หลุมพราง

1193 Words
นามสกุลเดียวกับก้องเกียรติ... ผู้ชายที่เธอมอบชีวิตให้เขาดูแลมาตลอดหลายปี ผู้ชายที่บอกว่ารักและหวังดีกับเธอที่สุด เพียงชีวารู้สึกเหมือนเลือดในกายจับตัวเป็นก้อนแข็ง เธอไม่ได้อ่านเอกสารนั้นจนจบ ไม่ใช่เพราะไม่อยากรู้ แต่เพราะความกลัวลึก ๆ ในใจมันตะโกนบอกว่า ถ้ารู้ความจริงทั้งหมด เธออาจจะไม่มีข้ออ้างให้ “อยู่ต่อ” กับชีวิตที่สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากนี้ได้อีกเลย เพียงชีวาหยิบโฉนดใบเก่าคร่ำครึขึ้นมาดู สายตาไล่ไปดูวันที่จดทะเบียนกรรมสิทธิ์... ปี พ.ศ. 2535 ภาพความทรงจำที่แม่เคยเล่าให้ฟังผุดขึ้นมาในหัว ...ภาพของพ่อดนัยกับแม่บัวตองในชุดชาวสวนมอมแมม นั่งกินข้าวห่อใบบัวด้วยกันใต้ต้นไม้ใหญ่ “บัวตอง... อดทนหน่อยนะ” พ่อดนัยบอกพลางเช็ดเหงื่อ “ที่ดินตรงหุบเขานี้ไม่มีใครเอา เพราะมันเป็นดินลูกรัง แต่พี่เชื่อว่าถ้าเราช่วยกันปรับปรุงดิน ปลูกกุหลาบพันธุ์ดีๆ อีกสิบปีมันต้องเป็นทองคำ” สมัยนั้น... ที่ดินแถวนี้ราคาแค่ไร่ละไม่กี่พันบาท พ่อกับแม่กัดฟันกู้สหกรณ์มาซื้อทีละ 5 ไร่... 10 ไร่... ปลูกกุหลาบขายส่งจนมีชื่อเสียง รายได้เข้ามาเป็นกอบเป็นกำจนสามารถส่งเพียงชีวาไปเรียนโรงเรียนดี ๆ ได้ ... เพียงชีวามองโฉนดใบเดิม แต่ตอนนี้มันถูกแนบด้วย “สัญญาขายฝาก” ความมั่งคั่งที่พ่อสร้างมากับมือ ถูกอาการป่วยเรื้อรังของพ่อและการบริหารที่ผิดพลาดในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำกัดกิน หลังจากที่พ่อล้มป่วยหนักและเสียชีวิตลงด้วยโรคร้าย เสาหลักของครอบครัวก็พังทลายลง ภาระค่ารักษาพยาบาลมหาศาลและการบริหารงานที่ผิดพลาดทำให้แม่จำต้องกู้หนี้ยืมสินจากนายทุนมาหมุนเวียนเพื่อประคับประคองลมหายใจของทุกคนในบ้าน จนสุดท้าย... มันกลายเป็นงูกินหางที่รัดจนดิ้นไม่หลุด เพียงชีวากัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ในปาก นัยน์ตาสั่นระริกเมื่อมองไปยังผืนดินเบื้องหน้า “พ่อสร้างมันมาด้วยหยาดเหงื่อ... แต่เรากำลังจะเสียมันไปเพราะหนี้สินที่แม่สร้างไว้” ความคิดวนเวียนในหัวของเธอจนกระทั่งเธอหลับไป รุ่งเช้ามาเยือนพร้อมกับแสงแดดสีขาวขุ่นที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาเป็นลำ ฝุ่นละอองลอยฟุ้งอยู่ในอากาศเหมือนเถ้าถ่านของค่ำคืนที่ถูกเผาไหม้ เพียงชีวาลุกขึ้นจากที่นอนด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง ร่างกายปวดร้าวเหมือนถูกตรึงไว้ด้วยความเครียด เธอนั่งลงหน้ากระจกเงาบานเก่าที่มีรอยด่างดำ ใช้พัฟแตะแป้งราคาแพงค่อย ๆ กดทับรอยคล้ำใต้ตา รอยอิดโรยบนใบหน้าค่อย ๆ ถูกกลบหายไปภายใต้เครื่องสำอางชั้นดี นี่ไม่ใช่การแต่งหน้าเพื่อความสวยงาม แต่มันคือการสวมหน้ากาก... หน้ากากที่เธอต้องใส่เพื่อกันไม่ให้คนภายนอกเห็นว่าข้างในเธอกำลังพังทลายแค่ไหน ครืด... ครืด... โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งสั่นสะเทือนขึ้น หน้าจอโชว์ชื่อ “ฟ้ารุ่ง” เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวในกรุงเทพฯ เพียงชีวาสูดหายใจลึก ปรับน้ำเสียงให้ดูปกติที่สุดก่อนกดรับ “ว่าไงรุ่ง ?” “แก... เมื่อคืนฉันจะบ้าตายอยู่แล้ว ! รอบก่อนว่าปวดหัวแล้วที่ฉันบอกแกเมื่อวาน ตอนนี้เรื่องมันชักจะเลยธงแดงแล้วนะยายเพียง” เสียงของฟ้ารุ่งดังรัวเร็วและร้อนรน