนมากขอรับ”
อ้อ! ที่แท้ก็เรื่องนี้เอง ชิงเหยาพยักหน้าอย่างเข้าใจเหตุการณ์
“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านอ๋องอยู่ด้านในใช่รึไม่”
“ขอรับ”
ชิงเหยาพยักหน้าให้พ่อบ้านหลี่แล้วเดินเข้าไปในเรือนนอนของนางเอง รุ่ยอ๋องที่ได้ยินเสียงเปิดประตูก็เงยหน้าขึ้นมามองนาง สีหน้าของเขาเคร่งเครียดอย่างมาก หลิวหรงเอ๋อร์เดินตามนางเข้ามาแล้วจึงรี่เข้าไปเกาะแขนรุ่ยอ๋อง พลางส่งเสียงออดอ้อน
“ท่านอ๋องเพคะ ท่านอ๋องอย่าได้กล่าวโทษพี่หญิงเลย นางคงมีเหตุจำเป็นจึงได้ขโมยเอาเงินในคลังไป ท่านอ๋องคุยกับนางดีๆ นะเพคะ”
ชิงเหยาขมวดคิ้วมุ่น นางแสดงสีหน้าเหนื่อยใจออกมา หลิวหรงเอ๋อร์ทำทีราวกับว่ากำลังเป็นห่วงนางอย่างยิ่ง ไม่อยากให้นางต้องรับโทสะของรุ่ยอ๋องจึงได้เอ่ยปากเกลี้ยกล่อม แต่คำพูดของนางกลับสาดโคลนใส่ชิงเหยาจนเต็มตัว
“คารวะท่านอ๋อง ไม่ทราบว่าให้ชายารองไปรับหม่อมฉันกลับมาเพราะเรื่องอันใดเพคะ”
ชิงเหยาใช้ความสงบรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้า รุ่ยอ๋องเห็นนางไม่มีท่าทีทุกข์ร้อนใดๆ เขาจึงเกิดความไม่พอใจขึ้นมาส่วนหนึ่ง
“เมื่อตอนบ่ายหรงเอ๋อร์ไปตรวจคลังพบว่ามีเงินจำนวนสองหมื่นตำลึงทองหายไป จำนวนเงินที่เหลืออยู่ในคลังไม่ตรงกับสมุดบัญชีที่เจ้านำมาให้ เจ้าบอกเปิ่นหวงมาสิ เงินสองหมื่นตำลึงทองเจ้าเอาไปทำอะไร”
ดียิ่ง! เจ้าลูกตะพาบนี่ไม่แม้แต่จะถามว่านางเป็นคนเอาไปจริงหรือไม่ แต่กลับมาถามนางว่าเอาไปทำอะไร นี่เท่ากับว่าเขามั่นใจว่านางเป็นคนเอาเงินนั่นไปแน่นอน
“ทูลท่านอ๋อง เงินส่วนนั้นอยู่ที่หม่อมฉันเองเพคะ”
ชิงเหยาตอบไปตามความจริง ดวงตาของรุ่ยอ๋องวาวโรจน์ขึ้น เขาอุตส่าห์เชื่อใจนาง ให้นางได้จัดการดูแลคลังของจวน แต่นางกลับทำลายความไว้ใจของเขา ขโมยเงินนั่นไป ชิงเหยาเห็นสายตาของรุ่ยอ๋องที่มองมายังนางเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงผิดหวัง แต่นางกลับไม่ได้สะทกสะท้านใดๆ ยังคงยืนอยู่เบื้องหน้าเขาด้วยความสงบ
กลับเป็นหลิวหรงเอ๋อร์ที่อดรนทนไม่ไหว ยั่วยุอารมณ์ของรุ่ยอ๋องให้โทสะของเขากระพือยิ่งขึ้น
“พี่หญิงทำเช่นนี้ได้อย่างไร ท่านอ๋องไว้ใจให้ท่านดูแลคลังจวนอ๋อง ท่านกลับขโมยเงินไป ตอนนี้ท่านรู้หรือไม่ว่าในคลังไม่เหลือเงินสักแดงเดียว”
“ฮ่า ๆ น้องสาวพูดจาน่าขำเสียจริง เปิ่นหวังเฟยพูดแล้วหรือว่าขโมยเงินนั่นไป”
ชิงเหยาหัวเราะขึ้นเบาๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นชา นางดูท่าทีที่รุ่ยอ๋องมีต่อนางก็รู้แล้วว่าเขาปักใจเชื่อว่านางเป็นคนขโมยเงินนั่นไปแน่นอน รุ่ยอ๋องเห็นนางไม่เพียงไม่สลดแต่กลับยังหัวเราะเยาะหลิวหรงเอ๋อร์อยู่นั้นเขาอดไม่อยู่ฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะจนโต๊ะไม้นั้นแตกออก
“บังอาจนัก! เปิ่นหวังจับได้คาหนังคาเขาว่าเจ้าขโมยเงินไป เจ้ายังไม่ยอมรับผิดแต่กลับมีอารมณ์หัวเราะอยู่ได้ ดีล่ะ หากยังไม่รู้จักทำตัวดีๆ เช่นนั้นวันนี้เปิ่นหวังจะอัญเชิญกฎบ้านมาลงโทษเจ้า!”
