ชิงเหยาเดินตามหลงจู๊หวังไปที่ชั้นสอง และเมื่อเดินผ่านห้องส่วนตัวที่อยู่ตรงมุมบันไดนั้นเอง นางก็ได้ยินเสียงแหลมสูงของสตรีนางหนึ่งดังออกมา
“ข้าก็คิดว่าใครให้เกียรติมาเยือนโรงเตี๊ยมของหลงจู๊หวัง ที่แท้คือชายารุ่ยอ๋องนี่เอง!”
สตรีนางหนึ่งก้าวออกมาดักหน้านางแล้วกวาดสายตามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าด้วยท่าทีรังเกียจ ชิงเหยาเงยหน้ามองนางอย่างไม่สบอารมณ์ นาน ๆ ทีจะได้ออกมาเที่ยวเล่น กลับต้องมาเจอตัวขัดโชคของนางอย่างองค์หญิงอวี้หลิงเช่นนี้ เห็นทีวันนี้คงไม่ได้นั่งจิบเหล้าอย่างสบายใจแล้ว
องค์หญิงอวี้หลิงคือธิดาองค์เล็กของฝ่าบาทและเจียงกุ้ยเฟย เป็นน้องสาวร่วมมารดาเดียวกันกับรุ่ยอ๋อง ปีนี้อายุย่างเข้าสิบห้าปีแล้ว เบื้องหลังของนางยังมีสตรีวัยแรกรุ่นอยู่อีกสี่นาง ล้วนแต่เป็นบุตรีของเหล่าขุนนางในราชสำนักทั้งสิ้น
“ที่แท้แม่นางท่านนี้ก็คือพระชายาเอกในรุ่ยอ๋องนี่เอง ข้าน้อยเสียมารยาทแล้ว พระชายาเชิญด้านนี้”
หลงจู๊ได้ฟังคำพูดขององค์หญิงอวี้หลิงแล้วก็ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจนางเหมือนคนอื่น ในส่วนนี้ชิงเหยาแอบให้คะแนนโรงเตี๊ยมแห่งนี้เพิ่มอย่างไม่ต้องสงสัย หากเป็นผู้อื่นในนครกู่เฉิงแห่งนี้ เมื่อได้รู้ฐานะของนางแล้วล้วนแต่มองนางด้วยความรังเกียจทั้งนั้น
เมื่อปีกลายขณะที่นางคอยตามตอแยรุ่ยอ๋องให้เขารับนางเป็นภรรยานั้น ชาวบ้านในนครกู่เฉิงล้วนทราบกันทั้งสิ้น ขณะนั้นรุ่ยอ๋องกับหลิวหรงเอ๋อร์เป็นดั่งคู่รักฟ้าประทาน ชายหนุ่มหล่อเหลา หญิงสาวงดงาม ส่วนนางเป็นหญิงสารเลวหน้าไม่อายที่ทำตัวเป็นไม้หวดยวนยางแยกคู่รักที่สวรรค์สรรค์สร้างออกจากกัน
หากมิใช่เพราะจู่ ๆ หลิวหรงเอ๋อร์ที่มีอาการป่วยแปลกประหลาดติดตัวมาแต่กำเนิดเกิดอาการกำเริบขึ้นมา แล้วหมอเทวดาจินดันตรวจเจอว่าเลือดของนางสามารถทำเป็นยารักษาหลิวหรงเอ๋อร์ได้ เรื่องราวคงไม่เป็นเช่นวันนี้
“หลงจู๊หวังมิต้องเกรงใจไป ข้าเพียงต้องการมาจิบชาชมดอกไม้ที่โรงเตี๊ยมของท่านเท่านั้น”
ทั้งนางและหลงจู๊หวังล้วนมองผ่านกลุ่มขององค์หญิงอวี้หลิงไปอย่างไม่ใส่ใจ ชิงเหยากำลังจะออกเดินตามไปแต่กลับถูกอวี้หลิงรั้งตัวไว้
องค์หญิงอวี้หลิงก้าวเข้ามาขวางทางเซี่ยชิงเหยาด้วยท่าทีเอาเรื่อง นางไม่ชอบใจที่หญิงผู้นี้แย่งคนรักของพี่หรงเอ๋อร์ของนาง ทั้งยังทำให้ชื่อเสียงของพี่ชายนางเสื่อมเสีย ดังนั้นเมื่อใดที่เจอชิงเหยา นางจะต้องเข้ามาว่ากล่าวเหน็บแนมทุกครั้ง
“บังอาจ! เป็นแค่หญิงชั้นต่ำ กล้าเมินข้ารึ!”
ชิงเหยาไม่อยากจะเสวนากับองค์หญิงอวี้หลิงให้เปลืองคำ แต่คำพูดเมื่อครู่ของนางกลับดึงดูดความสนใจของผู้คนที่อยู่ในโรงเตี๊ยมให้หันมามองพวกนางเป็นตาเดียว ชิงเหยาเห็นว่าในเมื่อเลี่ยงไม่ได้แล้ว เช่นนั้นก็ทะเลาะเป็นเพื่อนนางสักหน่อยนางคงพอใจ
“องค์หญิงอวี้หลิง ไม่เจอกันนาน ท่านยังไร้มารยาทเช่นเดิม”
คำพูดเพียงประโยคเดียวของชิงเหยาทำให้สายตาขององค์หญิงอวี้หลิงสั่นระริกจ้องมองมาราวกับมีกองไฟน้อยๆ สุมอยู่ในสายตาแทบจะปะทุออกมาอยู่รอมร่อ
“เจ้า...นังหญิงหน้าไม่อาย มีสิทธิ์อันใดมาสั่งสอนองค์หญิงอย่างข้า”
องค์หญิงอวี้หลิงเต้นเร่าแล้วชี้หน้านาง ชิงเหยากลับยิ้มเยาะเพื่อยั่วอารมณ์ให้นางคุมตัวเองไม่อยู่ แต่ชิงเหยากลับพูดต่อด้วยน้ำเสียงสงบ
“ข้าหาได้อยากสั่งสอนองค์หญิงไม่ แต่ท่านเป็นน้องสาวของรุ่ยอ๋อง รุ่ยอ๋องเป็นสามีของข้า ดังนั้นข้าจึงมีฐานะเป็นพี่สะใภ้ของท่าน ข้ามิอาจเห็นท่านไม่รักษามารยาทต่อหน้าธารกำนัลได้เพราะอาจจะกระทบต่อชื่อเสียงของท่านอ๋อง”
“เจ้า...”
องค์หญิงอวี้หลิงถูกนางเอารุ่ยอ๋องมากดดันจึงพูดอะไรไม่ออกมาชั่วขณะ นางเป็นธิดาที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานที่สุดนางจึงได้โอหังไม่เกรงกลัวใคร ไม่ฟังคำพูดใคร มีเพียงแค่รุ่ยอ๋องเท่านั้นที่ไม่เคยเอาอกเอาใจนางและสามารถทำให้นางรู้สึกกลัวได้
“เจ้ากล้าเอาเสด็จพี่มาข่มขู่ข้า ฝากไว้ก่อนเถอะ!”
องค์หญิงอวี้หลิงชี้หน้าชิงเหยาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะสะบัดหน้าจากไปอย่างโมโห เพียงพริบตาเดียวนางและเหล่าผองเพื่อนทั้งสี่ก็หายลับสายตาไป ชิงเหยาจึงส่ายหัวเล็กน้อย ในสายตานางองค์หญิงอวี้หลิงเป็นเพียงเด็กน้อยที่ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเท่านั้น นางไม่อาจทำอะไรชิงเหยาได้ นอกจากพูดจาเหน็บแนมส่อเสียด
“ขออภัยหลงจู๊หวังด้วย ให้ท่านเห็นเรื่องน่าขำเสียแล้ว”
ชิงเหยาหันไปกล่าวกับหลงจู๊ผู้ยืนดูสถานการณ์อยู่ในมุมหนึ่งเงียบๆ แล้วจึงเดินไปยังห้องส่วนตัวของนาง รอไม่นานนักอาหารและเหล้าที่นางสั่งไว้ก็ถูกยกขึ้นมาวางเรียงรายบนโต๊ะด้านหน้านาง ชิงเหยาโบกมือให้เสี่ยวเอ้อร์กลับไปจากนั้นจึงใช้ตะเกียบหยกคีบอาหารกินอย่างละเลียด
แต่ยังกินไปได้ไม่เท่าไร วิญญาณของเสี่ยวเหยาที่วนเวียนไปทั่วโรงเตี๊ยมก็กลับมาในที่สุด นางมีหน้าตาแตกตื่นราวกับไปเจอผีอีกตัวมานั่นแหละ
‘ชิงเหยา! แย่แล้ว ข้างล่างมีเด็กกำลังจะตาย!’
อารามรีบร้อนเสี่ยวเหยาก็พุ่งมาชนนาง ชิงเหยารู้สึกว่าร่างกายเย็นยะเยือกจากนั้นนางก็วูบไป พอตั้งสติ ได้อีกครั้งก็พบว่าตนเองมายืนอยู่ที่ริมบันไดกำลังจะพุ่งตัวลงไปชั้นล่างแล้ว ที่แท้แล้วเกิดอะไรขึ้น เหตุใดนางจึงพุ่งตัวลงไปโดยที่นางบังคับตัวเองไม่ได้เลย!!
ชิงเหยาดิ่งตรงไปหาฝูงชนกลุ่มหนึ่งที่กำลังห้อมล้อมเด็กหญิงตัวน้อยอยู่ เด็กน้อยหน้าตาเขียวคล้ำ ราวกับกำลังจะขาดอากาศหายใจ ขณะนั้นเองความคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามาในสมองของชิงเหยา เป็นความคิดของเสี่ยวเหยานั่นเอง ชิงเหยายังคงไม่รู้ตัว
นางบังคับร่างกายตนเองไม่ได้ แต่กลับรีบเข้าไปกอดเด็กหญิงจากทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงใช้นิ้วโป้งวางลงตรงลิ้นปี่ของเด็ก นิ้วกลางอยู่ตรงสะดือ นิ้วชี้อยู่ตรงกลาง มืออีกข้างทำกำปั้นวางตรงโคนนิ้วชี้ ให้ด้านนิ้วโป้งแนบลำตัว จากนั้นจึงดึงมือที่หาตำแหน่งออกมากุมกำปั้นไว้ ชิงเหยาเอนตัวกดให้เด็กน้อยค้อมกายลง จากนั้นนางก็กางข้อศอกออกเพื่อที่จะเริ่มกระแทกใต้กะบังลมให้เด็กคายอาหารที่ติดคออยู่ออกมา
ยังไม่ทันได้ทำตามที่นางตั้งใจ ก็ถูกใครบางคนดึงออกมาเสียก่อนพร้อมกับเสียงอันอ่อนโยนดังมาจากทางด้านหลัง
“พี่หญิงช้าก่อน ท่านไม่รู้วิชาแพทย์จะลงมือสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร”
เป็นหลิวหรงเอ๋อร์นางเดินเข้ามาพร้อมกับสาวใช้อีกสองนางคือปี้หนี่ว์และปี้หู่ นางสั่งให้ปี้หู่มาดึงชิงเหยาออกไปแล้วให้ปี้หนี่ว์เข้าไปจับเด็กไว้
“การช่วยเหลือเด็กที่ถูกเศษอาหารติดคอ ท่านหมอต่างเคยบอกไว้ว่าล้วงเอาออกมาก็ได้แล้ว ปี้หนี่ว์จัดการสิ”
หลิวหรงเอ๋อร์ทำท่าทีราวกับผู้รู้มากวิชาคอยชี้นิ้วสั่งการให้ปี้หนี่ว์อ้าปากเด็กออกกว้างแล้วนางก็ใช้มือตนเองล้วงเข้าไปในปากเด็ก!
“ข้าไม่รู้วิชาแพทย์แล้วเจ้ารู้รึ เจ้าเองก็ไม่ใช่แพทย์เช่นกัน ปี้หู่ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”
ขณะนี้เองชิงเหยาจึงตั้งสติได้ คนที่ควบคุมร่างกายนางตอนนี้ก็คือเสี่ยวเหยา คงเป็นเมื่อครู่ที่เสี่ยวเหยาวิ่งมาชนนาง วิญญาณของนางจึงเข้ามาสิงในร่างนางได้ การกระทำเมื่อครู่ทั้งหมดล้วนเป็นเสี่ยวเหยาทั้งสิ้น
ชิงเหยาเข้าใจแล้วถึงนางจะไม่รู้ว่าเสี่ยวเหยาต้องการจะช่วยเด็กคนนั้นอย่างไร แต่เสี่ยวเหยาเองก็เป็นหมอ เทียบกันแล้วนางเชื่อใจเสี่ยวเหยาที่เป็นวิญญาณมากกว่าความรู้เท่าหางอึ่งของหลิวหรงเอ๋อร์แน่นอนดังนั้นนางจึงไม่ขัดขืน ปล่อยให้เสี่ยวเหยาควบคุมร่างกายนางต่อไป
“พี่หญิงเป็นสาวชาวบ้าน ไม่ได้มีความรู้อะไรติดตัว หรงเอ๋อร์จะปล่อยให้ท่านสอดมือเข้ามาทำร้ายเด็กคนนี้ได้อย่างไร”
หลิวหรงเอ๋อร์ยังคงไม่ละความพยายามที่จะเสียดสีนางและสอดมือเข้าไปในปากของเด็กลึกยิ่งขึ้น เสี่ยวเหยาในร่างชิงเหยาเห็นเด็กมีอาการตาเหลือกก็ร้อนใจจนสะบัดปี้หู่จนหลุด
“คนไม่มีความรู้มันคือเจ้านั่นแหละ ล้วงมือเข้าไปควานหาเศษอาหารมีแต่จะผลักให้มันเข้าไปติดลึกขึ้น หลอดลมเด็กก็จะเสียหาย ไม่เพียงช่วยเด็กไม่ได้ ยิ่งจะทำให้นางต้องตายก่อนวัยอันควรด้วย”
เสี่ยวเหยาดึงหลิวหรงเอ๋อร์ออกมาให้ห่างจากเด็กหญิงจากนั้นก็ผลักปี้หนี่ว์ที่จับตัวเด็กไว้ออกไป จากนั้นนางก็เข้าไปซ้อนตัวเด็กจากด้านหลังมือทั้งสองกำเป็นกำปั้น กางข้อศอกออกแล้วเริ่มกระแทกกำปั้นใต้กะบังลมของเด็กน้อย ทำซ้ำอยู่ห้าหกครั้ง ในที่สุดก็มีเม็ดพุทราหลุดออกมาจากคอของนาง
เด็กน้อยหายใจเฮือกใหญ่แล้วไอไม่หยุด แต่สีหน้าดีขึ้นแล้ว เห็นอย่างนั้นเสี่ยวเหยาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก คนที่มามุงดูเห็นเด็กน้อยปลอดภัยแล้วจึงพากันชื่นชมเสี่ยวเหยาไม่หยุด หลิวหรงเอ๋อร์เห็นดังนั้นจึงกัดฟันกรอด นางรู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่ง
เวลานั้นเองมีชายอ้วนร่างสูงวิ่งเข้ามาในโรงเตี๊ยมด้วยสีหน้าแตกตื่น ปากตะโกนเรียกคุณหนูไม่หยุดพลางแหวกกลุ่มคนเข้ามา
“คุณหนูเป็นเช่นไรบ้าง”
“นางไม่เป็นอะไรแล้ว เม็ดพุทราหลุดออกมาแล้ว ตอนนี้ต้องให้นางค่อยๆ ปรับลมหายใจ อีกเดี๋ยวก็ดีขึ้น”
เสี่ยวเหยาเห็นชายคนนั้นกังวลมากจึงอดไม่ได้ที่จะปลอบใจเขาสักหน่อย
ชายอ้วนผู้นั้นก็คือพ่อบ้านเกาแห่งจวนท่านสี่ หลงจู๊หวังที่รู้จักกับเขาก็รีบเข้ามารายงานเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้พ่อบ้านเกาฟังอย่างละเอียด เมื่อฟังจบพ่อบ้านเกาก็หันไปคารวะเสี่ยวเหยาเป็นการขอบพระคุณที่นางช่วยเหลือคุณหนูของเขาไว้
“ข้าน้อยขอบพระคุณแม่นาง คุณหนูของข้าคือคุณหนูลู่หลี เป็นธิดาบุญธรรมของท่านสี่ หากวันนี้นางเป็นอะไรไปเกรงว่าบ่าวอย่างข้าน้อยก็คงรักษาชีวิตไว้ไม่ได้”
“พ่อบ้านเกาไม่ต้องเกรงใจ ข้าเห็นคนเดือดร้อนย่อมต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ”
เสี่ยวเหยาตอบด้วยรอยยิ้ม เมื่อเห็นว่าลู่หลีอาการดีขึ้นมากแล้วจึงยิ้มให้นางจากนั้นก็ขอตัวลา เมื่อกำลังจะลุกขึ้นยืนนางก็หลุดออกมาจากร่างของชิงเหยา ชิงเหยาที่รู้สึกตัวตลอดเวลาจึงสามารถกลับมาบังคับร่างกายตนเองได้เช่นเดิม
“ในเมื่อจบเรื่องแล้ว เช่นนั้นข้าต้องขอตัวก่อน”
“พี่หญิงช้าก่อน ท่านอ๋องให้ข้ามารับท่านกลับจวน”
หลิวหรงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ด้านข้างมานานแล้วเอ่ยขึ้น มุมปากของนางแย้มยิ้มเป็นรอยยิ้มหวานที่ดูน่าสงสัยเป็นอย่างมาก ชิงเหยาเลิกคิ้วขึ้นมองกลับไป รุ่ยอ๋องโปรดปรานชายารองหมางเมินชายาเอก ข้อนี้ใครๆ ก็รู้กันทั่ว เหตุใดจู่ๆ จึงสั่งให้ชายารองมารับนางกลับจวนกันนะ
“ท่านผู้มีพระคุณช้าก่อน...ข้าน้อยขอทราบชื่อเสียงเรียงนามของท่านได้หรือไม่”
“นางคือชายาเอกในรุ่ยอ๋อง เซี่ยชิงเหยา”
หลิวหรงเอ๋อร์ชิงตอบ เมื่อได้รู้ฐานะของชิงเหยา สายตาเลื่อมใสของพ่อบ้านเกาก็เลือนหายไปกลายเป็นความเคลือบแคลง ชิงเหยาหาได้ถือสาอะไรไม่ นางเคยชินเสียแล้ว จึงเพียงพยักหน้าให้เขาคราหนึ่งแล้วจึงเดินไปขึ้นรถม้าจวนอ๋องที่จอดเทียบอยู่หน้าโรงเตี๊ยม เพื่อเดินทางกลับจวน