ปลายสายหายใจหอบเหมือนคนกำลังวิ่ง “รูปแกมันไปไกลกว่าที่ฉันคิดนะเพียงชีวา ไม่ใช่แค่ในไลน์กลุ่มบริษัทแล้ว แต่มันเริ่มลามไปถึงเพจซุบซิบของจังหวัดแกแล้ว !” “เพจจังหวัด ?” เพียงชีวาทวนคำ มือที่ถือโทรศัพท์เย็นเฉียบ “ใช่ ! มีคนแคปรูปแกกับผู้ชายคนนั้น... คนที่ดูเถื่อนๆ หน้าโรงพยาบาลน่ะ เอาไปลงแล้วเขียนแคปชั่นแรงมาก” ฟ้ารุ่งเว้นจังหวะเหมือนไม่อยากพูด แต่ก็ต้องพูด “มันเขียนว่า …คุณนายเมืองกรุงแอบกลับมาหาเด็ก... สงสัยของเก่ามันแซ่บ” เชี่ยเอ้ย !... ฉันอยากจะตบปากคนโพสต์จริง ๆ” ถ้อยคำหยาบโลนเหล่านั้นบาดลึกลงไปในใจเพียงชีวาเหมือนมีดโกน มันไม่ใช่แค่คำนินทา แต่มันคือการตีตราว่าเธอเป็นผู้หญิงแพศยา “แกเห็นไหมว่าใครเป็นคนโพสต์ ?” “มันใช้บัญชีปลอม” ฟ้ารุ่งตอบเสียงเครียด “แต่ฉันเห็นคนแชร์ต้นทาง... เป็นคนในหมู่บ้านแกแน่ ๆ ชื่อเฟซบุ๊กแสงอะไรสักอย่าง แกมีญาติชื่อแสงไหม ?” เพียงชีวาหลับตาลง ภาพใบหน้าหญิงชราที่นั่งจับกลุ่มนินทาหน้าร้านกาแฟผุดขึ้นมาทันที “ป้าแสง...” “อ้อ !... นั่นไง ! นังป้ามหาภัยคนนี้นี่เอง” ฟ้ารุ่งสบถเบา ๆ ก่อนน้ำเสียงจะเปลี่ยนเป็นกังวลขั้นสุด “แล้วแฟนแก... คุณก้องเกียรติ... รู้เรื่องหรือยัง ?” คำว่า “แฟน” ทำให้เพียงชีวารู้สึกขมปร่าในปากเหมือนอมยาพิษ “เขารู้แล้ว... และเขาจะลงมา” “ชิบหาย...” ฟ้ารุ่งอุทานลั่น “แกฟังฉันนะเพียงชีวา เรื่องนี้ไม่ตลกแล้ว แกต้องเก็บหลักฐานทุกอย่าง ทั้งโพสต์ ทั้งคอมเมนต์ ทั้งคนปล่อยข่าว แกถอยไม่ได้แล้วนะ เพราะถ้าแกพลาด... พวกมันจะรุมกินโต๊ะแกจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก” “ฉันแค่มาดูแม่นะฟ้ารุ่ง” เพียงชีวาพูดเสียงเบาหวิว หัวเราะแห้ง ๆ อย่างไร้ความหวัง “ทำไมมันถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้” “แล้วบ้านทุ่งที่แกจากมา มันเคยปล่อยให้แกทำอะไรแค่นั้นด้วยเหรอ ?” ฟ้ารุ่งย้อนถามเสียงแข็ง “เมื่อคืนฉันนั่งไล่อ่านคอมเมนต์... มีคนตั้งใจโยงเรื่องแกกลับไปหาเรื่องเมื่อหลายปีก่อนด้วยนะ เรื่องที่แกหายตัวไปเงียบ ๆ แบบไม่มีใครรู้... พวกมันกำลังขุดศพขึ้นมาประจานแก เพียงชีวา” เพียงชีวากำโทรศัพท์แน่นจนนิ้วซีดเผือด ความทรงจำในอดีตตีกลับเข้ามาเหมือนคลื่นสึนามิ “พอเถอะฟ้ารุ่ง... ฉันไม่อยากฟังแล้ว” ฟ้ารุ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อรู้ว่าเผลอไปเหยียบโดนกับระเบิดในใจเพื่อน “โอเค... ฉันขอโทษ แต่แกต้องระวังตัวนะ แกอยู่คนเดียวใช่ไหม ?” คำถามนั้นทำให้ภาพของ เธียร เมื่อคืนย้อนกลับมา... ผู้ชายที่มาขันน็อตกลอนประตูให้แน่นหนา ผู้ชายที่ซื้อข้าวต้มมาให้ และสายตาคมกริบที่อ่านเธอทะลุปรุโปร่ง “ไม่... ไม่เชิง” เพียงชีวาตอบเลี่ยง ๆ “แค่นี้นะรุ่ง ฉันต้องรีบไปโรงพยาบาล” “เดี๋ยว ! ฟังนะ... ถ้าเจออะไรผิดปกติ ถ่ายรูปส่งมาให้ฉันทันที และที่สำคัญที่สุด...” เสียงฟ้ารุ่งเข้มขึ้นเหมือนสั่งตาย “ห้ามเซ็นเอกสารอะไรเพิ่มเด็ดขาด เข้าใจไหมเพียงชีวา ! เอกสารที่เธอเซ็นอันก่อนมันขังเธอไว้แล้วนะ อย่าลืมสิ !” คำเตือนสุดท้ายเหมือนเข็มที่แทงซ้ำลงบนแผลเดิม เพียงชีวากลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก “อืม... เข้าใจแล้ว”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD