เพียงชีวาเดินเข้าไปใกล้ ลากเก้าอี้มานั่งลงข้างเตียงอย่างเงียบเชียบ เอื้อมมือไปกุมมือแม่ที่วางพาดอยู่บนหน้าท้อง มือของแม่เย็นเฉียบและหยาบกร้าน
“แม่คะ...” เธอเรียกเบา ๆ “แม่เป็นยังไงบ้างคะ ?”
เปลือกตาที่ปิดสนิทกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ปรือขึ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตาของแม่ฝ้าฟาง เหมือนคนกำลังมองผ่านหมอกหนาทึบเพื่อหาทางกลับบ้าน แววตานั้นล่องลอย แต่ลึกลงไป... เพียงชีวาเห็นความหวาดกลัวที่ซุกซ่อนอยู่
“อย่า... อย่าให้มันเห็น...” เสียงแม่พึมพำลอดริมฝีปากออกมาเบาหวิว ราวกับเสียงกระซิบจากหลุมศพ
เพียงชีวาขมวดคิ้ว โน้มตัวเข้าไปใกล้จนแทบชิด
“มันคือใครคะแม่ ? ก้องเกียรติเหรอ... หรือใคร ?”
แม่ส่ายหน้าช้า ๆ น้ำตาใส ๆ ไหลซึมออกมาจากหางตา
“ไม่... ไม่ใช่ก้องเกียรติ... ไม่ใช่เด็กคนนั้น... คนแก่... คนแก่...”
คำว่าคนแก่ทำให้เพียงชีวาหนาววาบไปถึงสันหลัง เธอนึกถึงคำนินทาของชาวบ้านที่แทงใจดำเธอมาตลอด “ผู้หญิงแก่กินเด็ก” แต่แม่ไม่ได้หมายความแบบนั้น น้ำเสียงของแม่เต็มไปด้วยความขยาดกลัว เหมือนกำลังพูดถึงปีศาจมากกว่ามนุษย์
“แม่หมายถึงผู้ชายคนนั้นใช่ไหมคะ ? คนที่ทำให้แม่กลัวเอกสาร” เพียงชีวากลั้นใจถาม พยายามตะล่อมความจริงจากปากคนป่วย
ทันใดนั้น มือที่ดูไร้เรี่ยวแรงของแม่กลับบีบมือเธอแน่นขึ้นอย่างน่าตกใจ นิ้วเกร็งจนเล็บจิกเข้าเนื้อ “อย่าให้... กมล... วร...”
เพียงชีวาสะดุดลมหายใจ หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองศึก
“กมล วร ...อะไรคะแม่ ? แม่ค่อย ๆ พูด”
แม่พยายามขยับปาก ลิ้นแข็งและพันกัน แต่แววตาที่เบิกโพลงบ่งบอกว่าแกกำลังพยายามอย่างที่สุดที่จะลากชื่อนั้นขึ้นมาจากก้นบึ้งของบาดแผล
“วร... เชษฐ์...”
คำสุดท้ายหลุดออกมาเบาหวิว แต่สำหรับเพียงชีวา มันดังก้องกัมปนาทเหมือนฟ้าผ่าลงกลางห้อง
...วรเชษฐ์...
นามสกุลนี้ไม่ใช่ชื่อของคนที่เธอรู้จัก ไม่ใช่ชื่อของเจ้าหนี้หน้าเลือดคนไหนในหมู่บ้าน
แต่มันคือนามสกุลของก้องเกียรติ “กมล วรเชษฐ์” และเป็นชื่อเดียวกับที่ปรากฏอยู่บนหัวกระดาษเอกสารสัญญาในกล่องเหล็กเมื่อคืน !
เพียงชีวานั่งตัวแข็งทื่อ รู้สึกเหมือนพื้นห้องกำลังเอียงวูบ
“แม่ ! กมล วรเชษฐ์คือใครคะ ? เขาทำอะไรแม่ ?”
แม่หลับตาปี๋ น้ำตาไหลพรากอาบแก้มตอบ ร่างกายสั่นเทาเหมือนลูกนกที่เปียกฝน
“เขามา... เขาพาคนมา... บอกว่าให้เซ็น... ไม่งั้น... ไม่งั้น...”
“ไม่งั้นอะไรคะแม่ !”
“ไม่งั้น...เขาจะฆ่าลูก แล้ว เธียรจะ...”
ชื่อ ”เธียร” หลุดออกมาในประโยคเดียวกับปีศาจตนนั้น ยิ่งทำให้เพียงชีวาสับสนและหวาดหวั่น เธอก้มลงไปเขย่าแขนแม่เบาๆ
“เธียรจะอะไรคะแม่ ? เขาทำอะไรเธียร ? คืนนั้นมันเกิดอะไรขึ้น ?”
แม่หอบหายใจถี่กระชั้น อกกระเพื่อมแรงเหมือนคนขาดอากาศ ดวงตาเหลือกขึ้นมองเพดานด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ก่อนจะตะโกนคำสุดท้ายออกมาสุดเสียง
“ตาย!!!”
เพียงชีวาสะดุ้งสุดตัว หน้าซีดเผือด
“ใครตายคะแม่ ! ใคร ?”
ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด... เสียงเครื่องวัดชีพจรดังรัวเร็วขึ้นเตือนภัย ประตูห้องถูกผลักเปิดออกทันที พยาบาลสองคนวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“คุณญาติคะ ! ถอยออกมาก่อนค่ะ !” พยาบาลคนหนึ่งรีบกันตัวเพียงชีวาออกมา อีกคนรีบเข้าไปปรับสายน้ำเกลือและฉีดยาเข้าเส้นเลือด
“คนไข้หัวใจเต้นเร็วมาก อย่ากระตุ้นแกสิคะ !”
เพียงชีวาถูกดันตัวออกมาจนชิดผนังห้อง เธอยืนมองภาพความโกลาหลตรงหน้าด้วยสายตาพร่ามัว เสียงของแม่ยังก้องอยู่ในหัว... กมล วรเชษฐ์... บังคับให้เซ็น... เธียร... และ ตาย...
จิ๊กซอว์แห่งความจริงเริ่มปะติดปะต่อกันในหัวอย่างบ้าคลั่ง แต่มันเป็นภาพที่น่าสยดสยองเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการ คืนนั้นไม่ได้มีแค่เรื่องชู้สาว... ไม่ได้มีแค่การหนีตามผู้ชาย... แต่มันมีการข่มขู่ มีผู้มีอิทธิพล และอาจจะ..มีคนตายจริง ๆ
เพียงชีวาเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยเหมือนคนละเมอ ขาที่ก้าวเดินรู้สึกเบาหวิวเหมือนไม่ได้เหยียบพื้น เธอเดินโซเซไปเกาะราวเหล็กตรงระเบียงทางเดิน สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกสติ แต่กลิ่นยาฆ่าเชื้อกลับทำให้เธออยากจะอาเจียน
ทันใดนั้น สายตาของเธอก็ปะทะเข้ากับร่างของชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์เวชระเบียน
ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวรีดเรียบกริบ กางเกงสแล็คสีดำทรงทันสมัย ทรงผมเซ็ตมาอย่างดี และท่าทางการยืนที่ดูมั่นใจ สง่างาม และ... แตกต่างจากชาวบ้านแถวนี้อย่างสิ้นเชิง
เขากำลังยืนคุยกับเจ้าหน้าที่พยาบาลด้วยรอยยิ้มสุภาพ แต่มันเป็นรอยยิ้มของคนที่รู้ว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่า เจ้าหน้าที่สาวดูเกรงอกเกรงใจเขาอย่างเห็นได้ชัด
เพียงชีวานึกไม่ออกว่าเจ้าของแผ่นหลังนั้นคือใคร แต่ลางสังหรณ์บางอย่างกลับทำให้เธอรู้สึกเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ โทรศัพท์ในมือเธอสั่น ครืด... ข้อความจากเบอร์แปลกเด้งขึ้นมาบนหน้าจอ ไม่มีชื่อผู้ส่ง ไม่มีรูปโปรไฟล์ มีเพียงประโยคสั้น ๆ มีเพียงประโยคสั้น ๆ ที่สูบเลือดฝาดไปจากใบหน้าของเธอจนซีดเผือด
“ถ้าเธอเริ่มรู้อะไรบางอย่าง... อย่าอยู่คนเดียว”
และตามมาด้วยพิกัด Location... ซึ่งปักหมุดอยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์เวชระเบียน จุดที่เธอกำลังยืนมองอยู่พอดี !
เพียงชีวาเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์ขวับ และจังหวะนั้นเอง... ชายเสื้อขาวคนนั้นก็หันมา
เขาเห็นเธอแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของเขากว้างขึ้นเล็กน้อย... เป็นรอยยิ้มแบบฉบับนักธุรกิจเมืองกรุงที่เธอคุ้นเคยดี เขาก้มหัวให้เธอนิดหนึ่งก่อนจะก้าวเดินเข้ามาหา ท่าทางไม่รีบร้อน แต่คุกคามอย่างบอกไม่ถูก
“สวัสดีครับ คุณเพียงชีวาใช่ไหมครับ?”
น้ำเสียงของเขานุ่มนวล สุภาพ และไร้ที่ติ เพียงชีวาเผลอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว “คุณ... เป็นใคร?”
“ผมชื่อ ชาญ ครับ” เขาแนะนำตัวพร้อมยื่นนามบัตรให้ด้วยสองมือ “เป็นเลขาฯ ส่วนตัวของคุณก้องเกียรติ... คุณก้องเกียรติส่งผมมาดูแลความเรียบร้อยครับ”
แค่คำว่า “เลขาฯ” ก็ทำให้เพียงชีวารู้ทันทีว่าก้องเกียรติไม่ได้ส่งเขามาเยี่ยมไข้ แต่ส่งมา คุมเกม
เพียงชีวารับนามบัตรมาถือไว้โดยไม่มอง
“อย่าอ้อมค้อมเลยค่ะ คุณก้องเกียรติให้คุณมาทำไมคะ?”
“ท่านเป็นห่วงครับ เห็นคุณเงียบหายไป ติดต่อยาก ท่านเลยให้ผมลงมาก่อน เพื่อมาช่วยจัดการเรื่องเอกสารต่าง ๆ ให้เรียบร้อย คุณเพียงชีวาจะได้ไม่ต้องเหนื่อย” ชาญตอบอย่างลื่นไหล สายตาจ้องมองเธอไม่กะพริบ “โดยเฉพาะเรื่องโรงพยาบาล... แล้วก็เรื่องที่ดิน”