ชิงเหยาแม้จะตัดใจจากเขาแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าเขาไม่คิดจะฟังคำพูดนาง ไม่คิดจะเชื่อใจนางเลย นางก็อดเจ็บแปลบที่หัวใจไม่ได้ อย่างไรเสียก็รักเขาอย่างงมงายมาหนึ่งปีเต็ม ชิงเหยารู้สึกว่าม่านตาของนางอุ่นร้อนราวกับน้ำตากำลังก่อตัวอยู่ในดวงตานาง ชิงเหยาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยให้น้ำตาที่กำลังจะไหลลงมานั้นไหลย้อนกลับไป จากนั้นจึงมองตรงไปที่รุ่ยอ๋องด้วยความโกรธเคืองแทน
เขาอาศัยอะไรมาเชื่อคำของหลิวหรงเอ๋อร์ที่ปรักปรำว่านางเป็นขโมย เพียงเพราะนางเป็นสาวชาวบ้านธรรมดาน่ะหรือ
“ขโมยรึ! รุ่ยอ๋อง เจ้าไม่ลองคิดดูบ้าง ตลอดหนึ่งปีมานี้โสมคนพันปี ไห่หม่า กล้วยไม้หวาย เห็ดหลินจือ ที่ซื้อเข้ามารักษาเมียน้อยของเจ้า ไม่ถึงหนึ่งหมื่นก็มีแปดพัน เจ้าคิดดูเถอะว่าเงินจวนอ๋องที่มีมันจะพอให้หลิวหรงเอ๋อร์ผลาญไปกับยารักษาตัวนางได้สักเท่าไรกัน!”
ชิงเหยาอดทนจนเหลือจะทน แม้แต่คำเรียกขานอย่างให้เกียรตินางก็ไม่เรียกแล้ว เหตุใดตอนนั้นนางจึงตกหลุมรักคนโง่เง่าเช่นรุ่ยอ๋องได้ ตอนนั้นนางเลอะเลือนหรือเสียสติไปแล้วกันแน่
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
รุ่ยอ๋องมองนางอย่างไม่เข้าใจ เขารู้ว่าตลอดหนึ่งปีที่หลิวหรงเอ๋อร์แต่งเข้ามา นางต้องดื่มยารักษาตัวไปเท่าใด
“เจ้าไปเรียกให้นักบัญชีมาตรวจสอบสมุดบัญชีก่อนเถอะ แล้วเราค่อยมาคุยกันว่าข้าหมายความว่าเช่นไร!”
รุ่ยอ๋องได้ฟังดังนั้นก็โกรธขึ้นมาบ้าง ครานี้นางมีโทษติดตัวแต่กลับไม่ยอมรับผิด ทั้งยังพูดจาเล่นแง่ท้าทายเขาไปทั่ว เขาแทบจะอดไม่ไหวเอาแส้ประจำตระกูลมาฟาดใส่หลังนางอยู่รอมร่อ
“ได้! ในเมื่อเจ้าไม่ยอมรับผิด อย่างนั้นเปิ่นหวังจะให้เจ้าได้ตายอย่างไม่ค้างคาใจ พ่อบ้านหลี่ นำสมุดบัญชีไปให้นักบัญชีตรวจสอบเสีย!”
"พี่หญิง ทางที่ดีท่านรีบรับผิดกับท่านอ๋องเสียดีกว่า เงินสองหมื่นตำลึงทองที่ท่านขโมยไปเพียงพอจะเลี้ยงบ่าวไพร่ทั้งจวนได้เกือบสี่เดือน ถือเสียว่าช่วยท่านอ๋องแบ่งเบาภาระ ท่านก็เอาเงินจำนวนนั้นคืนมาเถอะ หรงเอ๋อร์เชื่อว่าหากท่านยอมรับผิดแล้วสำนึกตนแต่โดยดี ท่านอ๋องจะต้องเมตตาผ่อนโทษหนักของท่านให้เป็นเบาได้แน่"
หลิวหรงเอ๋อร์ยามนี้กำลังรอคอยให้ชิงเหยาพบกับความทุกข์ไม่รู้จบ นางสุมไฟใต้กระทะไปเรื่อย ๆ แสร้งทำเป็นเกลี้ยกล่อมให้ชิงเหยายอมคืนเงิน ทั้งที่ตนเองทราบดีว่าหากชิงเหยายอมรับว่านางขโมยเงินไปจริง ถึงเวลานั้นท่านอ๋องย่อมไม่ปล่อยชิงเหยาไว้แน่ แต่ไรมาท่านอ๋องก็เกลียดคนคดโกงเป็นที่สุด ยิ่งทั้งคดโกงทั้งโกหกไม่ยอมรับผิดด้วยแล้ว โทสะของท่านอ๋องก็เพียงพอที่จะให้ชิงเหยาตายได้อย่างไม่ต้องสงสัย
"ชายารอง เจ้านี่อย่างไรกัน เพียงฟังคำพูดของบ่าวไพร่ไม่กี่คำก็กำหนดความผิดให้เปิ่นหวังเฟยเสียแล้ว เจ้าไม่คิดจะถามที่มาที่ไปของคำพูดไร้สาระพวกนั้นก่อนหรือ" ชิงเหยานั่งลงจิบชาอย่างไม่ทุกข์ร้อน นางหรี่ตามองหลิวหรงเอ๋อร์พลางแสยะยิ้ม แล้วกล่าวต่อว่า "อย่าลืมเสียเล่า ยามนี่เจ้าได้รับมอบหมายจากท่านอ๋องให้เป็นผู้ดูแลจวน เจ้าควรจะต้องมีความหนักแน่นให้มาก หากปล่อยให้บ่าวไพร่จูงจมูกไปมาเช่นนี้ ต่อไปคงสร้างความเดือดร้อนภายในจวนได้"
หลิวหรงเอ๋อร์ถูกคำพูดของชิงเหยาตอกหน้าเสียจนพูดไม่ออก นางแอบถลึงตามองชิงเหยาอย่างเคืองขุ่น จากนั้นจึงเงียบปากไปนั่งรอพ่อบ้านหลี่กลับมารายงานอย่างเงียบ ๆ
นับว่าในที่สุดก็สงบลงได้เสียที
เจ้านายทั้งสามของจวนต่างคนต่างนั่งจิบชากินขนมของใครของมันไป ไม่มีบทสนทนาเกิดขึ้นอีกเลย จวบจนกระทั่งเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม พ่อบ้านหลี่ก็วิ่งกลับมาด้วยท่าทางตื่นตกใจ เบื้องหลังเขายังมีนักบัญชีตามมาอีกสามคน ทั้งสามล้วนแสดงสีหน้าแปลกประหลาดอย่างยิ่ง หลิวหรงเอ๋อร์เห็นเช่นนั้นยิ่งยิ้มกระหยิ่มอย่างสะใจ คราวนี้นังคนชั้นต่ำนี่ต้องโดนลงโทษสถานหนักแน่ ๆ
“เป็นอย่างไรพ่อบ้านหลี่” รุ่ยอ๋องเอ่ยปากถามอย่างไม่อ้อมค้อม
“ทูลท่านอ๋อง นักบัญชีของจวนได้ตรวจสอบหมดแล้วแต่ยังพบข้อสงสัยจึงได้มาสอบถามพระชายาเพิ่มเติมพ่ะย่ะค่ะ”
พ่อบ้านหลี่ตอบพลางหันมามองชิงเหยารอบหนึ่ง สีหน้าของเขาดูหนักใจและไม่น่าเชื่อ ชิงเหยาที่ตอนนี้นั่งจิบชาอยู่จึงพยักหน้าอนุญาต
“ขอถามพระชายา พวกข้าน้อยตรวจสอบสมุดบัญชีทั้งหมดสามครั้ง ล้วนได้ข้อสรุปดังนี้พ่ะย่ะค่ะ ประการแรกพระชายาทำบัญชีได้ละเอียดมาก พวกข้าน้อยไม่เจอจุดใดที่ผิดพลาด ประการที่สองพวกข้าน้อยเจอว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในคลังของจวนน้อยกว่าจำนวนที่ใช้จ่ายไปอย่างมาก หากเป็นบัญชีปกติ จวนอ๋องจะไม่มีเงินเหลือใช้แล้วตั้งแต่ครึ่งปีก่อน...”
