เพียงชีวากำสายกระเป๋าแน่นจนเจ็บนิ้ว คำพูดของป้าสมจิตไม่ใช่แค่คำเตือน แต่มันคือคำขู่ที่เคลือบน้ำผึ้ง หญิงสาวกำลังจะเอ่ยปากถามต่อ แต่จู่ ๆ บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไป
เสียงพูดคุยจอแจในโถงทางเดินเงียบเสียงลงอย่างประหลาด ราวกับมีใครบางคนกดปุ่มปิดเสียง ความเงียบนั้นค่อย ๆ คืบคลานมาจากทางปีกขวาของตึก พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่ดังใกล้เข้ามา
ตึก... ตึก... ตึก...
ไม่ใช่เสียงรองเท้าแตะ ไม่ใช่เสียงคัทชูราคาแพง แต่เป็นเสียงรองเท้าบูทสำหรับทำงานหนัก เสียงยางแข็ง ๆ บดลงบนพื้นปูนด้วยจังหวะที่มั่นคง หนักแน่น และคุกคาม
เพียงชีวาหัวใจกระตุกวูบ เธอจำจังหวะการเดินแบบนี้ได้ สัญชาตญาณร้องเตือนให้เธอรีบเดินหนีไป อย่าหันกลับไปมอง แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อเหมือนถูกตรึงด้วยหมุดที่มองไม่เห็น
ป้าสมจิตที่เมื่อกี้ยังปากกล้า จู่ ๆ ก็หน้าซีดเผือด รีบขยับตัวถอยห่างจากเพียงชีวาไปก้าวใหญ่ เหมือนกลัวจะโดนลูกหลงจากระเบิดที่กำลังจะลง
เงาร่างสูงใหญ่ทอดลงมาทาบทับบนพื้นก่อนที่เจ้าตัวจะปรากฏ เพียงชีวาค่อย ๆ หันไปมองช้า ๆ ลมหายใจสะดุดกึกอยู่ในลำคอ
และเขาก็ยืนอยู่ตรงนั้น... ห่างออกไปไม่ถึงห้าเมตร
...เธียร...
เขาเปลี่ยนไปมาก... มากจนเธอเกือบจำไม่ได้ เด็กหนุ่มผอมเกร็งในความทรงจำหายไปแล้ว เหลือเพียงชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้างจนเสื้อยืดสีเทาเก่า ๆ ที่สวมอยู่ดูคับตึงไปถนัดตา ผิวของเขาคล้ำเข้มจากการตากแดดตากลมทำงานกลางแจ้ง ใบหน้าคมสันมีไรหนวดจาง ๆ ที่ทำให้ดูดุดันและดิบเถื่อน เส้นผมสีดำสนิทถูกเสยขึ้นลวก ๆ เผยให้เห็นแววตาคู่เดิม... คู่ที่เคยทำให้เธอหลงรักและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
ดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาที่เธอ นิ่งสนิท ล้ำลึก และว่างเปล่าจนน่าใจหาย ไม่มีแววดีใจที่ได้เจอ ไม่มีความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งพล่าน มีเพียงความเงียบงันที่เย็นยะเยือกเหมือนก้นบ่อร้าง
เธียรยืนนิ่ง มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกงยีนส์เปื้อนฝุ่น อีกข้างปล่อยทิ้งข้างลำตัว เพียงชีวาสังเกตเห็นมือข้างนั้น... มือใหญ่ หยาบกร้าน และมีรอยแผลเป็นจาง ๆ มันคือมือของคนทำงานหนัก มือที่สร้างบ้าน สร้างตึก และอาจจะพร้อมทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า
“เธียร...”
ชื่อของเขาหลุดออกจากปากเธอแผ่วเบาเหมือนเสียงละเมอ
เธียรไม่ตอบรับ เขาไม่แม้แต่จะยิ้มทักทายตามมารยาท สายตาคมกริบกวาดมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ช้า ๆ และจาบจ้วง ก่อนจะเลื่อนไปหยุดที่กระเป๋าเอกสารหนังใบหรูในมือเธอ แล้ววนกลับมาสบตาเธออีกครั้ง
“กลับมาเพราะแม่... หรือกลับมาเพราะที่ดิน ?”
น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ แหบพร่านิด ๆ แต่มันดังก้องในโถงทางเดินที่เงียบสงัด ถ้อยคำนั้นพุ่งเข้าใส่เพียงชีวาโดยไม่อ้อมค้อม เหมือนมีดที่ปักลงกลางใจ
เพียงชีวาพยายามตั้งสติ เชิดคางขึ้นเล็กน้อยเพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา “ฉันมาเยี่ยมแม่... และมาคุยเรื่องการรักษากับหมอ แค่นั้น”
“แค่นั้น ?” เธียรเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มหยันที่ไปไม่ถึงดวงตา “เธอเก่งนะเพียงชีวา... เก่งเหมือนเดิม เก่งจนทำให้คนอื่นเชื่อว่าเธอไม่เคยทำอะไรผิด เก่งจนทำให้ตัวเองดูสะอาดบริสุทธิ์”
คำว่า “ผิด” กระแทกใจเธออย่างจัง เพียงชีวารู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก ภาพในอดีตฉายวาบเข้ามาในหัว... แสงไฟสลัวในกระท่อม เสียงฟ้าร้อง คำสั่งแกมบังคับของผู้มีอำนาจ และลายเซ็นยุกยิกของเด็กสาวที่เขียนลงไปด้วยความหวาดกลัว
“ฉันไม่ได้อยากมาทะเลาะกับนายนะเธียร” เธอกัดฟันพูด พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น “เรื่องมันผ่านมานานแล้ว ฉันโตแล้ว และฉันก็...”
เธียรขยับตัว ก้าวเข้ามาหาเธอเพียงก้าวเดียว แต่ระยะห่างระหว่างเขากับเธอกลับดูเหมือนหดหายไปจนหมด กลิ่นกายของเขาลอยมาแตะจมูก กลิ่นดิน กลิ่นปูน และกลิ่นเหงื่อของผู้ชาย มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่เธอคุ้นเคยในสังคมเมือง แต่มันคือกลิ่นของความจริงที่รุนแรงและดิบเถื่อน
ป้าสมจิตเห็นท่าไม่ดี รีบคว้าปิ่นโตแล้วเดินเลี่ยงหนีไปทางอื่นทันที ทิ้งให้เพียงชีวาเผชิญหน้ากับพายุลูกนี้เพียงลำพัง
“ผ่านมานานแล้วเหรอ ?” เธียรถามเสียงต่ำ เขาโน้มตัวลงมาเล็กน้อย สายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นไหวของเธอ
“สำหรับเธออาจจะใช่... เพราะเธอหนีไปเสวยสุขในเมือง ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง แต่สำหรับคนที่ยังอยู่ที่นี่... สำหรับฉัน... มันเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน”
เพียงชีวาถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ หลังชนเข้ากับผนังเย็นเฉียบ “เธียร นายต้องการอะไร”
“ฉันไม่ต้องการอะไรจากเธอ” เขาตอบสวนทันควัน นัยน์ตาวาวโรจน์ขึ้นชั่ววูบ “ฉันแค่จะมาบอกว่า หมู่บ้านนี้มันเล็กกว่าที่เธอคิด เพียงชีวา... อะไรที่เธอแบกกลับมา คนเขารู้กันหมดแล้ว”
“ฉันไม่สนว่าใครจะพูดยังไง” เพียงชีวาเถียง ทั้งที่ใจเต้นรัวเหมือนกลองเพล “ฉันมาทำหน้าที่ลูก และจัดการทรัพย์สินของครอบครัว”
“ทรัพย์สินของครอบครัว...” เธียรแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเจ็บปวด “แน่ใจเหรอว่าเป็นของครอบครัวเธอทั้งหมด ?”
เพียงชีวาชะงัก ความหวาดระแวงแล่นพล่านไปทั่วร่าง “นายหมายความว่ายังไง?”
เธียรไม่ตอบในทันที เขาขยับเข้ามาใกล้อีกนิด จนเพียงชีวาเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาสีเข้มคู่นั้น เขาจ้องมองเธอราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงความลับดำมืดที่สุดที่เธอซ่อนไว้ในใจ แล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายเธอเย็นเฉียบจนเป็นน้ำแข็ง
“เอกสารที่เธอเซ็นคืนนั้น... ฉันมีสำเนาเก็บไว้”
โลกทั้งใบของเพียงชีวาเอียงวูบ เสียงวิ้งๆ ดังขึ้นในหู เธอเบิกตากว้างมองเขาอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง “นาย... ว่าไงนะ?”
“เธอได้ยินชัดแล้ว” เธียรพูดเสียงเรียบ แต่หนักแน่นเหมือนหินผา
“อย่าคิดว่าจะกลับมาลบอดีตได้ง่าย ๆ เพราะหลักฐานทุกอย่าง... ฉันเก็บรักษามันไว้อย่างดี”
พูดจบ เธียรก็ถอยหลังกลับไป ยืดตัวขึ้นเต็มความสูง แล้วหันหลังเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้เพียงชีวายืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางทางเดิน แผ่นหลังกว้างของเขาค่อย ๆ ห่างออกไป แต่ความน่ากลัวของคำพูดนั้นยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวเธอเหมือนหมอกควันพิษ