รอยทางเก่า

1312 Words
ล้อรถยุโรปคันหรูบดเบียดลงบนถนนลูกรังสีแดงฉาน ฝุ่นตลบฟุ้งขึ้นมาเกาะกระจกหน้าต่างราวกับพายุทรายขนาดย่อม เสียงกรวดหินดีดกระทบซุ้มล้อดัง ครืด...ครืด... เป็นจังหวะที่ฟังดูหยาบกระด้าง บาดหู และชวนให้หัวใจคนฟังเต้นผิดจังหวะ เพียงชีวานั่งตัวเกร็งอยู่บนเบาะหนังสีครีมที่เย็นเฉียบจากไอเครื่องปรับอากาศ หญิงสาวทอดสายตามองออกไปนอกกระจก ทิวทัศน์สองข้างทางที่ไหลผ่านไปไม่ใช่ตึกสูงระฟ้าหรือป้ายโฆษณาดิจิทัลที่คุ้นตาในเมืองหลวง แต่เป็นทุ่งนาสีเขียวหม่นที่ไล่ระดับไปจนสุดลูกหูลูกตา ตัดกับขอบฟ้าสีเทาอึมครึมเหมือนฝนกำลังตั้งเค้า เธอยกมือขึ้นจับปมผมที่รวบไว้ต่ำบริเวณท้ายทอยโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วสัมผัสความเรียบตึงของเส้นผมที่ถูกจัดทรงมาอย่างดี ทุกอย่างบนตัวเธอต้องสมบูรณ์แบบ เสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีครีมราคาแพงที่กลัดกระดุมจนถึงคอ กางเกงสแล็คเข้ารูป และรองเท้าส้นสูงที่วางอยู่บนพรมรถ เพียงชีวาสร้างเกราะกำบังเหล่านี้ขึ้นมาอย่างประณีตเพื่อบอกกับตัวเองและทุกคนที่นี่ว่า เธอไม่ใช่เด็กสาวบ้านทุ่งคนเดิมที่หนีหัวซุกหัวซุนออกไปเมื่อหลายปีก่อนอีกแล้ว ตอนนี้เธอคือ “คุณเพียงชีวา” ผู้บริหารสาวที่มีชีวิตเพียบพร้อม มีคนนับหน้าถือตา และมีทุกอย่างที่คนแถวนี้ทำได้แค่ฝันถึง แต่ทำไม... ยิ่งรถวิ่งลึกเข้ามาในเขตอำเภอ ความมั่นใจที่เคยมีกลับค่อย ๆ หลุดล่อนออกไปเหมือนสีทาบ้านราคาถูก ครืด... ครืด... เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนตักสั่นสะเทือนขึ้นเป็นครั้งที่สามในรอบครึ่งชั่วโมง หน้าจอสว่างวาบปรากฏชื่อ ”ก้องเกียรติ” เพียงชีวาหลุบตามองชื่อนั้น นัยน์ตาไหววูบด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก มันไม่ใช่ความรักใคร่โหยหา แต่มันคือความรู้สึกเหมือนถูกเชือกที่มองไม่เห็นกระตุกเตือน เธอเม้มริมฝีปากแน่น เลือกที่จะคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงกับตัก ปล่อยให้มันสั่นต่อไปจนดับไปเองเหมือนสัญญาณเตือนภัยที่ถูกเพิกเฉย “คุณเพียงชีวาครับ” เสียงคนขับรถทำลายความเงียบขึ้นอย่างเกรงใจ เขาเหลือบมองเจ้านายผ่านกระจกมองหลัง “ข้างหน้ามีร้านกาแฟหน้าวัด แวะพักรถสักหน่อยไหมครับ ทางช่วงนี้หลุมบ่อเยอะ เครื่องยนต์มันทำงานหนัก ผมกลัวคุณจะเมารถ” เพียงชีวาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปรับน้ำเสียงให้เรียบนิ่งที่สุด “ไม่เป็นไรค่ะลุง ขับไปที่โรงพยาบาลเลย ฉันอยากเจอแม่ให้เร็วที่สุด” “ครับผม” คนขับรับคำสั้น ๆ ก่อนจะหักพวงมาลัยหลบหลุมลึกกลางถนน รถโคลงเคลงวูบหนึ่งจนเพียงชีวาต้องใช้มือยันเบาะไว้ เธอมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง รถกำลังแล่นผ่านซุ้มประตูเก่าคร่ำคร่า ป้ายไม้ที่สีซีดจางจนแทบอ่านไม่ออกเขียนไว้ว่า “บ้านหนองขาว” ตัวอักษรบางตัวหลุดหายไปตามกาลเวลา แต่ความทรงจำที่ผูกติดอยู่กับชื่อนี้กลับชัดเจนจนน่าเจ็บปวด บ้านหนองขาว... สถานที่ที่เธอเคยคิดว่าจะไม่มีวันเหยียบกลับมาอีก สถานที่ที่เก็บความลับ บาดแผล และคำสัญญาที่เธอฉีกทิ้งด้วยมือตัวเอง “สัญญาได้ไหม ว่าจะไม่ทิ้งกัน” เสียงแหบพร่าของเด็กหนุ่มคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมาในหัว พร้อมกับเสียงสายฝนที่ตกกระหน่ำลงบนหลังคาสังกะสี กลิ่นไอดิน กลิ่นสนิม และกลิ่นเหงื่อจาง ๆ ของอ้อมกอดที่เคยคิดว่าปลอดภัยที่สุดในโลก เพียงชีวาสะบัดหน้าแรง ๆ เพื่อไล่ภาพนั้นออกไป มือเรียวที่กำโทรศัพท์เย็นเฉียบจนชื้นเหงื่อ “แม่... เป็นยังไงบ้างคะ เมื่อเช้าเขาว่าไง” เธอถามออกไปเพื่อดึงสติกลับมาสู่ปัจจุบัน คนขับรถลังเลเล็กน้อยก่อนตอบ “พยาบาลโทรมาบอกว่าอาการทรง ๆ ครับ แต่... คุณหมอบอกอยากให้ญาติรีบมาคุย เรื่องการรักษาขั้นต่อไป แล้วก็... เรื่องเอกสารที่ดินด้วยครับ” คำว่า “ที่ดิน” ทำให้ลำคอของเพียงชีวาแห้งผากราวกับกลืนทรายลงไป เธอรู้ดีว่าการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องกตัญญู แต่มันมีผลประโยชน์มหาศาลที่ “ใครบางคน” ในกรุงเทพฯ ต้องการ และเธอก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกส่งมาเดินเกมนี้ รถยุโรปคันหรูจอดสนิทที่หน้าตึกผู้ป่วยในของโรงพยาบาลประจำอำเภอ สภาพตึกปูนสองชั้นดูทรุดโทรมกว่าในความทรงจำ สีขาวของผนังหม่นหมองจนกลายเป็นสีเทาด่าง ๆ รอยตะไคร่น้ำเกาะตามขอบหน้าต่างเหมือนคราบน้ำตาที่แห้งกรัง ทันทีที่เพียงชีวาก้าวลงจากรถ ความร้อนอบอ้าวของอากาศภายนอกก็ปะทะเข้ากับใบหน้า ลมร้อนพัดเอากลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของโรงพยาบาลต่างจังหวัดลอยมาแตะจมูก กลิ่นแอลกอฮอล์ กลิ่นยาฆ่าเชื้อที่ฉุนกึก ผสมปนเปไปกับกลิ่นเหงื่อไคลของผู้คนที่นั่งรอคิวอยู่เต็มลานด้านหน้า และกลิ่นอาหารทอดจากร้านรถเข็นข้างรั้ว เพียงชีวาขยับเสื้อสูทให้เข้าที่ เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แล้วเดินผ่านประตูกระจกเข้าไป เสียงรองเท้าส้นสูงของเธอกระทบพื้นหินขัดดังก้อง กึก... กึก... จังหวะที่มั่นคงและสม่ำเสมอเรียกสายตาของชาวบ้านที่นั่งรอหมออยู่ให้หันมามองเป็นตาเดียว สายตาเหล่านั้นไม่ได้มองด้วยความชื่นชม แต่เป็นการมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น สงสัย และบางคู่ก็เจือแววตำหนิ ราวกับพวกเขามองทะลุเสื้อผ้าแบรนด์เนมเข้าไปเห็นเนื้อแท้ของ “นังเพียงชีวา” เด็กสาวที่หนีตามผู้ชายเข้าเมืองไปเมื่อเจ็ดปีก่อน “อ้าว... นั่นหนูเพียงชีวาใช่ไหมลูก ?” เสียงทักทายที่ดังขึ้นทำให้เพียงชีวาชะงัก เธอหันไปมองต้นเสียง และพบกับหญิงร่างท้วมในชุดผ้าถุงลายดอก สวมเสื้อลูกไม้สีจัดจ้าน ในมือถือปิ่นโตเถาใหญ่กับถุงพลาสติกใส่ยา ป้าสมจิต เจ้าของร้านกาแฟหน้าวัดหนองขาว ที่นั่นเป็นศูนย์กระจายข่าวที่แม่นยำยิ่งกว่าหอจายข่าวของหมู่บ้าน และแกก็เป็นเพียงคนเดียวที่คอยช่วยเหลือแม่บัวตองแม่ของเธอ “สวัสดีค่ะป้าสมจิต” เพียงชีวายกมือไหว้ ยิ้มบาง ๆ ตามมารยาทที่ฝึกจนชินจากสังคมในเมือง “สบายดีนะคะ” “สบายอะไรล่ะ แถวนี้มันก็เหมือนเดิมนั่นแหละ ขายของก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ไปวัน ๆ” ป้าสมจิตกวาดตามองเพียงชีวาตั้งแต่หัวจรดเท้า สายตานั้นเหมือนเครื่องสแกนราคาที่ประเมินมูลค่าเครื่องประดับและเสื้อผ้าบนตัวเธอ “แต่หนูน่ะสิ... โอ้โห โตเป็นสาวสวย เป็นคุณนายเมืองกรุงไปแล้ว จำแทบไม่ได้เลยนะเนี่ย ผิวพรรณผ่องเชียว” “ขอบคุณค่ะป้า” เพียงชีวาตอบรับสั้น ๆ พยายามจะขอตัว “หนูขอตัวไปเยี่ยมแม่ก่อนนะคะ” “ไปสิ ๆ แม่หนูน่ะ เขาถามหาอยู่เมื่อเช้า” ป้าสมจิตขยับเข้ามาใกล้ ลดเสียงลงจนเกือบเป็นกระซิบ แต่ดวงตากลับวาววับด้วยความนัย “แกบ่นเพ้อๆ นะว่า... ไม่อยากให้พาเรื่องเก่า ๆ กลับมาด้วย” ประโยคนั้นทำให้เพียงชีวาตัวชาวาบ รอยยิ้มการค้าบนใบหน้าเลือนหายไปทันที “แม่... พูดแบบนั้นเหรอคะ” “ก็คนแก่ป่วยน่ะลูก บางทีก็พูดไปเรื่อยเปื่อย” ป้าสมจิตทำท่าป้องปาก “แต่ป้าว่านะ... แกคงกลัวจริง ๆ นั่นแหละ กลัวว่าไฟที่มันมอดไปแล้ว ลมมันจะพัดให้คุขึ้นมาอีก... ยิ่งคนแถวนี้เขาความจำดีกันอยู่ด้วย”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD