บทที่ 7

3226 Words
พ่อบ้านหลี่ที่ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นจึงได้เข้าไปสอบถามให้กระจ่าง พระชายาแม้จะไม่เป็นที่โปรดปรานของท่านอ๋องแต่ก็มีฐานะเป็นภรรยาของรุ่ยอ๋องแล้ว เขาจะปล่อยให้คนของจวนท่านสี่มาชี้นิ้วด่าหน้ากุมตัวไปได้อย่างไร ในตอนนั้นเองบ่าวไพร่ที่ตั้งสติได้จึงรีบวิ่งเข้าไปกราบทูลรุ่ยอ๋อง เรื่องใหญ่เช่นนี้เกรงว่าพ่อบ้านหลี่คงจะตัดสินใจแทนไม่ได้ เวลาผ่านไปเพียงครู่เดียวรุ่ยอ๋อง ชิงเหยาและหลิวหรงเอ๋อร์ที่ตอนแรกเตรียมจะกลับเรือนตัวเองแต่ทราบว่าคนของจวนอ๋องสี่มาเอะอะโวยวายหน้าจวนเสียก่อน จึงได้ตามกันออกมาดู รุ่ยอ๋องออกมาเพราะต้องการทราบว่าจวนท่านสี่เกิดเหตุใดขึ้นจึงได้มาหาเรื่องชิงเหยา ชิงเหยาออกมาเพราะอีกฝ่ายขานชื่อนางโดยตรง ส่วนหลิวหรงเอ๋อร์แน่นอนว่าตามมาชมดูความครึกครื้น! "พวกเจ้าไม่รู้ความแล้วรึ จึงได้มาโวยวายอยู่หน้าจวนของเปิ่นหวัง!" รุ่ยอ๋องเห็นกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยยืนอออยู่หน้าจวนราวกับกำลังจะล้องปราบเขาจึงขมวดคิ้วมุ่น เขาได้ยินมาคร่าวๆ ว่าชิงเหยาไปก่อเรื่องไว้ แต่ก็ยังไม่ทราบว่าที่แท้นางไปก่อเรื่องอันใดขึ้น เมื่อเห็นคนของท่านสี่ปิดล้อมจวนเขาไว้อย่างแน่นหนาราวกับไม่ไว้หน้าเช่นนี้จึงอดไม่ได้จะหันไปมองหน้าชิงเหยาอย่างไม่สบอารมณ์ ดีเหลือเกิน! ชายาเอกของเขาช่างก่อเรื่องได้ไม่เว้นแต่ละวัน! "พ่อบ้านเกา ท่านมาหาข้าด้วยเรื่องใด" ชิงเหยาเมินหนีจากสายตาคาดโทษของรุ่ยอ๋องแล้วจึงหันไปถามพ่อบ้านเกาที่เพิ่งแยกย้ายกันเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน พ่อบ้านเกาเมื่อเจอตัวชิงเหยา อารมณ์โมโหที่กักเก็บไว้ตั้งนานแล้วก็พวยพุ่งออกมา ไอสังหารแผ่กระจายออกมากกดดันผู้คนจนต้องถอยหนี "หมอกำมะลอ! เจ้าอ้างว่ารู้วิชาแพทย์มาช่วยชีวิตคุณหนูลู่หลี แต่วิชาแพทย์งูๆ ปลาๆ ที่เจ้าใช้กลับทำให้นางตาย!" เมื่อกล่าวถึงคำว่าตาย สายตาพ่อบ้านเกาดูเศร้าโศกเป็นอย่างมาก ชิงเหยาเห็นดังนั้นก็ตกใจ นางเหลือบมองเสี่ยวเหยาที่ลอยวนอยู่ข้างกายอย่างต้องการคำตอบ 'ถามเขาสิ ว่าลู่หลีมีอาการอย่างไร’ “พ่อบ้านเการะงับความเสียใจก่อน หากเป็นเพราะการรักษาของข้าทำให้คุณหนูลู่หลีต้องสิ้นใจ เช่นนั้นข้าจะต้องรับผิดชอบจนถึงที่สุด เพียงแต่ข้ามีข้อสงสัยต้องการความกระจ่างจากท่าน” ชิงเหยาเอ่ยถามเสียงเบา