บทที่ 4

3675 Words
ชิงเหยาไม่รู้ว่าปี้หนี่ว์จะฟังความหมายแฝงในคำพูดของนางออกหรือไม่ แต่นางไม่ได้สนใจนัก ไม่ว่าปี้หนี่ว์จะกล่าวหว่านล้อมเท่าใด นางก็แสร้งทำตัวอ่อนแอต่อไปเท่านั้น ในที่สุดปี้หนี่ว์ก็ยอมแพ้แล้วขอลากลับไป ยามที่ปี้หนี่ว์กลับมาถึงเรือนตะวันฉาย ท่านอ๋องกับชายารองก็กำลังนั่งจิบชาอย่างกะหนุงกะหนิงกันอยู่ในศาลารับลมท้ายเรือน เจ้านายของนางเป็นหญิงสาวมากพรสวรรค์ รูปลักษณ์งดงาม ฐานะทางบ้านก็ดียิ่ง ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็คู่ควรที่จะเป็นชายาเอกในรุ่ยอ๋องมากกว่าหญิงชั้นต่ำเช่นเซี่ยชิงเหยา หลิวหรงเอ๋อร์มองเห็นปี้หนี่ว์กลับมาพอดี จึงเรียกให้นางเข้าไปในศาลา ปี้หนี่ว์ทำความเคารพท่านอ๋องและหลิวหรงเอ๋อร์เรียบร้อยแล้วจึงกราบทูลว่าเซี่ยชิงเหยาอ้างว่าร่างกายยังอ่อนแรงจึงมิอาจมาเข้าเฝ้าได้ “ชายาเอกตัวดี เปิ่นหวังเห็นนางเพิ่งฟื้นจากไข้จึงอ่อนข้อให้นางหลายครั้ง เมื่อวานยังทำตัววางท่าใหญ่โตโบยประหารอีหมัวมัวได้อยู่เลย พอมาวันนี้กลับบอกว่าตนเองร่างกายอ่อนแอ จะต้องให้เปิ่นหวังไปหานางถึงเรือนหรือไร” รุ่ยอ๋องท่าทางอารมณ์เสีย คราวก่อน ๆ ตอนที่นางเรียกร้องความสนใจก็เคยทำเช่นนี้ เขาเอือมระอาจนไม่อยากจะเห็นหน้านางอีก เดิมทีคิดจะช่วยให้นางได้พักผ่อนมากขึ้นจึงจะมอบหมายหน้าที่การดูแลจวนอ๋องให้หรงเอ๋อร์ช่วยแบ่งเบาชั่วคราว นางกลับดียิ่งดันมาเล่นแง่กับเขาเสียได้ อย่างนั้นก็ช่างปะไร อยากทรมานตนเองนักก็ปล่อยไป ดูสิจะทนได้สักกี่ชั่วยาม! “ท่านอ๋องอย่าโมโหไปเลย พี่สาวคงยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่มาก เรือนยลจันทร์ก็อยู่ห่างจากเรือนตะวันฉายไม่น้อย หากให้นางเดินมาหา ไม่แน่ว่าร่างกายที่อ่อนแอของนางอาจจะทนไม่ไหว ล้มลงระหว่างทางได้...ไม่สู้เราก็ดูแลนางหน่อย เป็นฝ่ายไปหานางเอง ดีหรือไม่” หลิวหรงเอ๋อร์ทำทีเป็นพูดจาเห็นอกเห็นใจเซี่ยชิงเหยา รุ่ยอ๋องจึงมองนางด้วยความอ่อนโยน หรงเอ๋อร์วางตัวดี มีน้ำใจ รักสัตว์ รักน้ำ รักปลาอ๋องอย่างเขารู้สึกพึงพอใจมาก “ยังคงเป็นหรงเอ๋อร์ที่รู้จักเห็นใจผู้อื่น อย่างนั้นเราก็เป็นฝ่ายไปที่เรือนยลจันทร์เองแล้วกัน ไปเถอะ” ว่าแล้วทั้งคู่ก็จัดขบวนมุ่งหน้าไปยังเรือนยลจันทร์ ระหว่างทางไม่ได้รีบร้อนมากมาย ยังชี้ชวนกันชมนกชมไม้เดินประคองกันไป