“ป้าแสงไปพูดที่ร้านกาแฟเมื่อเย็น... แกบอกว่า “นังตัวดีกลับมาแล้ว คราวนี้คงพาเสี่ยมาด้วย จะมาไล่ที่ชาวบ้าน จะมาซื้อความเงียบ... เหมือนที่เคยทำ”
เหมือนที่เคยทำ...
คำคำนี้กรีดลึกลงไปในใจเพียงชีวา เธอรู้ว่าชาวบ้านยังจำเรื่องในอดีตได้ แต่ไม่คิดว่าจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเป็นอาวุธเร็วขนาดนี้
“ฉันไม่ได้มาไล่ที่ใคร” เธอตอบเสียงสั่น “ฉันมาจัดการเรื่องของแม่”
“งั้นก็เริ่มจากดูแลตัวเองให้รอดก่อน” เธียรหันกลับไปที่ประตู ขันน็อตตัวสุดท้ายจนแน่น กึก! ”เสร็จแล้ว... คราวนี้ถีบก็ไม่พัง”
เขาลองเขย่าประตูทดสอบความแข็งแรงสองสามครั้ง ก่อนจะหันกลับมามองเธอ บรรยากาศในบ้านเงียบสงัดจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดเรไรด้านนอก เพียงชีวายืนกอดอกแน่น พยายามสร้างกำแพงป้องกันตัวเองจากผู้ชายตรงหน้า... ผู้ชายที่อันตรายยิ่งกว่าความมืดข้างนอก
“ขอบคุณ” เธอพูดห้วน ๆ “หมดธุระแล้ว เชิญค่ะ”
เธียรไม่ขยับ เขาเดินเข้ามาใกล้โต๊ะ สายตาเหลือบไปเห็นโทรศัพท์มือถือของเธอวางอยู่ เขาเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“นี่นายจะทำอะไร ! เอาคืนมานะ !” เพียงชีวาถลันเข้าไปจะแย่งคืน
แต่เธียรเบี่ยงตัวหลบอย่างง่ายดาย เขาใช้นิ้วหยาบกร้านกดรหัสเข้าลงบนหน้าจออย่างคล่องแคล่ว รวดเร็ว และแม่นยำ ราวกับคุ้นเคยกับโทรศัพท์เครื่องนี้ดี... หรือไม่ก็เคยทำแบบนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในจินตนาการ
“ฉันไม่มีเบอร์เธอ” เขาพูดหน้าตาย กดโทรออกเข้าเครื่องตัวเอง พอเสียงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงเขาดังขึ้น เขาก็กดวางสาย แล้วโยนโทรศัพท์คืนให้เธอ
เพียงชีวารับโทรศัพท์มาไว้ในมือด้วยความโมโห
“นายนี่มัน... มารยาททรามไม่เปลี่ยน”
“เมมชื่อไว้ด้วย” เธียรสั่งเสียงเรียบ โน้มหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนแก้มเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินผิวแก้มจนเพียงชีวาต้องกลั้นหายใจ
“คืนนี้ถ้ามีอะไรผิดปกติ... หรือถ้าหมาตัวไหนมันเห่าเสียงดังเกินไป... โทรหาฉัน”
“ฉันไม่โทร”
“ตามใจ” เธียรยักไหล่ “แต่อย่าทำเหมือนฉันเป็นคนร้ายคนเดียวในเรื่องนี้ เพียงชีวา... เพราะคนร้ายตัวจริงน่ะ มันยังไม่โผล่หัวออกมาด้วยซ้ำ”
ทิ้งท้ายด้วยประโยคปริศนา เธียรก็หมุนตัวเดินออกจากบ้านไป ปล่อยให้ประตูปิดลงตามหลัง ปัง ! ทิ้งความเงียบอันหนักอึ้งไว้เบื้องหลัง
เพียงชีวายืนนิ่งอยู่กลางบ้าน มือที่กำโทรศัพท์ชื้นเหงื่อ ประโยคสุดท้ายของเธียรวนเวียนอยู่ในหัว... คนร้ายตัวจริง ?
เธอมองไปที่ถุงข้าวต้มและยาหม่องที่เขาทิ้งไว้ ความรู้สึกสับสนตีกันยุ่งเหยิง ทั้งโกรธ ทั้งกลัว แต่ลึก ๆ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า... การมีเขาเข้ามาวุ่นวาย มันทำให้ความหวาดระแวงเมื่อครู่ทุเลาลงไปเปราะหนึ่ง
ครืด...
เสียงข้อความเข้าดังขึ้น เพียงชีวาก้มมองหน้าจอ นึกว่าเป็นก้องเกียรติ แต่กลับเป็นข้อความจาก ฟ้ารุ่ง เพื่อนสนิทที่กรุงเทพฯ
ฟ้ารุ่ง: แก... มีคนส่งรูปลงกลุ่มไลน์บริษัทแล้วนะ เป็นรูปแกยืนคุยกับผู้ชายท่าทางนักเลง ๆ ที่หน้าโรงพยาบาล... แคปชั่นแรงมาก บอกว่า “ผู้บริหารสาวแอบกลับบ้านนอกไปหาผัวเก่า 😑 แกโอเคไหมเนี่ย ใครมันเล่นสกปรกวะ?
เพียงชีวามือเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง นี่มันแค่คืนแรก... ข่าวลือเดินทางเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง และมันลามไปถึงกรุงเทพฯ แล้ว
ฝีมือใครกัน ? ป้าแสง ? หรือคนของก้องเกียรติที่แฝงตัวอยู่ ?
ความกลัวเริ่มกัดกินใจอีกครั้ง เพียงชีวาเดินวนไปมาในบ้านอย่างร้อนรน สายตาเหลือบไปเห็น ตู้ไม้สักเก่า ๆ ที่ตั้งอยู่มุมห้อง ตู้ใบเดิมที่แม่หวงนักหวงหนา
คำพูดของแม่ผุดขึ้นมาในหัวทันที ”อย่าให้เขาได้เอกสาร...” และคำพูดของเธียร... ”ฉันมีสำเนาเก็บไว้”
เหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่าง เพียงชีวาเดินตรงเข้าไปหาตู้นั้น มือสั่นเทาขณะเอื้อมไปหยิบลูกกุญแจดอกเล็กที่แขวนซ่อนอยู่หลังกรอบรูป ที่ซ่อนเดิม ๆ ที่แม่ไม่เคยเปลี่ยน
แกร๊ก...
กุญแจไขออกอย่างง่ายดาย บานตู้เปิดอ้าออก กลิ่นกระดาษเก่าเก็บและความชื้นพุ่งออกมาปะทะจมูก ภายในตู้มีแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเรียงรายอยู่เต็มไปหมด มีทั้งโฉนดที่ดินเก่า ๆ สัญญาเช่านา และสมุดบัญชี
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเพียงชีวาที่สุด ไม่ใช่กองกระดาษพวกนั้น
มันคือ กล่องเหล็กใบเล็ก สนิมเกรอะกรังที่ซุกอยู่ลึกสุดของชั้นล่าง เพียงชีวาค่อย ๆ ดึงมันออกมาวางบนพื้น เปิดฝากล่องออกด้วยมือที่สั่นระริก
ข้างในมีของจุกจิกมากมาย รูปถ่ายเก่า ๆ สมัยเธอยังเด็ก สร้อยข้อมือลูกปัดที่ขาด และ...
ปากกาด้ามเงิน
เพียงชีวาหยุดหายใจไปชั่วขณะ ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองวัตถุชิ้นนั้น ปากกาลูกลื่นด้ามโลหะสีเงินวาววับ แม้จะเก่าแต่ยังดูหรูหราผิดวิสัยของชาวบ้านทั่วไป ตรงด้ามจับมีตราสัญลักษณ์คุ้นตา... ตราของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ บริษัทคู่แข่งของก้องเกียรติ !
แต่นั่นยังไม่น่าตกใจเท่ากับสิ่งที่เธอพบเจอเหตุการณ์เลวร้ายกับปากกาด้ามนี้ เพียงชีวาจำได้แม่น... มันคือปากกาด้ามเดียวกับที่ถูกยัดใส่มือของเธอในคืนนั้น... คืนฝนตกที่เธอถูกบังคับให้เซ็นเอกสารบางอย่างโดยไม่ทันได้อ่านรายละเอียด
ทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่ ? เธอเข้าใจมาตลอดว่าคนที่เอาปากกานี้มา... คือคนของก้องเกียรติ หรือไม่ก็ทนายความที่มาทำเรื่องไกล่เกลี่ย
เพียงชีวาหยิบปากกานั้นขึ้นมา และพบว่าข้างใต้มีกระดาษแผ่นหนึ่งพับซ้อนอยู่หลายทบ ด้วยความอยากรู้ที่เอาชนะความกลัว เธอค่อย ๆ คลี่กระดาษแผ่นนั้นออก
ตัวหนังสือพิมพ์ดีดแบบเก่าปรากฏสู่สายตา มันคือหนังสือยอมรับสภาพหนี้ และใช้โฉนดที่ดินเป็นหลักประกัน ลงวันที่เมื่อเจ็ดปีก่อน ลายเซ็นของแม่ที่ท้ายกระดาษยังชัดเจน แม้จะดูสั่นไหวเหมือนคนเขียนไม่มีแรง
แต่สิ่งที่ทำให้เลือดในกายของเพียงชีวาจับตัวเป็นก้อนแข็ง คือรายชื่อของ ”ผู้รับโอน” ที่ระบุอยู่บรรทัดบนสุด
ชื่อนั้นไม่ใช่ชื่อธนาคาร... ไม่ใช่ชื่อเจ้าหนี้นอกระบบ... และไม่ใช่ชื่อของก้องเกียรติ
แต่เป็นชื่อของคนที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน ชื่อไม่คุ้น แต่นามสกุลเธอรู้จักดี
โทรศัพท์ในมือเพียงชีวาร่วงหล่นลงพื้นดัง ตุบ!