ความลับของคนไข้

1272 Words
วางสายไปแล้ว แต่ความเงียบในบ้านกลับน่ากลัวกว่าเดิม เพียงชีวาเดินไปที่ตู้ไม้สัก ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะตัดสินใจหยิบกล่องเหล็กออกมาเปิดอีกครั้ง กลิ่นกระดาษเก่าชื้น ๆ ลอยฟุ้งขึ้นมาเหมือนกลิ่นของห้องเก็บศพ เพียงชีวามองปากกาด้ามเงินที่วางนิ่งอยู่ แล้วรีบปิดฝากล่องล็อกกุญแจเก็บเข้าที่เดิมอย่างรวดเร็ว เพียงชีวารีบคว้ากระเป๋าแล้วพาตัวเองก้าวพ้นประตูบ้านออกมาอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าอากาศภายในนั้นกำลังบีบคั้นหัวใจจนเธอแทบหายใจไม่ออก ยิ่งอยู่นาน... ความจริงที่เพิ่งรับรู้ก็ยิ่งเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงความรู้สึกจนพรุนไปหมด บรรยากาศระหว่างทางไปโรงพยาบาลในยามเช้าเงียบสงบผิดปกติ แต่มันเป็นความสงบที่ชวนให้อึดอัด เหมือนช่วงเวลาก่อนที่พายุใหญ่จะพัดถล่ม ชาวบ้านที่ขี่มอเตอร์ไซค์สวนมาต่างชะลอรถมองรถของเธอ สายตาเหล่านั้นไม่ได้มองด้วยความชื่นชมอีกแล้ว แต่เป็นสายตาของคนที่กำลังจับผิดและรอคอยจะเห็นเธอพังพินาศ เมื่อรถแล่นผ่านร้านกาแฟหน้าวัด เพียงชีวาเห็น ป้าสมจิต กำลังชงกาแฟอยู่หลังเคาน์เตอร์ ป้าสมจิตเงยหน้าขึ้นทำท่าจะยิ้มทัก แต่พอเหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งที่นั่งอยู่มุมร้าน รอยยิ้มนั้นก็ชะงักค้างและหุบลงทันที ที่มุมร้านนั้น... ป้าแสงเจ้าของเขียงหมูประจำอำเภอ นั่งอยู่กับกลุ่มขาประจำ นางหันมามองรถของเพียงชีวาพอดี ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นหรี่ลง จ้องมองเขม็งด้วยสายตาที่เย็นเยียบ มันไม่ใช่แค่ความเกลียดชัง แต่มันเหมือนสายตาของสัตว์นักล่าที่ได้กลิ่นเลือดและกำลังเริ่มหิวโหย เพียงชีวาเชิดหน้าขึ้น มองตรงไปข้างหน้าไม่ยอมสบตาใคร เธอพยายามบอกตัวเองว่าคำคนก็แค่ลมปาก แต่เธอก็รู้ดีว่า... ลมปากของคนหมู่บ้านนี้มันมีเขี้ยว และมันกัดเจ็บยิ่งกว่าหมา โรงพยาบาลอำเภอยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นเดิม ๆ กลิ่นน้ำยาถูพื้น กลิ่นยาดม และกลิ่นไอของความเจ็บป่วย เพียงชีวารีบเดินตรงไปยังตึกผู้ป่วยใน แต่ก่อนที่จะถึงห้องพักของแม่ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นแพทย์เจ้าของไข้ยืนดูชาร์ตคนไข้อยู่หน้าห้องเวชระเบียน แผ่นหลังของหมอคนนี้คุ้นตามาก... เขาเป็นหมอเก่าแก่ที่ประจำอยู่ที่นี่มานาน นานพอที่จะทันเห็นเรื่องราวในอดีต เพียงชีวาตัดสินใจเดินเข้าไปหา “ขอโทษค่ะคุณหมอ... ดิฉันเป็นลูกสาวคนไข้ห้อง 312 ค่ะ อยากจะขอคุยเรื่องอาการแม่ และเรื่องเอกสารที่ทางโรงพยาบาลแจ้งว่าต้องเซ็นค่ะ” คุณหมอศิลา ชายวัยกลางคนหันมาขยับแว่นสายตา ใบหน้าของเขาดูใจดีแต่แววตาฉายความเหนื่อยล้าเหมือนคนที่เห็นความตายมาจนชินชา “อ๋อ... คุณเพียงชีวาใช่ไหมครับ” “ค่ะ” หมอผายมือเชื้อเชิญให้เธอไปนั่งคุยที่ม้านั่งไม้ ตรงมุมเงียบ ๆ ของทางเดิน “อาการของคุณแม่เมื่อคืนความดันขึ้นสูงนิดหน่อยครับ น่าจะเกิดจากความเครียด แต่เช้านี้เริ่มทรงตัวแล้ว... อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้คุณแม่มีภาวะสับสนเป็นพัก ๆ นะครับ อาจจะพูดจาไม่รู้เรื่อง หรือเอาเรื่องอดีตมาปนกับปัจจุบัน” เพียงชีวาพยักหน้าช้า ๆ “เมื่อวานแม่ก็พูดจาแปลก ๆ ค่ะ... แม่พูดเรื่องเอกสารเหมือนแกกำลังกลัวอะไรบางอย่าง” หมอชะงักไปเล็กน้อย มือที่ถือปากกาหยุดเขียน เขาเงยหน้าขึ้นมองเพียงชีวาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป “เรื่องเอกสารทางการแพทย์ไม่มีอะไรซับซ้อนหรอกครับ... แต่ผมเข้าใจว่าที่คุณแม่มีอาการแบบนี้ เพราะแกอาจจะมี ปมหลังฝังใจเกี่ยวกับเรื่องกระดาษพวกนี้มาก่อน” “ปมหลังฝังใจ ?” เพียงชีวาทวนคำ หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้น “เหตุการณ์ตอนไหนคะหมอ ? หมอหมายถึง... คืนนั้นเหรอคะ?” หมอมองหน้าเธอนิ่งนาน เหมือนกำลังชั่งใจว่าจะพูดดีหรือไม่ หรือกำลังประเมินว่าเธอรู้เรื่องมากแค่ไหน “ผมไม่อยากให้คุณตีความไปไกลนะครับ... แต่ผมไปค้นดูแฟ้มประวัติเก่าของคุณแม่เมื่อหลายปีก่อน มีบันทึกการรักษาที่น่าสนใจอยู่... ครั้งนั้นคุณแม่ถูกพามาส่งห้องฉุกเฉินกลางดึก มีแผลฟกช้ำตามตัว และแกเคยแจ้งพยาบาลเวรไว้ว่า... ถูกกดดันข่มขู่เรื่องที่ดิน” เพียงชีวาหูอื้อไปชั่วขณะ รู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้ากำลังยุบตัวลง “บันทึกนั้น... ใครเป็นคนพาแม่มาคะ ?” หมอถอนหายใจยาว ปิดแฟ้มในมือลง “มันมีระบุชื่อคนพามาครับ แต่... มันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของคู่กรณี ผมคงบอกตรง ๆ ไม่ได้ เพราะผมต้องระวังเรื่องกฎหมาย” “คุณหมอคะ...” เพียงชีวาขยับตัวเข้าไปใกล้ ยกมือไหว้ด้วยความร้อนรน น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาที่ขอบตา “แม่ฉันกำลังแย่... และฉันกำลังตกอยู่ในอันตราย ฉันแค่ต้องรู้ว่าใครทำอะไรไว้กับครอบครัวฉัน ฉันจะได้ปกป้องแม่ถูก... ขอร้องล่ะค่ะหมอ” ความเงียบเข้าปกคลุมบทสนทนา เพียงชีวารู้สึกเหมือนกำลังนั่งรอฟังคำพิพากษาประหารชีวิต ในที่สุด หมอก็ขยับปากพูดด้วยเสียงที่เบาลงจนเกือบเป็นกระซิบ “ชื่อคนพามา... ไม่ใช่คนในบ้านคุณครับ” หมอจ้องตาเธอนิ่ง “ไม่ใช่ชาวบ้านแถวนี้ แต่เป็นคนจากข้างนอกและพยาบาลเวรคืนนั้นจำได้แม่นว่า มีรถเก๋งหรู คันใหญ่มาจอดเทียบหน้าห้องฉุกเฉิน” คำว่ารถเก๋งหรูกระแทกเข้ากลางใจเพียงชีวา ภาพของก้องเกียรติกับนาฬิกาเรือนทอง และรถยุโรปคันเงาวับที่เขาขับมารับเธอเสมอ ผุดขึ้นมาซ้อนทับทันที เพียงชีวาตัวชาไปทั้งร่าง ขนลุกซู่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “คุณหมอ... พอจะจำได้ไหมคะว่าคนคนนั้นชื่ออะไร?” หมอมีสีหน้าอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด เขาเบือนหน้าหนีสายตาคู่นั้น “ผมบอกชื่อตรง ๆ ไม่ได้ครับ... แต่ผมแนะนำให้คุณลองไปคุยกับคุณแม่ดู ช่วงที่แกมีสติหรือช่วงที่แกละเมอ... บางทีแกอาจจะหลุดคำตอบที่คุณตามหาออกมาเอง” ประโยคนั้นเปรียบเสมือนหมอกำลังยื่นกุญแจดอกสำคัญให้เธอ... กุญแจที่จะไขประตูห้องแห่งความลับที่ก้องเกียรติพยายามปิดตายมาตลอด เพียงชีวาพยักหน้าช้า ๆ ขอบคุณหมอด้วยเสียงที่สั่นเครือ ก่อนจะลุกขึ้นยืนด้วยขาที่แทบจะไม่มีแรงก้าวเดิน เธอหันหน้าไปทางห้อง 312 ประตูห้องนั้นปิดสนิท รอคอยให้เธอเข้าไปเผชิญหน้ากับความจริงที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล เพียงชีวาสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วผลักประตูเข้าไป... ประตูห้อง 312 ปิดลงเบา ๆ ตามหลังเพียงชีวา ตัดเสียงรบกวนจากภายนอกออกไปจนเหลือเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ครางต่ำๆ และเสียงลมหายใจแผ่วระรวยของคนที่นอนอยู่บนเตียง แม่ของเธอนอนราบอยู่กับฟูก ผ้าห่มสีขาวตุ่นคลุมร่างผอมบางเอาไว้จนดูเหมือนเด็กตัวเล็ก ๆ ที่ถูกโลกใบใหญ่รังแก ผิวหน้าของแม่ซีดเหลืองยิ่งกว่าเมื่อวาน ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย สายน้ำเกลือและสายออกซิเจนระโยงระยางเหมือนโซ่ตรวนที่พันธนาการแม่ไว้กับความเจ็บปวด
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD