เพียงชีวายืนพิงผนังตึก ขาแข้งอ่อนแรงจนแทบทรุด มือกำกระเป๋าเอกสารแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
เอกสารคืนนั้น... เขามีสำเนา ?
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง สิ่งที่เธอกลัวที่สุด... สิ่งที่ก้องเกียรติพยายามปิดบัง... และสิ่งที่อาจจะพังทลายชีวิตที่เธอสร้างมาทั้งหมด มันไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลเลย
มันอยู่ที่นี่... ในมือของผู้ชายที่เธอเคยทิ้งไปอย่างเลือดเย็น
เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เสียงเรียกเข้าดูดังบาดหูและเร่งเร้ากว่าเดิม ชื่อ “ก้องเกียรติ” ยังคงกะพริบวาบบนหน้าจอ แต่เพียงชีวาไม่มีแรงแม้แต่จะกดรับ เธอได้แต่ยืนมองทางที่เธียรเดินหายไป พร้อมกับความจริงที่ตบหน้าเธอฉาดใหญ่ว่า
การกลับมาครั้งนี้... เธอไม่ได้กลับมาในฐานะผู้คุมเกม
แต่เธอกำลังเดินเข้าสู่กับดักที่อดีตวางเอาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ.
ความเย็นยะเยือกของเครื่องปรับอากาศในห้องพักผู้ป่วยพิเศษดูเหมือนจะซึมลึกเข้าไปถึงกระดูก ไฟนีออนบนเพดานสาดแสงสีขาวจัดจ้าจนทำให้ทุกอย่างในห้องดูซีดเซียวไร้ชีวิตชีวา ผนังสีครีม กลิ่นยาฆ่าเชื้อ และเสียงเครื่องช่วยหายใจที่ดัง ฟู่... ฟู่... เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทั้งหมดนี้บีบอัดให้บรรยากาศในห้องเงียบสงัดจนน่าอึดอัด
เพียงชีวานั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ วางกระเป๋าเอกสารราคาแพงไว้บนตักราวกับเป็นเครื่องรางกันภัย มือข้างหนึ่งของเธอกุมมือผอมแห้งของมารดาเอาไว้ ผิวหนังของแม่เหี่ยวย่นและเย็นชืด มีรอยเขียวช้ำจากการเจาะสายน้ำเกลือกระจายอยู่ทั่วหลังมือ เส้นเลือดปูดโปนเต้นตุบ ๆ อย่างอ่อนแรง บ่งบอกถึงสังขารที่ร่วงโรยไปตามกาลเวลาและอาจจะร่วงโรยเร็วกว่าปกติเพราะความลับบางอย่างที่กัดกินใจ
หญิงสาวทอดตามองใบหน้าซูบตอบของคนบนเตียง แม่หลับตาพริ้ม แต่หัวคิ้วยังขมวดมุ่นเหมือนคนกำลังฝันร้าย ลมหายใจขาดห้วงเป็นพัก ๆ
“แม่คะ...” เพียงชีวากระซิบเรียกแผ่วเบา
เปลือกตาที่ปกคลุมด้วยรอยตีนกาค่อย ๆ ขยับ ก่อนจะปรือเปิดขึ้นอย่างยากลำบาก ดวงตาของแม่ขุ่นมัว ฝ้าฟางเหมือนมีหมอกควันปกคลุม แก้วตานั้นไม่ได้จับจ้องที่เพียงชีวา แต่มองทะลุไหล่เธอไปไกล... ไกลไปสู่อดีตที่เพียงชีวามองไม่เห็น
“เพียงชีวา...” เสียงของแม่แหบพร่าเหมือนเสียงใบไม้แห้งบดกัน
“อย่า... อย่าเอาเขากลับมา...”
หัวใจของเพียงชีวากระตุกวูบ เธอรีบขยับตัวเข้าไปใกล้ โน้มหน้าลงไปหา
“แม่หมายถึงใครคะ ? หมายถึงเธียรเหรอ... หรือแม่หมายถึงใคร ?”
ทันใดนั้น มือที่ดูไร้เรี่ยวแรงของแม่กลับเกร็งขึ้นมาอย่างน่าประหลาด นิ้วผอมแห้งจิกเล็บลงบนข้อมือของเพียงชีวาแน่นจนเธอสะดุ้งเจ็บ ดวงตาที่เคยเลื่อนลอยกลับเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
“อย่าให้เขาได้... เอกสาร...” แม่เค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างกายสั่นเทาเหมือนคนจับไข้ “อย่าให้เขาได้... มันจะพัง... พังหมด...”
คำว่าเอกสารเปรียบเสมือนตะปูที่ตอกย้ำลงไปบนแผลเดิมที่เธียรเพิ่งกรีดไว้เมื่อครู่ เพียงชีวาพยายามแกะมือแม่ออกเบาๆ แต่แม่กลับยิ่งกำแน่นขึ้น เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก
“แม่คะ! ตั้งสติก่อน เอกสารอะไรคะ ? สัญญาขายฝากที่ดินเหรอ หรือเอกสารกู้ยืม แม่พูดให้ชัดสิคะ”
ริมฝีปากซีดเผือดของแม่สั่นระริกเหมือนพยายามจะเปล่งชื่อใครบางคนออกมา แต่สุดท้ายคำพูดเหล่านั้นก็ถูกกลืนหายลงไปในลำคอ พร้อมกับร่างกายที่อ่อนเปลี้ยลง แม่ทิ้งตัวลงกับหมอน หอบหายใจถี่กระชั้นเหมือนคนเพิ่งวิ่งหนีความตายมา ก่อนจะหลับตาลงแน่นหนีภาพหลอนที่ตามมารังควาน
ประตูห้องพักถูกเปิดออก พยาบาลเวรเดินเข้ามาด้วยท่าทีสุภาพแต่เด็ดขาด “ขอโทษนะคะคุณญาติ คนไข้เพิ่งได้รับยา อยากให้พักผ่อนเยอะ ๆ อย่าเพิ่งชวนคุยเรื่องเครียดนะคะ เดี๋ยวความดันจะขึ้น”
เพียงชีวาค่อย ๆ ปล่อยมือแม่ ชักมือตัวเองกลับมาพินิจดูรอยเล็บแดงเถือกที่ข้อมือ เธอพยักหน้าให้พยาบาลช้า ๆ แต่ภายในหัวกลับเต็มไปด้วยเสียงกึกก้องที่ตีกันยุ่งเหยิง
“เอกสารที่เธอเซ็นคืนนั้น... ฉันมีสำเนาเก็บไว้” เสียงทุ้มต่ำของเธียรดังซ้อนทับกับเสียงแหบแห้งของแม่ “อย่าให้เขาได้เอกสาร...”
สองคนนี้พูดถึงเรื่องเดียวกัน... เรื่องที่เธอกำลังจะถูกลากเข้าไปพัวพัน ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม
เพียงชีวาเดินออกจากตึกผู้ป่วยในตอนที่ตะวันเริ่มคล้อยต่ำ แสงแดดยามเย็นทาทาบไปทั่วบริเวณเป็นสีส้มอมแดงเหมือนสีสนิม เงาของต้นไม้ใหญ่หน้าโรงพยาบาลทอดยาวบิดเบี้ยวไปบนพื้นปูน ดูราวกับปีศาจที่กำลังคืบคลานเข้ามากลืนกินแสงสว่าง
รถยุโรปคันเดิมแล่นออกจากโรงพยาบาล เลี้ยวกลับเข้าสู่ถนนเส้นหลักของหมู่บ้าน บรรยากาศยามโพล้เพล้ของบ้านทุ่งเงียบสงบแต่งดงาม กลิ่นควันไฟจากการหุงหาอาหารลอยจาง ๆ มาตามลม ผสมกับกลิ่นฟางข้าวที่ถูกเผา เสียงจิ้งหรีดเริ่มกรีดปีกร้องระงมแข่งกับเสียงเครื่องยนต์
รถแล่นผ่านวัดประจำหมู่บ้าน และแน่นอน... ผ่าน ร้านกาแฟของป้าสมจิต ที่ยังคงเปิดไฟนีออนสว่างจ้า
เพียงชีวาเหลือบมองผ่านกระจกติดฟิล์มดำ เห็นกลุ่มคนนั่งล้อมวงกันอยู่ใต้ชายคาร้าน แสงไฟสะท้อนแก้วน้ำชาและขวดเครื่องดื่มชูกำลังให้เห็นวิบวับ หนึ่งในนั้นคือหญิงสูงวัยผมขาวโพลน หน้าตาเคร่งเครียดเหมือนคนถือศีลตลอดเวลา แต่แววตากลับคมกริบเหมือนเหยี่ยว
ป้าแสง... ผู้คุมกฎทางศีลธรรมของหมู่บ้าน ซึ่งเป็นกฎในแบบของแกเอง
จังหวะที่รถแล่นผ่าน ป้าแสงเงยหน้าขึ้นมองพอดี แม้รถจะติดฟิล์มดำสนิทและแล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่เพียงชีวารู้สึกเหมือนสายตาคู่นั้นมองทะลุเข้ามาเห็นเธอที่นั่งตัวลีบอยู่เบาะหลัง ริมฝีปากของหญิงชราขยับพึมพำเป็นคำพูดที่เพียงชีวาไม่ได้ยิน แต่เดาได้ไม่ยาก
“มันกลับมาแล้ว”
แค่คิด ก้อนแข็ง ๆ ก็จุกขึ้นมาที่คอหอย บ้านเกิดเมืองนอนที่ควรจะอบอุ่น กลับกลายเป็นพื้นที่ที่เธอรู้สึกแปลกแยกและไม่ปลอดภัยที่สุด ราวกับเธอเป็นอวัยวะแปลกปลอมที่ร่างกายพยายามจะขับออก