เดิมทีเห็นหน้าตาที่เชื่อมั่นในฝีมือตนเองของเสี่ยวเหยา นางจึงไม่คิดจะยอมรับผิดง่ายๆ แต่เมื่อเห็นท่าทางของพ่อบ้านเกาแล้วจึงใจอ่อนลง “คุณหนูลู่หลีมีอาการอย่างไรบ้าง” ท่าทีสงบของชิงเหยาทำให้พ่อบ้านเการู้สึกใจเย็นลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ คำพูดของนางมีแรงดึงดูดให้ผู้อื่นกระทำตามความต้องการของนางได้ พ่อบ้านเกาตั้งสติระงับความโศกเศร้าแล้วจึงรวบรวมความคิดลำดับเหตุการณ์ตอบชิงเหยาอย่างตั้งใจเต็มที่ "หลังจากท่านขึ้นรถม้ากลับจวนได้ไม่นาน ข้าก็พาคุณหนูลู่หลีกลับจวนท่านสี่ แต่ระหว่างทางนางกลับหมดสติไปแต่ยังมีลมหายใจอยู่ ข้าจึงให้บ่าวรับใช้ไปเรียกหมอหลวงเสิ่นมาตรวจอาการ พอหมอมาถึงคุณหนูลู่หลีก็...ก็ไม่มีลมหายใจแล้ว!” คำพูดสุดท้ายออกจากปาก พ่อบ้านเกาก็รู้สึกโศกเศร้าขึ้นมาอีกแล้ว คุณหนูลู่หลีที่น่าสงสาร ยังไม่ทันได้รอเจอหน้านายท่านก็มาสิ้นใจไปก่อนแล้ว ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของชายารุ่ยอ๋องทั้งสิ้น หากนางไม่ยื่นมือเข้ามาใช้วิชาแพทย์แบบชาวบ้านต้อยต่ำมารักษาคุณหนูแล้วปล่อยให้เขาไปตามหมอมาแต่แรก ป่านนี้คุณหนูเองก็ยังต้องมีชีวิตอยู่ เสี่ยวเหยาที่ลอยวนเวียนอยู่ข้างกายชิงเหยาเริ่มอดรนทนไม่ไหว นางเป็นแพทย์ เป็นหมอที่รักษาคนไข้ อย่างไรเสียก็ไม่ยอมให้คนไข้ที่นางรักษาต้องมาตายลงเด็ดขาด อีกทั้งเสี่ยวเหยายังมั่นใจในฝีมือตนเองอย่างมาก นางต้องไปตรวจดูให้ได้ว่าที่จริงแล้วลู่หลีอาการเป็นอย่างไรแน่ แต่นางไม่เชื่อเด็ดขาดว่าลู่หลีจะตายไปแล้ว ชิงเหยาคงไม่อาจจะเปิดเผยความคิดนางข้อนี้ได้ ดังนั้นนางจึงเข้าไปสวมร่างของชิงเหยาทันที “พ่อบ้านเกา เปิ่นหวังเฟยไม่มีทางเชื่อว่าคุณหนูลู่หลีสิ้นใจแล้วจริงๆ จนกว่าจะได้ไปเห็นกับตา เมื่อตอนแยกกันนางยังอาการดีและร่าเริงอยู่ ผ่านไปเพียงครึ่งวันนางจะตายได้อย่างไร อย่างน้อยต้องให้เปิ่นหวังเฟยไปตรวจสอบดูก่อนจึงจะได้ หาไม่แล้ว ข้าคงต้องแบกรับชื่อเสียงว่าใช้วิชาแพทย์ฆ่าคน เช่นนั้นก็จะเกี่ยวพันมาถึงจวนรุ่ยอ๋อง เวลานี้ฝ่าบาทยังไม่ทรงแต่งตั้งรัชทายาท เหล่าองค์ชายทั้งหลายยังคงคานอำนาจกันอยู่ เมื่อรุ่ยอ๋องชื่อเสียงเสียหาย เช่นนั้นก็คงต้องถูกกันออกจากการเลือกรัชทายาท ปืนนัดเดียวของเจ้าช่างเห็นผลดียิ่ง” เสี่ยวเหยาคิดว่าถ้าหากพูดจาโน้มน้าวพ่อบ้านเกาไป อย่างไรเสียเขาก็คงไม่ยอมให้นางเข้าใกล้ลู่หลีอีกเพราะดูแล้วเขาคงปักใจเชื่อว่านางเป็นต้นเหตุให้ลู่หลีต้องตาย ดังนั้นจึงใช้วิธีการยั่วยุให้เขายอมรับปาก ฝ่ายพ่อบ้านเกาได้ยินนางกล่าวเช่นนั้นก็ให้อ้าปากค้าง หญิงผู้นี้ช่าง...จินตนาการล้ำเลิศเสียจริง เขาโมโหจนแทบจะลืมตัวไปชั่วขณะ “พระชายาช่างพูดจาน่าขำ ไม่เคยคาดมาก่อนว่าท่านที่กำเนิดมาจากครอบครัวชาวบ้านธรรมดาจะเข้าใจในหลักการเช่นนี้ ทว่า จวนท่านสี่แต่ไรมาก็ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาท เช่นนั้นสิ่งที่ท่านกล่าวมาเมื่อครู่ ล้วนไร้สาระ” "ถึงพ่อบ้านเกาจะกล่าวได้มีเหตุผล แต่เปิ่นหวังเฟยจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านไม่ได้ตั้งใจจะใส่ร้ายป้ายสีข้า” เสี่ยวเหยาในร่างชิงเหยาเงยหน้าขึ้นยิ้มเยาะ พ่อบ้านเกาที่ตอนนี้ตกเป็นฝ่ายถูกผู้คนที่รายล้อมวิจารย์ก็โมโหจนแทบจะกระอักเลือด “ได้! เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าจวนท่านสี่ไม่ได้คิดใส่ร้ายท่าน เช่นนั้นท่านก็ไปดูให้เห็นกับตาเถอะว่าคุณหนูของข้าตายเพราะท่าน!!” สำเร็จ!! เสี่ยวเหยาแทบจะกระโดดไปหาพ่อบ้านเกาอย่างลืมตัว แต่ข้อมือบางของนางก็ถูกรั้งไว้ด้วยอุ้งมืออันแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า นางหันไปมองผู้ที่ยื้อยุดฉุดนางไว้อย่างไม่เข้าใจ รุ่ยอ๋องที่ยืนฟังมานาน ในที่สุดก็ออกโรงแล้ว เขาก้าวเข้ามายืนขวางหน้านางไว้ ดวงตาคมเข้มราวน้ำหมึกจ้องมองนางอย่างสงสัยและไม่พอใจ “เจ้าเสียสติไปแล้วรึ เอาเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาทมาพูดเช่นนี้ต่อหน้าคนของเสด็จอาสี่ได้อย่างไร อยากจะให้จวนรุ่ยอ๋องผิดใจกับพวกเขารึ! อีกอย่างเจ้าไม่จำเป็นต้องออกหน้าเอง แค่ชายาเอกคนเดียว เปิ่นหวังยังคงปกป้องได้” ครานี้ชิงเหยาเริ่มไม่เข้าใจแล้ว รุ่ยอ๋องมีเหตุผลอันใดต้องมาปกป้องนาง อีกอย่างนางหาได้ต้องการให้เขาปกป้องไม่ ในเมื่อยืนมองมาได้เป็นนานสองนาน พอเรื่องราวใกล้จะคลี่คลายเขาจะยื่นจมูกเข้ามาในเรื่องของนางทำไมกัน “ท่านอ๋องมิต้องเป็นกังวลเพคะ หม่อมฉันมั่นใจว่าลู่หลีไม่ได้ตายเพราะหม่อมฉัน หม่อมฉันจะไขความกระจ่างให้ทุกคนเอง” “พอได้แล้ว! เจ้าอยู่เงียบๆ ไม่สร้างเรื่องบ้างจะตายรึ เจ้ามิได้มีความรู้เรื่องวิชาแพทย์อะไร จะเที่ยวเร่ออกไปให้คนอื่นหัวเราะเยาะเอาทำไม เดี๋ยวเปิ่นหวังสั่งให้จื่ออี้ไปตรวจแทนก็พอแล้ว เจ้าไม่ต้องยื่นมือเข้ามาทำให้เรื่องมันวุ่นวายไปกว่านี้อีกก็พอ” รุ่ยอ๋องกัดฟันกระซิบกับนางเสียงต่ำ ท่าทางของเขาโมโหอย่างยิ่ง แต่ตอนนี้ชิงเหยาโมโหมากกว่าแล้ว เคยมีสักคราหรือไม่ที่เขาจะไม่ขัดขวางแล้วเชื่อใจนางบ้าง! ชิงเหยาสะบัดมือออกจากการเกาะกุมของเขา ยืนกรานจะเดินทางไปจวนท่านสี่ให้ได้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม รุ่ยอ๋องสุดท้ายก็ถูกเกลี้ยกล่อมจากหลิวหรงเอ๋อร์ให้ยินยอมให้ชิงเหยาไปที่จวนท่านสี่ แม้จะพยักหน้าอนุญาตแล้วแต่รุ่ยอ๋องก็จะตามไปเช่นกัน หลิวหรงเอ๋อร์ยืนมองส่งกลุ่มคนทั้งหมดเดินทางไปจวนท่านสี่ เดิมทีนางเองก็อยากไปร่วมดูความอับอายขายขี้หน้าของชิงเหยาเช่นกันแต่ถูกรุ่ยอ๋องห้ามไว้เพราะร่างกายนางยังไม่ค่อยแข็งแรงนัก ยืนมองจนทุกคนลับตาไปแล้วนางจึงกระทืบเท้าไปหลายทีจากนั้นจึงกลับไปที่เรือนตัวเองอย่างไม่พอใจ เมื่อมาถึงจวนท่านสี่ เสี่ยวเหยาในร่างชิงเหยาก็ไม่รอช้า เข้าไปตรวจอาการของลู่หลีทันที เด็กน้อยที่นอนอยู่บนตั่งเริ่มมีอาการหน้าเขียวคล้ำ ชีพจรเต้นบางเบาเสียจนแทบจะจับไม่เจอ นางเอานิ้วชี้อังที่จมูกของลู่หลี ไม่มีลมหายใจออกมาแล้ว ทว่าเสี่ยวเหยารู้ว่าลู่หลียังไม่ตาย นางต้องได้รับการษาอย่างเร่งด่วน ไม่อย่างนั้นจากการตายหลอกๆ นี้จะกลายเป็นตายจริงแน่ เสี่ยวเหยาจัดการยกศีรษะของลู่หลีขึ้นแล้วเอาหมอนสูงที่นางหนุนอยู่ออกไปแล้ววางศีรษะของลู่หลีลงให้ราบกับพื้นเตียง ใช้มือข้างหนึ่งเชยเชิดคางของนางขึ้นเล็กน้อย บีบปากกับขากรรไกรของลู่หลีให้เปิดออก จากนั้นนางจึงประกบปากลงไปเพื่อเป่าลมเข้าไปในปากของนาง รุ่ยอ๋องและพ่อบ้านเกาที่ยืนดูอยู่ด้านหลังต่างตกตะลึงไม่ทันตั้งตัวว่าชิงเหยาจะกระทำการผิดประเพณีเช่นนี้ เมื่อเห็นนางเงยหน้าขึ้นมาแล้วกำลังก้มลงไปอีกครั้ง รุ่ยอ๋องที่ตั้งสติได้ก่อนจึงรีบเข้าไปกระชากนางออกมาจากตัวลู่หลี "รุ่ยอ๋องทำอะไร ปล่อยข้านะ!" เสี่ยวเหยาที่ไม่ทันตั้งตัวถูกกระชากออกมาอย่างแรงจึงละความสนใจจากตัวลู่หลีมาที่รุ่ยอ๋อง นางเตรียมจะสะบัดตัวให้หลุดจากการควบคุมของเขา แต่รุ่ยอ๋องกลับลากนางออกมาห่างจากลู่หลีเรื่อย ๆ ด้วยท่าทีหัวเสีย ปล่อยให้พ่อบ้านเกายังคงตะลึงพรึงเพริดอยู่เช่นนั้น เสี่ยวเหยาเดิมทีต้องการขัดขืน ไม่เพียงพละกำลังของรุ่ยอ๋องมีมากกว่านางมากนัก ทั้งร่างกายของชิงเหยายังไม่ฟื้นฟูดี นางจึงต่อกรด้วยกำลังกับเขาไม่ได้ เสี่ยวเหยาไม่อยากละทิ้งคนไข้ของนาง แม้แต่ตอนโดนลากออกมาจากห้องสายตาก็จับจ้องไปที่ลู่หลีตลอดเวลา ในที่สุดสัญญาณการฟื้นคืนชีพของลู่หลีก็เกิดขึ้น หน้าอกนางขยับขึ้นลงราวกับกำลังหายใจเข้าออก แม้เพียงเล็กน้อย แต่เสี่ยวเหยาก็โล่งใจได้แล้ว จึงเดินตามรุ่ยอ๋องออกไปอย่างไม่อิดออดอีก ไม่คาดว่าเมื่อเข้ามาถึงห้องรับรองรุ่ยอ๋องกลับไล่สาวใช้ของจวนท่านสี่ออกไปทั้งหมดแล้วเหวี่ยงนางเข้าหากำแพง จากนั้นจึงใช้ร่างกายของเขากักกันนางเอาไว้ เสี่ยวเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา สองมือดันไหล่เขาให้ออกห่าง สายตาของรุ่ยอ๋องเย็นเฉียบ ลุ่มลึก เป็นครั้งแรกที่นางมองไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไร "รุ่ยอ๋อง ปล่อยข้านะ!" เสี่ยวเหยาดิ้นรน นางรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง แต่คนตรงหน้ากลับปักหลักราวกับกำแพงเมือง ไม่อาจขยับเขยื้อนได้เลย รุ่ยอ๋องหลุบสายตาลงมองชิงเหยา ในใจไพล่คิดถึงการกระทำของนาง ตั้งแต่ฟื้นจากความตายรอบนั้นนางเปลี่ยนไปมาก ปกติจะเข้าหาเขา เรียกร้องความสนใจจากเขา แต่ตอนนี้นางกลับทำตัวเหินห่าง ไม่ตามตอแย ราวกับไม่แยแสเขาแล้ว นางที่เอาแต่พร่ำบอกรักเขากลับกลายเป็นเช่นนี้ จะเป็นไปได้อย่างไรกัน หรือนี่คือวิธีการแสร้งปล่อยเพื่อจับของนาง ไม่อาจไม่ยอมรับว่าการที่นางทำเช่นนี้ทำให้อ๋องอย่างเขา เริ่มรู้สึกสนใจนางขึ้นมาทีละนิด เพียงแต่ว่าวันนี้นางทำเกินไปหน่อยแล้ว เขาปล่อยไปไม่ได้ ต้องสั่งสอนนางเสียบ้าง "แต่งงานกันมาหนึ่งปี เปิ่นหวังไม่เคยแตะต้องเจ้าจึงทำให้เจ้าเดียวดายจนต้องไประบายความต้องการใส่ผู้อื่นรึ อีกทั้งนั่นยังเป็นเด็ก แค่เด็กน้อยแถมเป็นหญิงอีกต่างหาก! ชิงเหยา ประพฤติตัวให้ดี อย่าให้เปิ่นหวังต้องขายหน้า!" เสี่ยวเหยาตะลึงจนดูโง่ไปแล้ว ไอ้อ๋องบ้านี่คิดว่านางวิปริตและขาดของจนต้องไประบายความใคร่กับเด็กคนหนึ่งรึไง เสี้ยวขณะหนึ่งนางนึกอยากจะผ่าสมองเขาดูว่าที่แท้แล้วในนั้นใส่อะไรไว้กันแน่ เหตุใดจึงคิดเรื่องไร้สาระเช่นนี้ออกมาได้ "นั่นไม่ใช่การระบายความต้องการ แต่มันคือการช่วยชีวิตลู่หลี เจ้าไม่เข้าใจก็อย่าเอาความคิดบ้าๆ ของตัวเองมายัดเยียดให้ข้า!" "บังอาจ! ต่อหน้าสามีของเจ้า ยังกล้ากำเริบเสิบสานเช่นนี้ ระวังเปิ่นหวังจะหย่าเจ้า!" ชิงเหยาที่ปล่อยให้เสี่ยวเหยาควบคุมร่างกายนางอยู่แทบจะกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ "ก็หย่าสิ ให้หนังสือหย่ากับข้า แล้วต่างคนต่างไป น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง วาสนาสิ้นสุดตั้งแต่บัดนี้ไปเลย!" รุ่ยอ๋องกัดฟันกรอด สตรีน่าตายผู้นี้คิดว่าเขาไม่กล้าให้หนังสือหย่ากับนางงั้นรึ เพื่อหลิวหรงเอ๋อร์เขาทนให้นางสร้างปัญหาให้เขามาตลอดหนึ่งปี ต้องเปลืองสมองมาหาหนทางแก้ไขเรื่องราวที่นางทำให้วุ่นวายไปตั้งเท่าไร หากไม่ใช่เพราะนางมีประโยชน์ เขาคงไม่เก็บนางไว้นานขนาดนี้แน่ แต่ว่าหรงเอ๋อร์ยังไม่หายดี จื่ออี้บอกแล้วว่าต้องใช้เลือดสดๆ ของชิงเหยามาปรุงยาเท่านั้น หากเขาฆ่านางเก็บเลือดเอาไว้ เลือดนั่นก็ใช้ไม่ได้แล้ว คิดได้ดังนี้เขาจึงทำใจให้เย็นลง "เจ้าอย่ามาท้าทายเปิ่นหวัง หากเปิ่นหวังหมดความอดทนขึ้นมาเมื่อไร เจ้าก็เตรียมตัวตายได้เลย!" "ข้ากลัวจังเลย กลัวที่สุดเลย..." ปากบอกว่ากลัวแต่ท่าทางนางกลับยั่วยุเยาะเย้ยท้าทายขีดจำกัดของรุ่ยอ๋องครั้งแล้วครั้งเล่า ช่างน่าบีบคอให้ตายไปซะ สุดท้ายผู้ที่ทนไม่ไหวคือรุ่ยอ๋อง เขาผละออกจากร่างของชิงเหยาแล้วเดินออกไปจากห้องรับรองอย่างฉุนเฉียว เขาจำต้องสงบอารมณ์ของตนเอง มิเช่นนั้นคงได้พลั้งมือบีบคอนางจนตายด้วยความโมโห เพื่อหรงเอ๋อร์เขาต้องไม่กระทำการบุ่มบ่าม ฝ่ายเสี่ยวเหยาที่อยู่ในร่างชิงเหยาเมื่อยั่วอารมณ์รุ่ยอ๋องอย่างสาแก่ใจแล้วนางจึงลอยออกมาให้ชิงเหยาได้ควบคุมร่างตนเองต่อ จากนั้นจึงชักสีหน้าหงุดหงิดแล้วถามเอากับชิงเหยา 'ชายโง่งมเห็นแก่ตัวเช่นนี้ไม่สมควรเป็นสามีของเจ้าสักนิด เหตุใดไม่หย่าให้รู้แล้วรู้รอด' ชิงเหยาเข้าใจถึงความอึดอัดของเสี่ยวเหยาดี นางเองก็หงุดหงิดมากเช่นกัน ทว่า... "เรื่องหย่าข้าต้องหย่าแน่ เจ้าวางใจเถอะ แต่ยังไม่ใช่เวลานี้..." นางเห็นเสี่ยวเหยายังไม่เข้าใจจึงอธิบายสถานการณ์ให้ฟังอย่างละเอียด "เจ้าคงไม่รู้ ตอนที่ข้ามาที่จิ่งโจวเรียกร้องให้รุ่ยอ๋องแต่งข้าเป็นภรรยา ข้าสร้างเรื่องไว้ใหญ่โตถึงขั้นต้องให้ฝ่าบาทออกราชโองการให้ เจ้าคิดออกรึไม่ว่าข้าทำให้ฝ่าบาททรงกริ้วมากแค่ไหน เพียงเพื่อให้ได้แต่งกับรุ่ยอ๋องข้ากลับล่วงเกินทั้งฝ่าบาท เจียงกุ้ยเฟยและคนอื่น ๆ ทั้งหมดอย่างไม่ลังเล เวลานี้ไม่มีใครกล้ามาคิดบัญชีกับข้าเพราะฐานะชายารุ่ยอ๋อง หากหย่าขึ้นมากะทันหัน เจ้าว่าข้าจะยังอยู่รอดได้นานเท่าไร... "ตอนนั้นโง่เขลาก็แล้วไปเถอะ แต่ตอนนี้ตาสว่างแล้วก็ต้องฉลาดขึ้นมาบ้าง จะหย่าขาดจากเขามีแค่สองวิธีเท่านั้น ประการแรกคือให้รุ่ยอ๋องเป็นฝ่ายเขียนหนังสือหย่า แต่แน่นอนว่าโรคของหลิวหรงเอ๋อร์ยังไม่หายดี เขาไม่มีทางปล่อยข้าไป ประการที่สองคือขอให้ฮ่องเต้ออกราชโองการสั่งให้ข้าหย่าขาดจากท่านอ๋อง แต่ข้าไม่อาจเข้าเฝ้าฝ่าบาทได้ง่ายๆ เพียงเพราะมีฐานะต้อยต่ำ ดังนั้นข้าจึงต้องอดทนและวางแผนให้รอบคอบรัดกุมเสียก่อน เจ้าเข้าใจรึไม่?" เสี่ยวเหยาฟังดังนั้นจึงคลายอารมณ์หงุดหงิดไปได้ส่วนหนึ่ง ชิงเหยาวิเคราะห์สถานการณ์ได้ครอบคลุมมาก นี่คือยุคโบราณ มีแนวคิดเรื่องสามีคือท้องฟ้าของภรรยา ภรรยาต้องเชื่อฟังสามี สามีเป็นใหญ่ ยังมีฮ่องเต้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เกรงว่าแม้ชิงเหยาจะหนีออกจากจวนไปแล้วทิ้งหนังสือหย่าไว้ นางคงต้องโดนตามไล่ล่าเอาชีวิตแน่ โทษฐานล่วงเกินเบื้องสูง ฮ่องเต้มีราชโองการให้แต่งเข้าจวนอ๋อง หากนางหย่าเองโดยพละการก็เท่ากับเป็นการขัดขืนราชโองการ ต่อให้หนีกลับไปเซี่ยโจว นางก็คงชักนำความเดือดร้อนกลับไปให้ครอบครัวสกุลเซี่ยเช่นกัน ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางใด จุดจบของนางคือตายสถานเดียวอย่างไม่ต้องสงสัยเลย... ทั้งห้องเงียบลงเสี่ยวเหยาและชิงเหยาล้วนจมอยู่ในความคิดของตนเอง จนกระทั่งสาวใช้นางหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหา "พระชายารุ่ยอ๋อง ขออภัยที่บ่าวเสียมารยาทเข้ามาโดยยังมิได้แจ้ง แต่ว่า..." "มีเรื่องอันใด เจ้าก็พูดมาตามตรงเถิด" สาวใช้หอบหายใจอยู่ชั่วครู่จากนั้นจึงแย้มยิ้มให้นางแล้วแจ้งว่าลู่หลีฟื้นแล้ว ชิงเหยาที่นั่งอยู่ที่โต๊ะผุดลุกขึ้นยืนอย่างตื่นเต้น "ดียิ่ง เช่นนั้นเจ้าช่วยนำทางข้าไปหาคุณหนูลู่หลีหน่อยเถอะ" "เจ้าค่ะ" สาวใช้ไม่กล้าอิดออด ในเมื่อคุณหนูลู่หลีฟื้นแล้ว เช่นนั้นการรักษาของพระชายาถือว่าได้ผลดียิ่ง นางนับเป็นผู้มีพระคุณของจวนท่านสี่ ดังนั้นนางต้องรับรองพระชายาให้ดี ไม่ให้นางขุ่นเคืองใจ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD