เสียงลมหายใจของเธอขาดห้วง ร่างกายชาวาบเหมือนถูกสาป ความจริงที่ปรากฏตรงหน้าพลิกกลับทุกอย่างที่เธอเคยเชื่อมาตลอดเจ็ดปี
คนร้ายตัวจริงกลับอยู่ใกล้ตัวมาตลอด ภายใต้กรงทองที่เธอเคยอยู่ กลับกลายเป็นไฟเพลิงเผาผลาญที่น่ากลัวที่สุด
ก้องเกียรติ หมุนแก้วไวน์ในมือช้าๆ ของเหลวสีเลือดหมูทิ้งคราบจางๆ ไว้ที่ขอบแก้ว สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นแบรนด์เนมจับจ้องไปยังรูปถ่ายใบเก่าในกรอบทอง... รูปของเพียงชีวา ในชุดนักศึกษาที่กำลังยืนถือไมโครโฟนอยู่บนเวทีประกวดดาวมหาวิทยาลัย
เขาจำวันนั้นได้ดี... วันที่เขาไปเป็นประธานเปิดงานในฐานะศิษย์เก่ากิตติมศักดิ์ ทันทีที่เห็นเพียงชีวาก้าวขึ้นเวที ด้วยท่วงท่าสง่างามและความสวยที่สะกดทุกสายตา เขาก็รู้ทันทีว่า... เขาต้องได้ผู้หญิงคนนี้มาครอบครอง ไม่ใช่แค่เพราะความสวย แต่เพราะแววตาถือดีที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนอบน้อมนั่น มันท้าทายสัญชาตญาณนักล่าของเขาเหลือเกิน
“ท่านครับ... ข้อมูลที่ให้ไปสืบได้มาแล้วครับ” ลูกน้องคนสนิทวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ “สถานการณ์ฝั่งนั้นกำลังแย่ครับ พ่อของเธอเพิ่งเสีย ทิ้งหนี้สินค่าปุ๋ยและค่าปรับผิดสัญญาไว้ก้อนโต ส่วนแม่ก็สุขภาพไม่ดี... ตอนนี้พวกเธอกำลังหาทางดิ้นรนจะเอาที่ดินไปจำนองกับธนาคารอื่นเพื่อเอาเงินมาปิดหนี้บริษัทเราครับ”
ก้องเกียรติละสายตาจากรูปถ่าย หันมามองเลขาคนสนิทพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่อ่านไม่ออก มือหนาหยิบแฟ้มขึ้นมาเคาะเบา ๆ เป็นจังหวะ “ชาญ...” เขาเอ่ยเรียกชื่อเลขาเสียงนุ่ม “นายรู้ไหม... ว่าถ้าเราอยากจะให้นกที่บินสูง ยอมลงมาเกาะที่มือเราเองโดยที่เราไม่ต้องออกแรงวิ่งไล่... เราต้องทำยังไง?”
ชาญทำหน้างงเล็กน้อย “เอ่อ... ใช้ตาข่ายดัก หรือยิงให้ปีกหักเหรอครับท่าน ?”
“ผิด...” ก้องเกียรติส่ายหน้าเบาๆ ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ
“วิธีแบบนั้นมันป่าเถื่อนเกินไป... นกจะช้ำ และมันจะไม่ร้องเพลงเพราะ ๆ ให้เราฟัง”
เขาวางแก้วไวน์ลง แล้วโน้มตัวไปข้างหน้า แววตาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว
“วิธีที่ฉลาดกว่าคือ... เราต้องเผาป่าที่มันอาศัย... เผารังของมัน ทำลายแหล่งน้ำแหล่งอาหารของมัน... เมื่อมันไร้ที่ซุกหัวนอน และหิวโหยจนหมดแรงบิน... มันจะไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องบินลงมาหากรงทองที่เราเปิดรอไว้เอง”
ก้องเกียรติโยนแฟ้มเอกสารกลับลงบนโต๊ะ “โทรหาผู้จัดการธนาคารทุกแห่งในเชียงใหม่... ใช้อิทธิพลของพ่อสั่งห้ามปล่อยกู้ให้ครอบครัวนี้เด็ดขาด” เขาเว้นจังหวะ ก่อนจะออกคำสั่งสุดท้ายที่เลือดเย็นที่สุด
“และส่งคนไปบอกฝ่ายกฎหมายของเรา... ให้เริ่มกระบวนการบีบพื้นที่ตามสัญญาขายฝากข้อที่ 8 เดี๋ยวนี้... เร่งรัดหนี้สินให้หนักที่สุด ยื่นโนติสขู่ยึดที่ดินภายใน 7 วัน อย่าให้พวกมันมีเวลาหายใจ”
“แต่ท่านครับ... แบบนั้นแม่ของเธอที่ป่วยอยู่อาจจะทรุดหนัก หรือถึงขั้น...”
“นั่นแหละที่ฉันต้องการ” ก้องเกียรติแทรกขึ้น นัยน์ตาวาวโรจน์ดั่งปีศาจ “พ่อฉันอยากได้ ที่ดินแปลงนั้น... ส่วนฉันอยากได้เจ้าของที่ดิน”
เขาลุกขึ้นเดินไปหยุดที่หน้าหน้าต่างบานใหญ่ มองออกไปที่ทิวเขาที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด “คนเราจะยอมขายวิญญาณ ก็ต่อเมื่อไม่เหลือทางเดินแล้วเท่านั้น... ทำให้เธอจนตรอก ทำให้เธอรู้สึกว่าโลกใบนี้ใจร้ายกับเธอจนถึงที่สุด...”
ก้องเกียรติแสยะยิ้มกับเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก
“แล้วเมื่อถึงตอนนั้น... ฉันจะขี่ม้าขาวเข้าไปเป็นพระเจ้ายื่นข้อเสนอที่เธอปฏิเสธไม่ได้... เพื่อเปลี่ยนเธอให้เป็นกุหลาบที่สวยที่สุดในแจกันของฉันเอง”
ภาพตัดกลับมาที่เหตุการณ์หน้าห้องฉุกเฉิน ในขณะที่เพียงชีวากำลังร้องไห้ปานจะขาดใจเพราะแม่ทรุดหนักจากข่าวจะโดนยึดบ้าน และหมอต้องการเงินค่าผ่าตัดด่วน ก้องเกียรติยืนจัดเนกไทอยู่หลังเสา รอจังหวะเวลาอย่างใจเย็น... เขารอให้เธอร้องไห้จนน้ำตาหมด รอให้ความสิ้นหวังกัดกินใจจนถึงขีดสุด
เมื่อเห็นเธอล้มตัวลงนั่งกอดเข่าหมดสภาพ... เขาก็ยกยิ้มมุมปาก “ได้เวลาการแสดงแล้ว...”
เขาเดินก้าวออกไปพร้อมกับมาดสุภาพบุรุษผู้แสนดี ยื่นมือเข้าไปฉุดดึงเธอขึ้นมาจากนรกที่เขาสร้างขึ้นมาเองกับมือ
“ผมช่วยคุณได้นะ...”
เพียงชีวาในตอนนั้นมองเขาด้วยสายตาเทิดทูนบูชา โดยไม่รู้เลยว่ามือที่ยื่นมาซับน้ำตาให้เธอ คือมือเดียวกับที่ผลักแม่เธอให้ล้มลง และผลักเธียรให้ไร้ที่ซุกหัวนอน
ทุกอย่างไม่ใช่โชคชะตา... ไม่ใช่พรหมลิขิต แต่มันคือ “การลงทุน” ที่ถูก “จัดฉาก” ไว้อย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้น
ความมืดภายในห้องนอนเก่าคร่ำคร่าดูเหมือนจะมีน้ำหนักกดทับลงมาบนอก เพียงชีวานอนลืมตาโพลงอยู่บนฟูกบาง ๆ ที่ส่งกลิ่นอับจาง ๆ ของนุ่นเก่า ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เธอไม่ได้หลับลงจริง ๆ เลยแม้แต่นาทีเดียว เสียงลมพัดกิ่งไม้ครูดกับฝาบ้านดัง ครืด... ครืด... ผสมกับเสียงหมาหอนแว่วมาจากท้ายหมู่บ้าน ราวกับมีใครบางคนกำลังร้องเรียกความทรงจำที่เธอฝังกลบไปแล้วให้ลุกขึ้นมาเดินเพ่นพ่าน
เพียงชีวาพลิกตัวตะแคง แสงจันทร์สลัวลอดช่องลมเข้ามาตกกระทบ กล่องเหล็กใบเก่า ที่วางสงบนิ่งอยู่บนหัวนอน มันดูเหมือนหีบศพใบจิ๋วที่บรรจุความลับอันน่าสยดสยองเอาไว้
ภาพของ “ปากกาด้ามเงิน” ที่เย็นเฉียบยามสัมผัสฝ่ามือ และตัวอักษรบนเอกสารฉบับนั้นยังติดตาเธอไม่หาย
“ผู้รับโอน: นายกมล วรเชษฐ์”