รุ่ยอ๋องยิ่งฟังหัวคิ้วยิ่งขมวด แต่เขาก็ไม่ได้ขัดคำพูดของพ่อบ้านหลี่แต่อย่างใด แต่ชิงเหยากลับยิ่งฟังยิ่งแย้มยิ้มกว้างขึ้น หากเขามองไม่ผิด มันมีความเยาะเย้ยอยู่ในรอยยิ้มของนาง
“แต่ว่าจวนอ๋องกลับยังมีเงินใช้สอยมาได้จนถึงตอนนี้ พวกข้าน้อยคาดว่าคงเป็นพระชายาเป็นคนเอาเงินมาเติมไว้ในคลังใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อพ่อบ้านหลี่กล่าวจบรุ่ยอ๋องและหลิวหรงเอ๋อร์ต่างมองไปที่ชิงเหยาด้วยสายตาไม่น่าเชื่อ
“ไม่ผิด ข้าเติมเงินจำนวนห้าหมื่นตำลึงทองเข้าไปเอง...”
“จะเป็นไปได้อย่างไร เจ้าเป็นแค่สาวชาวนาต้อยต่ำ จะไปเอาเงินจำนวนมากเช่นนั้นมาจากที่ใด!”
ชิงเหยาตวัดสายตามองหลิวหรงเอ๋อร์ด้วยความไม่สบอารมณ์ คำก็สาวชาวนา สองคำก็ต้อยต่ำ ก็ไม่ใช่เพราะคนต้อยต่ำเช่นข้าคนนี้หรือถึงทำให้จวนอ๋องยังอยู่ได้จนตอนนี้
“ชายารองระวังคำพูดด้วย! ลืมแล้วรึว่าต้องรักษาท่าทีอ่อนโยนไว้ คำพูดเช่นนี้ไม่ควรเล็ดลอดออกมาจากปากเจ้านะ!”
ชิงเหยาเอ่ยเตือนอย่างนึกสนุก การแกล้งให้หลิวหรงเอ๋อร์เผยธาตุแท้ต่อหน้ารุ่ยอ๋องได้ก็ดีไม่น้อย แต่ยังไม่ใช่ในยามนี้ ทางที่ดีให้เขาทั้งรักทั้งเอ็นดูในความเป็นสตรีที่อ่อนโยนของหลิวหรงเอ๋อร์ให้มากเข้าไว้ก่อน ว่ากันว่าคนเรายิ่งคาดหวังมากเท่าใด ตกลงมาก็ยิ่งเจ็บเท่านั้น!
“ขออภัยเพคะท่านอ๋อง หรงเอ๋อร์ลืมตนไปชั่วขณะทำให้เสียกิริยาต่อหน้าท่านแล้ว”
หลิวหรงเอ๋อร์รีบหันไปออดอ้อนรุ่ยอ๋องพลางทำใบหน้าเก้อกระดากและมีน้ำคลอในตา ภาพลักษณ์ของนางที่ปรากฏสู่สายตาของรุ่ยอ๋องจึงดูราวกับเด็กน้อยที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ชั่วขณะ
“ไม่โทษเจ้าหรอก เปิ่นหวังเองก็สงสัยเช่นกันว่าชายาเอกไปหาเงินมาจากไหน!”
เห็นเขาแสดงท่าทีสงสัยในตัวนางอย่างล้นพ้น ชิงเหยาเริ่มรู้สึกไม่อยากตอบคำถามของเขาเสียแล้ว ปล่อยให้อยากรู้จนทนไม่ไหวอกแตกตายไปเลยดีหรือไม่นะ รุ่ยอ๋องเห็นนางเบือนหน้าหนีราวกับรำคาญเขาเสียเต็มประดาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าชิงเหยาในตอนนี้แปลกไปจากเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง แม้เขาเคยคิดว่าคงจะสบายหูสบายตาขึ้นบ้างเมื่อนางไม่มาคอยตามตอแยเขาอีก แต่เมื่อเห็นท่าทีไม่แยแสของนาง ในใจของรุ่ยอ๋องกลับเกิดความ ‘ไม่สบาย’ ขึ้นมา
“รุ่ยอ๋องไม่จำเป็นต้องสนพระทัยว่าหม่อมฉันหาเงินมาจากไหน ในเมื่อยามนี้ท่านทราบแล้วว่าเงินที่คอยเติมในคลังจวนอ๋องนี้เป็นของหม่อมฉัน เช่นนั้นท่านอ๋องก็ควรคืนมันมาให้หม่อมฉันได้แล้วเพคะ”
ชิงเหยาพูดจาไม่ช้าไม่เร็ว ไม่แสดงออกว่านางรู้สึกอย่างไร แต่สีหน้ากลับจริงจังเป็นอย่างยิ่ง จะออกจากจวนอ๋องต้องใช้เงิน นางต้องทวงกลับมาให้ครบทุกสตางค์
“หากเจ้าไม่บอกว่านำเงินมาจากไหน เช่นนั้นอย่าได้หวังว่าเปิ่นหวังจะคืนให้เจ้า!”
รุ่ยอ๋องเองก็หาใช่คนที่ยอมให้ผู้อื่นปั่นหัวได้ง่าย ๆ หากชิงเหยาต้องการได้เงินคืน นางต้องบอกเขาให้ชัดเจนว่านางนำเงินจำนวนนั้นมาจากที่ใด
ชิงเหยาเห็นรุ่ยอ๋องมีท่าทีจริงจังไม่ได้ล้อเล่นแม้แต่น้อย หากผ่านเวลานี้ไปแล้ว นางยังปั่นหัวเขาเล่น เกรงว่าเขาคงไม่มีการผ่อนปรนใดๆ ให้นางอีกแน่ ช่างเถอะ! ยอมอ่อนข้อให้ได้เงินคืน ดีกว่าใช้ไม้แข็งแล้วทำให้เงินของนางโดนยึดไป ไม่อย่างนั้นแผนการหย่าจะสำเร็จได้อย่างไร
“เงินนั่นเป็นเงินสินสอดที่บิดามารดาผู้ล่วงลับเตรียมไว้ให้หม่อมฉันเองเพคะ”
“ทางที่ดีเจ้าจงตอบมาอย่างสัตย์จริง อย่าได้คิดโกหกแม้แต่น้อย!”
“อย่างไรเพคะท่านอ๋อง! เงินนั่นเป็นสินสอดที่มารดาหม่อมฉันเก็บไว้ให้ไม่ได้หรือไร หรือเพราะหม่อมฉันเป็นชาวบ้านต้อยต่ำจึงไม่คู่ควรมีสินสอดบ้างหรือ”
กล่าวไปกล่าวมาก็คือไม่ว่านางจะอธิบายอย่างไร อ๋องโง่นี่ก็ไม่คิดจะเชื่อ การเป็นลูกกำพร้าหมายความว่าจะไม่เคยมีบิดามารดามารักเอ็นดูหรือ การเป็นชนชั้นต่ำหมายความว่าจะไม่สามารถมีสินสอดได้หรือไร ชิงเหยาแอบเจ็บใจที่การไม่ได้เป็นคุณหนูตระกูลสูงจะทำให้นางต้องถูกลบหลู่ดูหมิ่นเช่นนี้ เจ็บใจที่ครานั้นนางเชื่อคำพูดบุรุษเช่นเขา จึงได้หนีออกจากบ้านมาพิสูจน์ความรักเช่นนี้ เดินทางมาไกลพันลี้ ยอมจากบ้านจากครอบครัวที่รักนางอย่างยิ่งเพียงเพื่อจะมาเจอกับความจริงว่าปากผู้ชายมันยิ่งกว่าผีหลอกคน!
รุ่ยอ๋องเดิมทีไม่คิดจะเชื่อคำพูดของเซี่ยชิงเหยา แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใดเห็นนางน้ำตาคลอหน่วยก้มหน้าปิดบังท่าทีอ่อนแอของนางจากสายตาเขา กลับทำให้เขารู้สึกอยากจะทะนุถนอมนางขึ้นมาบ้าง ก็แค่เงินห้าหมื่นตำลึงทองมิใช่หรือ คืนให้นางไปก็สิ้นเรื่อง กิจการร้านรวงของเขามีอยู่มากมาย มิจำเป็นต้องพึ่งพาเงินของสตรีแต่อย่างใด อีกทั้งนางยังเป็นชายาเอกของเขาด้วย ลองเชื่อนางสักครั้งคงไม่เป็นไร
“เอาเถอะ ในเมื่อเจ้ายืนกรานเช่นนั้น เปิ่นหวังก็จะเมตตาเชื่อเจ้าสักครั้ง...พ่อบ้านหลี่ เจ้าให้คนไปหาจ้าวจิ้ง ให้เขาจัดการเบิกเงินห้าหมื่นตำลึงทองกลับมาคืนให้พระชายา”
“พ่ะย่ะค่ะ บ่าวจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
ชิงเหยาเงยหน้ามองรุ่ยอ๋องอย่างไม่น่าเชื่อ นางยังคิดว่าเขาไม่มีทางเชื่อถือคำพูดของนางเสียอีก ไม่รู้ผีสางตนใดดลใจให้เขาคิดได้ขึ้นมา แต่ว่า...นางไม่จำเป็นต้องสนใจ ได้เงินคืนมาเมื่อไร หนทางหย่าของนางก็จะยิ่งราบรื่นขึ้นเท่านั้น ชิงเหยาแอบยิ้มในใจ แต่สีหน้านางช่างเบิกบานจนปิดไม่อยู่แล้ว รุ่ยอ๋องทันเห็นนางเบิกบานใจพอดี จู่ๆ เขาก็รู้สึกราวกับว่าถูกนางดึงดูดเข้าไปเสียแล้ว...
ส่วนหลิวหรงเอ๋อร์ที่นั่งมองทั้งคู่ถกเถียงกันอยู่นั้นก็ได้แต่กำมือจนเล็บยาวสวยจิกเข้าไปในเนื้อ ระยะนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าเซี่ยชิงเหยาท่านอ๋องก็ไม่สนใจนางอีกเลย หรือว่าเขาจะเริ่มใจอ่อนให้กับนังแพศยาเซี่ยชิงเหยาอีกแล้ว นางไม่ยอมแน่! ต้องหาวิธีให้ท่านอ๋องกับนังคนชั้นต่ำนี่แตกหักกันให้ได้เชียว!!
ในขณะที่พ่อบ้านหลี่ที่กำลังจะเดินทางออกจากจวนไปหาจ้าวจิ้งให้จัดการเรื่องเงินห้าหมื่นตำลึงทองนั้น เขาก็ถูกขวางไว้ด้วยร่างกายอ้วนท้วนใหญ่โตของบุรุษผู้หนึ่ง
“พระชายารุ่ยอ๋องอยู่ที่ใด จงเรียกนางออกมาเดี๋ยวนี้ ข้าได้รับคำสั่งให้มากุมตัวนางไปจวนท่านสี่เพื่อรับโทษ!!!”
พ่อบ้านหลี่ถูกท่าทางน่าเกรงขามของบุรุษผู้นั้นข่มขู่จนเหงื่อไคลไหลย้อย เบื้องหลังของคนผู้นั้นยังมีทหารองครักษ์อยู่อีกสิบกว่านายที่ล้วนแผ่รังสีกดดันออกมาไม่หยุด
สวรรค์! ที่แท้แล้วพระชายาไปก่อเรื่องอะไรไว้อีกอย่างนั้นรึ!!!
พ่อบ้านหลี่ครางออกมาอย่างเหนื่อยใจ...