ไม่นานนัก รถก็เลี้ยวเข้าสู่รั้วไม้เก่าคร่ำคร่า บ้านไม้สองชั้นยกใต้ถุนสูงปรากฏแก่สายตา สภาพบ้านดูทรุดโทรมลงกว่าในความทรงจำ สีไม้ที่เคยขัดมันวาวบัดนี้ซีดจางและมีรอยด่างดำจากฝนและแดด หลังคากระเบื้องแบบเก่าบางแผ่นเผยอขึ้นเหมือนเกล็ดปลาที่ใกล้หลุด
“คุณเพียงชีวาครับ” คนขับรถจอดรถที่ลานดินหน้าบ้าน หันมาถามด้วยความห่วงใย “จะให้ผมอยู่เป็นเพื่อนก่อนไหมครับ ดูแล้วบ้านหลังนี้ยังไม่ได้ทำความสะอาด เดี๋ยวผมจะทำความสะอาดให้คุณก่อน”
“ไม่เป็นไรค่ะ” เพียงชีวาฝืนยิ้มที่มุมปาก หยิบกระเป๋าและสัมภาระ “ลุงไปพักที่รีสอร์ตในตัวอำเภอเถอะ พรุ่งนี้เช้าค่อยมารับฉัน”
“ครับผม ดูแลตัวเองด้วยนะครับ”
รถเคลื่อนตัวออกไป ทิ้งไว้เพียงเสียงล้อบดกรวดที่ค่อย ๆ เบาลง จนเหลือเพียงความเงียบสงัดของบ้านทุ่งที่โอบล้อมรอบตัวเธอ
เพียงชีวายืนอยู่หน้าบันไดบ้าน มือที่กำพวงกุญแจสั่นเล็กน้อยตอนที่พยายามไขแม่กุญแจสนิมเขรอะ เสียง แกร๊ก! ดังก้องในความเงียบ ประตูไม้บานคู่เปิดออก กลิ่นอับชื้นของไม้เก่าผสมกลิ่นยาหม่องและกลิ่นแป้งร่ำ กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของแม่ ทำให้เธอรู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้
เธอเอื้อมมือไปตบสวิตช์ไฟ หลอดนีออนกลางบ้านกะพริบ พึ่บ... พึ่บ... ก่อนจะสว่างจ้า เผยให้เห็นสภาพภายในบ้านที่เหมือนถูกแช่แข็งไว้ในกาลเวลา พื้นไม้กระดานมีฝุ่นจับบาง ๆ เฟอร์นิเจอร์หวายชุดเดิมตั้งอยู่ที่เดิม บนฝาผนังมีกรอบรูปครอบครัวแขวนอยู่... รูปที่มีแม่ยิ้มแป้นอยู่คนเดียว ไม่มีรูปพ่อ และไม่มีรูปเธอ
เหมือนแม่พยายามลบเธอออกไปจากบ้านหลังนี้ หรือไม่ก็... พยายามเก็บซ่อนเธอไว้ไม่ให้ใครเห็น
ครืด... ครืด...
เสียงโทรศัพท์ในมือสั่นสะเทือนขึ้นอีกครั้ง ทำลายความเงียบจนเพียงชีวาสะดุ้งสุดตัว
ชื่อ ”ก้องเกียรติ” ปรากฏบนหน้าจอเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน
คราวนี้เพียงชีวารู้ดีว่าเธอหนีไม่ได้แล้ว ถ้าไม่รับตอนนี้ เขาจะเริ่มโทรเข้าเบอร์คนขับรถ หรือแย่กว่านั้น... เขาอาจจะโทรเข้าเบอร์ผู้ใหญ่บ้านเพื่อตามหาตัวเธอ วิธีการของก้องเกียรติมักจะดูสุภาพแต่คุกคามลึกซึ้งเสมอ
เธอกลั้นใจ กดรับสายแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู
“ค่ะก้องเกียรติ”
“ถึงบ้านแล้วใช่ไหม ?” เสียงปลายสายทุ้ม นุ่มนวล และราบเรียบ เหมือนถามไถ่สารทุกข์สุกดิบปกติ แต่เพียงชีวารู้จักน้ำเสียงนี้ดี... มันคือน้ำเสียงของคนที่กำลังพยายามข่มอารมณ์ และต้องการคำตอบที่ถูกต้องเท่านั้น
“ค่ะ เพิ่งถึง”
“ดี” เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง เสียงลมหายใจสม่ำเสมอดังลอดมาตามสาย “ทำไมเมื่อบ่ายไม่รับสายผม ?”
เพียงชีวาเหลือบตามองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาบานเก่า เห็นผู้หญิงหน้าซีดเซียวที่ดูเหมือนจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
“ฉันอยู่กับหมอค่ะ สัญญาณในตึกมันไม่ค่อยดี ฉันไม่ได้ยินเสียงเรียกเข้า”
“อย่าทำให้เป็นนิสัยนะเพียงชีวา” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป เย็นเยียบลงจนน่าขนลุก
“คุณก็รู้ว่าผมเป็นห่วง เวลาคุณหายไปแบบนี้ ผมจะคิดไปต่าง ๆ นานา ว่าคุณแอบไปทำอะไรที่ไม่อยากให้ผมรู้หรือเปล่า”
“ฉันเปล่าค่ะ” เพียงชีวารีบปฏิเสธ มืออีกข้างกำขอบโต๊ะแน่น “ฉันมาเรื่องแม่จริง ๆ”
“แล้วเรื่องที่ดิน... คุยกับใครไปบ้างแล้ว ?”
คำถามนี้พุ่งตรงเข้าประเด็นทันที ไม่มีการอ้อมค้อม “ยังไม่ได้คุยกับใครเลยค่ะ วันนี้แค่จัดการเรื่องโรงพยาบาล”
“แน่ใจนะ ?” ก้องเกียรติถามย้ำ เสียงหัวเราะหึๆ ในลำคอดังขึ้นเบาๆ
“เพียงชีวา... คุณจำได้ใช่ไหมว่าทำไมผมถึงต้องลงมาคุมเรื่องนี้เอง ที่ดินแปลงนั้นมันสำคัญกับโปรเจกต์ใหม่ของบริษัทมาก และเอกสารบางอย่าง... ถ้ามันหลุดรอดออกไปถึงมือคนอื่น มันจะไม่ใช่แค่คุณที่เดือดร้อน แต่ผมจะเดือดร้อนไปด้วย”
“ฉันรู้ค่ะ” เพียงชีวาตอบเสียงแผ่ว ความรู้สึกเหมือนมีเชือกที่มองไม่เห็นรัดแน่นรอบคอเริ่มกลับมาอีกครั้ง
“คุณรู้... ดีแล้วที่รู้” เขาถอนหายใจยาว
“คุณเป็นคนฉลาดเพียงชีวา คุณรู้ดีว่าชีวิตสุขสบายที่คุณมีอยู่ทุกวันนี้... ใครเป็นคนหยิบยื่นให้ คุณคงไม่ลืมหนี้บุญคุณที่เรามีต่อกันหรอกนะ จริงไหม ?”
คำว่า ”หนี้บุญคุณ” เปรียบเสมือนกรงขังที่ก้องเกียรติสร้างไว้ขังเธอ มันคือโซ่ตรวนที่ล่ามขาเธอไว้ไม่ให้หนีไปไหน ไม่ว่าจะพยายามวิ่งไปไกลแค่ไหน สุดท้ายเขาก็จะกระตุกเชือกนี้เพื่อให้เธอล้มลงแทบเท้าเขาเสมอ
“ฉันไม่เคยลืมค่ะ”
“พรุ่งนี้ผมจะไปหา” ประโยคนี้ทำให้เพียงชีวาตาเบิกโพลง หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“คะ? คุณจะมา... พรุ่งนี้เหรอคะ? แต่ฉันจัดการเองได้...”
“ผมไม่ไว้ใจบรรยากาศที่นั่น” ก้องเกียรติพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “แล้วก็... อย่าไปไหนคนเดียวตอนกลางคืน อย่าไปเจอใครลับหลัง และที่สำคัญ... อย่าให้ผู้ชายหน้าไหนเข้าบ้าน”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ เพียงชีวารู้สึกเหมือนเลือดในกายหยุดไหลเวียน ภาพดวงตาคมกริบของเธียรผุดขึ้นมาซ้อนทับกับคำสั่งนั้น
“เพียงชีวา...” เสียงก้องเกียรติต่ำลง เหมือนเสียงกระซิบของอสรพิษข้างหู “คุณเจอเขาแล้วใช่ไหม ?”
มือของเพียงชีวาสั่นเทาจนแทบทำโทรศัพท์ร่วง “คะ... ใครคะ?”
“อย่ามาทำใสซื่อกับผม” ก้องเกียรติแค่นเสียง “ไอ้เธียร... ผมได้ยินชื่อมันมาแล้ว หมู่บ้านเล็ก ๆ เท่าแมวดิ้นตายแบบนั้น คุณคิดว่าผมจะไม่มีหูมีตาเหรอ ?”
เพียงชีวากลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ ความหวาดกลัวแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ก้องเกียรติไม่ได้แค่ “รู้” แต่เขาสืบเรื่องของเธอมาหมดแล้ว
“ฉันเจอเขาที่โรงพยาบาล... โดยบังเอิญค่ะ ไม่ได้คุยอะไรกัน”
“บังเอิญหรือตั้งใจ ?” เขาหัวเราะเบา ๆ อีกครั้ง แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความขบขันโดยสิ้นเชิง “ฟังนะเพียงชีวา... คุณเป็นของผม จำใส่หัวไว้ อย่าทำอะไรโง่ ๆ ที่ทำให้ผมต้องลงมือจัดการเอง... เข้าใจใช่ไหม?”
“...เข้าใจค่ะ”
“ดี !พักผ่อนซะ พรุ่งนี้เจอกัน”
สัญญาณตัดไปแล้ว แต่เสียง ติ๊ด... ติ๊ด... ยังคงดังก้องอยู่ในหูของเพียงชีวาเหมือนเสียงระเบิดเวลา