ช่างเป็นภาพคู่รักที่รักกันหวานชื่นยิ่งนัก เมื่อเข้ามาถึงเรือนยลจันทร์รุ่ยอ๋องก็ต้องขมวดคิ้วมุ่น หน้าเรือนไม่มีบ่าวไพร่คอยเฝ้า ในเรือนเงียบสงัด หากไม่ใช่เพราะเมื่อวานเขาได้มารับชมความคึกคักอยู่ครู่หนึ่งเขาเองก็คงคิดแล้วว่าที่นี่คือเรือนร้าง “พ่อบ้านหลี่ เหตุใดเรือนยลจันทร์ถึงถูกปล่อยร้างเช่นนี้ บ่าวไพร่ที่ควรอยู่เฝ้าหน้าประตูหายไปที่ใด” รุ่ยอ๋องเอ่ยเรียกพ่อบ้านหลี่ที่เดินตามหลังมาเพื่อซักถาม ฝ่ายพ่อบ้านหลี่เองก็อึกอักยึกยักไม่กล้าตอบ จะให้เขาตอบอย่างไร ปกติบ่าวรับใช้เรือนยลจันทร์คือคนที่ชายารองจัดมาให้รับใช้ชายาเอกไม่ได้ขึ้นตรงต่อเขาสักหน่อย หากให้ตอบตามตรงตามที่เขาทราบมาก็คงต้องบอกว่าบ่าวไพร่พวกนี้สู่รู้ว่าท่านอ๋องไม่โปรดชายาเอก จึงไม่ได้ใส่ใจจะรับใช้นาง เมินเฉยได้ก็เมิน วันดีคืนดียังกลั่นแกล้งรังแกชายาเอกอีกด้วย หากตอบไปเช่นนั้น ท่านอ๋องคงต้องสืบสาวราวเรื่อง คราวนี้ก็จะถูกโยงไปถึงชายารอง คนทั่วไปอาจจะคิดว่าชายารองเป็นฝ่ายสั่งให้บ่าวรับใช้กลั่นแกล้งชายาเอกเสียด้วยซ้ำ พ่อบ้านหลี่เห็นชัดเจนว่าท่านอ๋องทรงโปรดปรานชายารองมาก เขาจึงไม่กล้ากราบทูลตามตรงเพราะอาจทำให้ชายารองขุ่นเคืองใจ “ท่านอ๋องอย่าทำให้พ่อบ้านหลี่ลำบากใจเลย บ่าวรับใช้พวกนั้นพ่อบ้านหลี่ไม่ได้เป็นคนจัดหามาให้หม่อมฉัน เกรงว่าพ่อบ้านหลี่คงจะไม่รู้เรื่องหรอกเพคะ” เสียงแหบพร่าราวกับคนป่วยของเซี่ยชิงเหยาดังออกมาจากทางหน้าประตูเรือน รุ่ยอ๋องหันไปมองจึงเห็นหญิงสาวนางหนึ่งที่สวมชุดกระโปรงสีแดงก้าวออกมาจากเรือนด้วยท่าทีที่ไม่มั่นคงนัก ดวงหน้างดงามของนางแลดูซีดเซียว ยามที่นางเดินเข้ามาใกล้เขาก็ได้กลิ่นยาล่องลอยมาตามลม...หญิงสาวนางนั้นคือเซี่ยชิงเหยา “คำพูดของเจ้าหมายความว่าอย่างไร” “ทูลท่านอ๋อง บ่าวรับใช้พวกนั้นเป็นคนที่น้องหรงเอ๋อร์ส่งมาคอยดูแลหม่อมฉันเองเพคะ เวลาปกติก็ว่านอนสอนง่ายไม่เคยเกิดเหตุการณ์ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่เช่นนี้มาก่อน แต่พออีหมัวมัวเริ่มกำเริบเสิบสาน พวกนางเองก็เริ่มละเลยหน้าที่ดูแลหม่อมฉันเช่นกัน...ยามนี้ก็คงไปอยู่ที่ไหนกันสักแห่ง แต่ท่านอ๋องไม่ต้องกังวลหรอกเพคะ รอพวกนางทราบข่าวว่าท่านอ๋องเสด็จมา พวกนางก็คงกลับมาเอง” ได้ยินคำพูดเช่นนี้ของชิงเหยา หลิวหรงเอ๋อร์ก็หน้าเปลี่ยนสี สาวใช้พวกนี้นางส่งมา อีหมัวมัวนางก็เป็นคนเจ้ากี้เจ้าการส่งมา นังสารเลวชิงเหยากล่าวว่าบ่าวพวกนี้ละเลยหน้าที่เพราะอีหมัวมัวเสี้ยมสั่ง นั่นไม่เท่ากับว่ากำลังตบหน้านางอยู่หรือ คนที่ฉลาดหน่อยก็คงพอฟังออกว่าความหมายในคำพูดของนังสารเลวนี่หมายความว่าเช่นไร “ไร้สาระสิ้นดี บ่าวรับใช้ที่ละเลยหน้าที่ให้พ่อบ้านหลี่จัดการลงโทษตามกฎระเบียบ แล้วอย่าลืมกำชับให้พวกนางดูแลชายาเอกดีๆ” รุ่ยอ๋องได้ฟังเขากลับรู้สึกโมโห บ่าวรับใช้พวกนี้บังอาจเกินไปแล้ว จะอย่างไรฐานะชายาเอกก็ไม่ได้มีไว้ให้พวกนางมาล่วงเกินได้ง่าย ๆ เหิมเกริมมาเหยียบหัวชายาเอกก็เท่ากับล่วงเกินเขาเช่นกัน “ท่านอ๋องเพคะ หรงเอ๋อร์คิดว่าแค่กล่าวตักเตือนคงพอแล้ว อย่าลงโทษรุนแรงเลย” ”ไม่ได้! บ่าวรับใช้พวกนี้กล้าละเลยต่อชายาเอกอีกทั้งยังล่วงเกินนาง ชิงเหยาเป็นภรรยาเอกของอ๋องอย่างข้า ฐานะเหนือกว่าบ่าวไพร่พวกนั้นตั้งเท่าไร หากไม่ลงโทษให้หลาบจำวันหน้าพวกนางจะไม่เหิมเกริมปีนขึ้นมาเหยียบหัวอ๋องอย่างข้าแทนรึ” หลิวหรงเอ๋อร์หน้าเสียแต่นางไม่กล้าจะเอ่ยแย้งอีก ไม่อย่างนั้นคงผิดไปจากภาพลักษณ์เรียบร้อยอ่อนหวานที่นางเพียรสร้างไว้ “ถ้าอย่างนั้นก็จัดการตามที่ท่านอ๋องเห็นสมควรเถอะเพคะ” “อืม...” รุ่ยอ๋องตอบอย่างไม่สนใจนัก จากนั้นจึงเดินขึ้นหน้าไป ชิงเหยาที่ยืนอยู่หน้าประตูหลีกทางให้เขาแล้วเชื้อเชิญให้เขาเข้ามานั่งที่ด้านในเรือน รอจนปรนนิบัติรินน้ำชาให้แขกเรียบร้อยแล้ว ชิงเหยาจึงเอ่ยปากถามว่า “ท่านอ๋องเสด็จมาด้วยเรื่องอันใดเพคะ” “ก่อนหน้านี้เปิ่นหวังเห็นเจ้าเปลืองสมองคอยทุ่มเทควบคุมดูแลจวนอ๋องจนไม่มีเวลาพักผ่อน ร่างกายอ่อนแอลงอย่างยิ่ง อาจกระทบต่อการนำเลือดมาปรุงยาให้หรงเอ๋อร์ได้ เปิ่นหวังจึงคิดว่าช่วงเวลานี้สมควรจะให้หรงเอ๋อร์เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระให้เจ้าก่อน รอจนทุกอย่างลงตัวดีแล้ว ร่างกายเจ้าแข็งแรงขึ้นแล้ว ค่อยให้เจ้าเอากลับมาดูแลเช่นเดิม” รุ่ยอ๋องกล่าวเนิบ ๆ ด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชา ชิงเหยาแทบจะสังเกตไม่ออกว่าที่แท้แล้วเขาออกความเห็นนี้ด้วยความเป็นห่วงหรือว่าแค่อยากจะยึดอำนาจนาง หากทำด้วยความเป็นห่วงก็บอกตรง ๆ ว่านางเชื่อไม่ลง ส่วนที่ทำเพราะยึดอำนาจนั้นกลับมีเค้าความเป็นไปได้อยู่มาก เดิมทีเพื่อให้นางตายใจ เขาทำดีเอาอกเอาใจและมอบอำนาจใจตำแหน่งชายาเอกให้ จนเมื่อนางยินยอมรับคำทำตัวเป็นถุงเลือดเดินได้ให้เขา เขาจึงเริ่มไม่แยแสนาง ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้เห็นได้ชัดว่าอาการของหลิวหรงเอ๋อร์ดีขึ้นมาก เกรงว่าอีกไม่นานคงไม่ต้องใช้เลือดนางปรุงยาอีก เช่นนั้นแล้วนางก็จะไร้ความหมาย ตำแหน่งชายาเอกของนาง ถึงตอนนั้นก็คงรักษาไว้ไม่ได้ “หากท่านอ๋องดำริเช่นนั้น หม่อมฉันก็ล้วนเชื่อฟังโดยดีเพคะ” แม้ความคิดร้อยแปดอย่างจะวาบผ่านสมองไป แต่ในเมื่อการไม่อยู่ในตำแหน่งชายาเอกก็เป็นเป้าหมายของนางอยู่แล้ว อย่างนั้นก็โอนอ่อนเชื่อฟังเขาสักครั้งคงไม่เสียหายอะไร “เรื่องการดูแลด้านต่าง ๆ ของจวนอ๋องหม่อมฉันสามารถวางมือได้ทันที มีแค่เรื่องบัญชีเท่านั้นที่ยังคงต้องรออีกสองสามวัน ขอให้หม่อมฉันจัดการงานที่คั่งค้างไว้หมดแล้ว จะให้พ่อบ้านหลี่นำสมุดบัญชีพร้อมกับกุญแจคลังไปถวายคืนให้นะเพคะ” รุ่ยอ๋องพยักหน้าเห็นด้วยแต่ในแววตาของเขายังคงฉายความไม่เข้าใจอยู่ในที เดิมทีเขาคิดว่านางจะอาละวาดใหญ่โตเพราะคิดว่าถูกเขายึดอำนาจภายในจวนเสียอีก เขาถึงขั้นเตรียมเหตุผลมากมายหลายข้อเพื่อนำมาโต้แย้งกับนางให้นางยอมเชื่อฟังแต่โดยดี สุดท้ายกลับ...ว่านอนสอนง่ายเช่นนี้? รุ่ยอ๋องเห็นว่าชิงเหยาท่าทีอ่อนลงหลายส่วนอีกทั้งสีหน้าของนางยังดูอ่อนล้าอยู่ไม่น้อย ในใจจึงบังเกิดรู้สึกสงสารนางขึ้นมา หลังจากกลับมาจากเรือนยลจันทร์แล้วเขาจึงเรียกพ่อบ้านหลี่มาพบที่เรือนใหญ่ “ท่านอ๋องเรียกบ่าวมา มีอะไรจะรับสั่งหรือพ่ะย่ะค่ะ” “พ่อบ้านหลี่ ระยะนี้พระชายาร่างกายไม่แข็งแรงนัก เปิ่นหวังอยากให้เจ้าคอยช่วยใส่ใจนางสักหน่อย หากมีสิ่งใดที่นางปรารถนาและไม่ได้ทำให้จวนอ๋องเดือดร้อน เจ้าก็จัดการให้นางเสีย” พ่อบ้านหลี่รับคำพลางมองไปที่เจ้านายของตนด้วยความรู้สึกสงสัย ปกติท่านอ๋องจะละเลยไม่ใส่ใจพระชายาแต่กลับให้ความรักความเอ็นดูแก่ชายารองมากกว่า ดังนั้นบ่าวรับใช้ส่วนใหญ่ในจวนจึงคอยห้อมล้อมเอาอกเอาใจแต่ชายารองและกลับกลั่นแกล้งชายาเอกอยู่เสมอ ครานี้เห็นทีว่าชายาเอกจะได้อยู่ในจวนอย่างสงบสุขเสียที “รับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ หากท่านอ๋องไม่มีสิ่งใดจะกำชับแล้ว ถ้าอย่างนั้นบ่าวขอทูลลา” “ไปเถอะ” เจิงหย่งหมิงเห็นพ่อบ้านหลี่ถอยออกไปแล้วเขาจึงหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ แต่ความคิดกลับไพล่ไปถึงสตรีชาวบ้านที่นั่งอยู่ในตำแหน่งชายาเอกของตน เซี่ยชิงเหยาเป็นสตรีที่เขารับเข้าจวนมาเพราะว่าเลือดของนางสามารถรักษาอาการป่วยที่แปลกประหลาดของหรงเอ๋อร์ได้ ในเมื่อเขาต้องใช้เลือดของนางมาปรุงยาให้หญิงที่รัก เขาจึงตอบแทนด้วยการแต่งตั้งนางเป็นชายาเอก เขาได้ตั้งใจเอาไว้แต่แรกแล้วว่าจะตอบแทนให้นางได้แค่ตำแหน่ง เกียรติยศ เงินทอง และความสะดวกสบายเท่านั้น ส่วนความรักเขาได้มอบให้หลิวหรงเอ๋อร์ที่เติบโตมาด้วยกันนานแล้ว... “คารวะท่านอ๋อง...” ทหารองครักษ์ของเขา เสวียนอีก้าวเข้ามาในห้องโถง ดึงเอาความคิดของรุ่ยอ๋องระเหยไป สายตาคมปราดหันไปมองเป็นสัญญาณให้ผู้มาใหม่พูดต่อ “ทูลท่านอ๋อง ม้าเร็วจากนอกด่านถือสาสน์มาแจ้งว่าท่านสี่ได้รับบาดเจ็บ จึงได้รับราชโองการจากฝ่าบาทให้เสด็จกลับมารักษาในเมืองหลวง และให้หมอเทวดาจินเป็นผู้ถวายการรักษาพ่ะย่ะค่ะ” ท่านสี่ที่กล่าวถึงก็คือโอรสลำดับที่สี่ของฮ่องเต้รัชกาลก่อน พระอนุชาในฮ่องเต้รัชกาลปัจจุบัน และมีศักดิ์เป็นเสด็จอาสี่ของเขา เมื่อครั้งที่อดีตฮ่องเต้สวรรคตเสด็จอาสี่มีพระชันษาเพียงสิบแปดหนาวเท่านั้น เสด็จพ่อของเขาเจิงหลงตี้ที่เป็นรัชทายาทในขณะนั้นได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่เริ่มศักราชเหยียนหลง แต่ราชบัลลังก์กลับไม่มั่นคงนัก ขุนนางในราชสำนักแบ่งออกเป็นหลายฝักฝ่าย บ้างสนับสนุนองค์ชายรอง บ้างสนับสนุนองค์ชายสาม และองค์ชายสี่ เจิงหลงตี้ฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ได้ไม่ถึงหนึ่งขวบปีก็เกิดกบฏฉินฉู่อ๋อง ซึ่งนำโดยองค์ชายสองและองค์ชายสามผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นฉินอ๋องและฉู่อ๋องตามลำดับ ครานั้นบ้านเมืองระส่ำระสาย หากไม่ได้องค์ชายสี่นำกองกำลังเข้าปราบปรามกบฏรักษาบัลลังก์ไว้ได้ เกรงว่าจิ่งโจวคงจะได้เปลี่ยนศักราชใหม่ไปแล้ว หลังจากที่เรื่องราวในปีนั้นสิ้นสุดลง บ้านเมืองสงบร่มเย็นแต่ทว่าในใจของเจิงหลงตี้ฮ่องเต้กลับมีความหวาดระแวงหยั่งรากลึกเสียแล้ว องค์ชายสี่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคลื่นลมในราชสำนักและจิ่งโจวจึงได้ทูลขอราชโองการเข้ารับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ไปประจำการยังชายแดนติดกับแคว้นเซี่ยโจว ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นชินอ๋อง แล้วจึงเดินทางออกจากเมืองหลวงไม่หวนกลับมาอีกเลยจวบจนเวลาผ่านไปสิบขวบปี “เสด็จอาสี่กลับมาครานี้ เมืองหลวงคงปั่นป่วนไม่น้อย แต่เอาเถอะ เจ้าไปแจ้งข่าวให้จื่ออี้รับทราบไว้ พระบัญชาของฝ่าบาทมิอาจฝ่าฝืน” “พ่ะย่ะค่ะ” เวลาสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็วชิงเหยาจัดการบัญชีเสร็จเรียบร้อยจึงให้คนไปตามพ่อบ้านหลี่มารับไปส่งต่อให้ชายารอง แต่มิคาดว่านอกจากพ่อบ้านหลี่แล้ว ชายารองหลิวหรงเอ๋อร์กลับเดินทางมารับสมุดบัญชีและกุญแจคลังถึงที่ “หรงเอ๋อร์คารวะพี่หญิง” หลิงหรงเอ๋อร์ยอบกายลงทำความเคารพชิงเหยาอย่างเสียไม่ได้ ตั้งแต่ครั้งก่อนท่านอ๋องได้กำชับไว้แล้วว่าต้องปฏิบัติต่อพระชายาเอกให้สมฐานะ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจล่วงเกินนางได้ หลิวหรงเอ๋อร์จึงได้แค้นใจนัก บุตรีเสนาบดีกรมคลังอย่างนางต้องมาก้มหัวให้ชาวบ้านชาวนาต่ำต้อยอย่างชิงเหยา นับเป็นเรื่องเสียเกียรติอย่างมาก แต่นางก็ไม่กล้าขัดรับสั่งของท่านอ๋อง “ตามสบายเถอะ ชายารองช่างกระตือรือร้นเสียจริง สุขภาพร่างกายดีขึ้นแล้วรึ” ชิงเหยาปรายตามองหลิงหรงเอ๋อร์ ใบหน้าของนางดูเอิบอิ่มไม่ได้มีความซีดเซียวราวกับคนป่วยเลยแม้แต่น้อย ทั้งดวงตาสุกใสกับริมฝีปากสีแดงระเรื่อนั่นอีก “เป็นเพราะบารมีของท่านอ๋องและพี่หญิงที่ทำให้อาการป่วยของข้าใกล้จะหายดีแล้ว วันนี้จึงพอจะมีเรี่ยวแรงมาคารวะพี่หญิงได้” หลิวหรงเอ๋อร์แอบกัดฟันพูดเล็กน้อย นังคนชั้นต่ำนี่ไม่ใช่ว่าจับพิรุธอะไรของนางได้จึงได้เอ่ยทักถึงอาการป่วยของนางหรอกนะ “ในเมื่อดีขึ้นแล้วนั่นก็เป็นเรื่องที่ดี ข้าจะได้วางใจให้เจ้าดูแลจวนอ๋องต่อ ไม่อย่างนั้นหากอาการยังกำเริบอีก เกรงว่าอำนาจที่อุตส่าห์ได้ไปจะสูญไปเสียเปล่า” “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ ท่านอ๋องอุตส่าห์ไว้ใจให้ข้าดูแลจวนอ๋องแทนท่าน ไม่ว่าอาการป่วยจะกำเริบหรือไม่ อย่างไรเสียข้าก็จะต้องไม่ทำให้ท่านอ๋องผิดหวัง” เซี่ยชิงเหยายกถ้วยชาขึ้นมาจิบโดยเจตนาบดบังมุมปากที่ยิ้มเยาะของนางไว้ หลิวหรงเอ๋อร์ผู้นี้กระหายอำนาจในตำแหน่งชายาเอกเสียจนแม้กระทั่งแสร้งป่วยก็คงไม่ทำแล้วสินะ “เอาเถอะ เห็นเจ้ามีความตั้งใจแน่วแน่เช่นนี้ข้าเองก็วางใจเช่นกัน นี่คือสมุดบัญชีกับกุญแจคลังของจวน ต่อไปนี้ก็ต้องมอบให้เจ้าดูแลแล้ว” ชิงเหยาหยิบเอาสมุดบัญชีเล่มหนาที่วางอยู่ข้างกายพร้อมกับกุญแจพวกใหญ่ส่งให้กับหลิวหรงเอ๋อร์จากนั้นจึงเอ่ยไล่ให้พวกนางกลับไปเสียโดยอ้างว่าร่างกายของนางยังไม่แข็งแรงดีนัก จำเป็นต้องพักผ่อน เวลานี้เองเสี่ยวเหยาที่ต้องอยู่เงียบๆ มานานเริ่มทนไม่ไหว ‘ชิงเหยา พาข้าออกไปเที่ยวเล่นหน่อยสิ ข้าเบื่อจะแย่’ เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย นางเองก็ไม่อยากที่จะอยู่แต่ในจวนนี้ไปนาน ๆ หรอก เพียงแต่ว่าร่างกายของนางในยามนี้ยังไม่ดีนัก เกรงว่าออกไปเจอลมข้างนอก กลับมาคงได้จับไข้นอนซมอีกแน่ “เจ้าอยากไปที่ไหนล่ะ ร่างกายข้ายังไม่แข็งแรงพอจะพาเจ้าเดินเที่ยวไปทั่วเมืองหรอกนะ” ‘ก็จริง ถ้าอย่างนั้นออกไปหาร้านอาหารดีๆ สักร้านหรือไม่ก็โรงน้ำชาที่ขายของอร่อยๆ ก็ได้ อย่างนี้ก็ไม่ต้องเดินให้เหนื่อย แล้วก็จะได้สั่งอาหารที่มีประโยชน์มาบำรุงร่างกายของเจ้าแทนไงล่ะ’ ชิงเหยาพยักหน้าเห็นด้วยแล้วนางก็ไม่รอช้าลากหีบไม้แดงที่ซ่อนอยู่ใต้เตียงนอนของนางออกมา ใช้กุญแจไขล็อกแล้วจึงเปิดออก ข้างในเต็มไปด้วยเงินทองและเครื่องประดับมากมายจนเต็มหีบ ก้นหีบยังมีหนังสือมีค่าหายากมากมายวางอยู่อย่างเป็นระเบียบ ชิงเหยาไม่ได้เอาอะไรออกมามากมาย เพียงหยิบตั๋วเงินออกมาสองสามแผ่นยัดใส่แขนเสื้อไว้ แล้วจึงเก็บหีบเข้าไปไว้ใต้เตียงเช่นเดิม ‘โอ้ เจ้าเองก็ร่ำรวยไม่ใช่น้อยเลย ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องมาทนรับความทรมานอยู่ที่นี่’ “หากไม่ใช่เพราะยามนั้นข้าถูกความรักบังตา หนีออกจากบ้านมาแต่งกับรุ่ยอ๋อง ข้าจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้รึ เวลานี้ก็เหมือนขึ้นขี่หลังเสือ หากอยากลงมาก็ต้องระมัดระวังให้ดี มิเช่นนั้นจะถูกมันกัดเอาได้” ตอนนั้นก่อนที่นางจะหนีมายังจิ่งโจวก็ทะเลาะกับทางบ้านใหญ่โต ทำร้ายจิตใจท่านพ่อท่านแม่ไปไม่น้อย และได้พนันกับพี่ๆ ทั้งหลายไว้ว่านางจะใช้ฐานะของคนจนมาพิสูจน์ความรักของนาง หากผิดสัญญานางจะไม่กลับมาที่บ้านอีก ดังนั้นนางจึงแต่งเข้าจวนอ๋องโดยที่ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่ได้มีเงินทองอะไรมากมาย ทั้งยังปกปิดฐานะคุณหนูตระกูลเซี่ยไว้อีกด้วย ผู้คนที่นี่รู้แค่ว่านางไม่มีที่ให้พึ่งพิงอะไรจึงเอาแต่ดูถูกและกลั่นแกล้ง แต่นางกลับยังยืนกรานจะอยู่ที่นี่ ให้ตายก็ไม่ยอมกลับบ้านมีแต่ส่งจดหมายกลับไปเท่านั้น ทว่าจดหมายที่ส่งไปส่วนใหญ่มีแต่ขอเงินจากทางบ้านมาจุนเจือจวนอ๋อง ยามนี้ตาสว่างแล้วนางอยากกลับไปจะแย่ แต่นางแพ้พนันแล้วและเกรงว่าท่านพ่อท่านแม่และพี่ ๆ ทั้งหลาย คงไม่ยอมอภัยให้นาง ยามนี้นางเรียกได้ว่าตัวคนเดียวอย่างแท้จริง ชีวิตน้อย ๆ ของนางจะรอดออกไปจากจวนอ๋องอย่างไร ออกไปได้แล้วจะทำอะไร นางต้องคิดให้รอบคอบ มีลู่ทางแล้วค่อยออกไปก็ยังไม่สาย “ไปกันเถอะ” ชิงเหยาละความคิดจากเรื่องราวในอดีต ยามนี้มีแต่ต้องอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น รอให้ทุกอย่างคลี่คลายแล้วค่อยคิดถึงเรื่องกลับบ้าน ชิงเหยาให้สาวใช้ที่หน้าห้องออกไปแจ้งพ่อบ้านหลี่ให้เตรียมรถม้าให้นางคันหนึ่ง จากนั้นจึงเดินทางออกจากจวนอ๋องอย่างสบายใจแล้วมุ่งหน้าไปที่โรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงจิ่งโจว ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงหนึ่งก้านธูป นางก็มาถึงแล้ว ‘ว้าว! ที่นี่มันช่างอลังการจริง ๆ’ เสี่ยวเหยาอุทานออกมาอย่างตื่นเต้น นางกวาดสายตามองไปโดยรอบพลางเอ่ยชมนู่นนี่ไม่ขาดปากราวกับเด็กน้อยที่ได้ออกมาเห็นโลกเป็นครั้งแรก ชิงเหยาจึงได้แต่ยิ้มอย่างเอ็นดู “ที่นี่คือฮวาหม่านโหลว (ดอกไม้เต็มหอ) เป็นโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งแห่งจิ่งโจว” ‘ปล่อยวางเยาะเย้าสรรพสิ่ง เพียงกลิ่นไม้หอมนอกหน้าต่าง...’ เสี่ยวเหยาหลับตาสัมผัสกับกลิ่นหอมอบอวลของดอกไม้นานาพันธุ์ที่ปลูกประดับไว้ในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ พลางร่ายกลอนออกมาเบาๆ “ยินดีต้อนรับแม่นาง ข้าน้อยคือหลงจู๊หวัง มีอะไรให้ข้าน้อยรับใช้หรือไม่” “หลงจู๊หวัง (ผู้ดูแลโรงเตี๊ยม) ข้าต้องการห้องส่วนตัวที่บรรยากาศดีหน่อย แล้วก็อาหารขึ้นชื่อของที่นี่สักสี่ห้าอย่างแล้วก็เหล้าเหมยแดงหนึ่งกา” ชิงเหยาสั่งการลงไปอย่างเป็นธรรมชาติ แม้ว่าจะสวมบทเป็นสาวชาวนามาหนึ่งปี แต่ท่าทางอย่างคุณหนูตระกูลใหญ่กลับหลุดออกมาไม่น้อย เสี่ยวเหยาสงสัยจริง ๆ ว่าที่แท้แล้วรุ่ยอ๋องตาบอดด้วยหรือไม่จึงมองไม่ออกเลยแม้แต่ครั้งเดียว...
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD