ความจริงที่ลบไม่ได้

1113 Words
ไม่นานนัก รถก็เลี้ยวเข้าสู่รั้วไม้เก่าคร่ำคร่า บ้านไม้สองชั้นยกใต้ถุนสูงปรากฏแก่สายตา สภาพบ้านดูทรุดโทรมลงกว่าในความทรงจำ สีไม้ที่เคยขัดมันวาวบัดนี้ซีดจางและมีรอยด่างดำจากฝนและแดด หลังคากระเบื้องแบบเก่าบางแผ่นเผยอขึ้นเหมือนเกล็ดปลาที่ใกล้หลุด “คุณเพียงชีวาครับ” คนขับรถจอดรถที่ลานดินหน้าบ้าน หันมาถามด้วยความห่วงใย “จะให้ผมอยู่เป็นเพื่อนก่อนไหมครับ ดูแล้วบ้านหลังนี้ยังไม่ได้ทำความสะอาด เดี๋ยวผมจะทำความสะอาดให้คุณก่อน” “ไม่เป็นไรค่ะ” เพียงชีวาฝืนยิ้มที่มุมปาก หยิบกระเป๋าและสัมภาระ “ลุงไปพักที่รีสอร์ตในตัวอำเภอเถอะ พรุ่งนี้เช้าค่อยมารับฉัน” “ครับผม ดูแลตัวเองด้วยนะครับ” รถเคลื่อนตัวออกไป ทิ้งไว้เพียงเสียงล้อบดกรวดที่ค่อย ๆ เบาลง จนเหลือเพียงความเงียบสงัดของบ้านทุ่งที่โอบล้อมรอบตัวเธอ เพียงชีวายืนอยู่หน้าบันไดบ้าน มือที่กำพวงกุญแจสั่นเล็กน้อยตอนที่พยายามไขแม่กุญแจสนิมเขรอะ เสียง แกร๊ก! ดังก้องในความเงียบ ประตูไม้บานคู่เปิดออก กลิ่นอับชื้นของไม้เก่าผสมกลิ่นยาหม่องและกลิ่นแป้งร่ำ กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของแม่ ทำให้เธอรู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้ เธอเอื้อมมือไปตบสวิตช์ไฟ หลอดนีออนกลางบ้านกะพริบ พึ่บ... พึ่บ... ก่อนจะสว่างจ้า เผยให้เห็นสภาพภายในบ้านที่เหมือนถูกแช่แข็งไว้ในกาลเวลา พื้นไม้กระดานมีฝุ่นจับบาง ๆ เฟอร์นิเจอร์หวายชุดเดิมตั้งอยู่ที่เดิม บนฝาผนังมีกรอบรูปครอบครัวแขวนอยู่... รูปที่มีแม่ยิ้มแป้นอยู่คนเดียว ไม่มีรูปพ่อ และไม่มีรูปเธอ เหมือนแม่พยายามลบเธอออกไปจากบ้านหลังนี้ หรือไม่ก็... พยายามเก็บซ่อนเธอไว้ไม่ให้ใครเห็น ครืด... ครืด... เสียงโทรศัพท์ในมือสั่นสะเทือนขึ้นอีกครั้ง ทำลายความเงียบจนเพียงชีวาสะดุ้งสุดตัว ชื่อ ”ก้องเกียรติ” ปรากฏบนหน้าจอเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน คราวนี้เพียงชีวารู้ดีว่าเธอหนีไม่ได้แล้ว ถ้าไม่รับตอนนี้ เขาจะเริ่มโทรเข้าเบอร์คนขับรถ หรือแย่กว่านั้น... เขาอาจจะโทรเข้าเบอร์ผู้ใหญ่บ้านเพื่อตามหาตัวเธอ วิธีการของก้องเกียรติมักจะดูสุภาพแต่คุกคามลึกซึ้งเสมอ เธอกลั้นใจ กดรับสายแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู “ค่ะก้องเกียรติ” “ถึงบ้านแล้วใช่ไหม ?” เสียงปลายสายทุ้ม นุ่มนวล และราบเรียบ เหมือนถามไถ่สารทุกข์สุกดิบปกติ แต่เพียงชีวารู้จักน้ำเสียงนี้ดี... มันคือน้ำเสียงของคนที่กำลังพยายามข่มอารมณ์ และต้องการคำตอบที่ถูกต้องเท่านั้น “ค่ะ เพิ่งถึง” “ดี” เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง เสียงลมหายใจสม่ำเสมอดังลอดมาตามสาย “ทำไมเมื่อบ่ายไม่รับสายผม ?” เพียงชีวาเหลือบตามองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาบานเก่า เห็นผู้หญิงหน้าซีดเซียวที่ดูเหมือนจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ “ฉันอยู่กับหมอค่ะ สัญญาณในตึกมันไม่ค่อยดี ฉันไม่ได้ยินเสียงเรียกเข้า” “อย่าทำให้เป็นนิสัยนะเพียงชีวา” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป เย็นเยียบลงจนน่าขนลุก “คุณก็รู้ว่าผมเป็นห่วง เวลาคุณหายไปแบบนี้ ผมจะคิดไปต่าง ๆ นานา ว่าคุณแอบไปทำอะไรที่ไม่อยากให้ผมรู้หรือเปล่า” “ฉันเปล่าค่ะ” เพียงชีวารีบปฏิเสธ มืออีกข้างกำขอบโต๊ะแน่น “ฉันมาเรื่องแม่จริง ๆ” “แล้วเรื่องที่ดิน... คุยกับใครไปบ้างแล้ว ?” คำถามนี้พุ่งตรงเข้าประเด็นทันที ไม่มีการอ้อมค้อม “ยังไม่ได้คุยกับใครเลยค่ะ วันนี้แค่จัดการเรื่องโรงพยาบาล” “แน่ใจนะ ?” ก้องเกียรติถามย้ำ เสียงหัวเราะหึๆ ในลำคอดังขึ้นเบาๆ “เพียงชีวา... คุณจำได้ใช่ไหมว่าทำไมผมถึงต้องลงมาคุมเรื่องนี้เอง ที่ดินแปลงนั้นมันสำคัญกับโปรเจกต์ใหม่ของบริษัทมาก และเอกสารบางอย่าง... ถ้ามันหลุดรอดออกไปถึงมือคนอื่น มันจะไม่ใช่แค่คุณที่เดือดร้อน แต่ผมจะเดือดร้อนไปด้วย” “ฉันรู้ค่ะ” เพียงชีวาตอบเสียงแผ่ว ความรู้สึกเหมือนมีเชือกที่มองไม่เห็นรัดแน่นรอบคอเริ่มกลับมาอีกครั้ง “คุณรู้... ดีแล้วที่รู้” เขาถอนหายใจยาว “คุณเป็นคนฉลาดเพียงชีวา คุณรู้ดีว่าชีวิตสุขสบายที่คุณมีอยู่ทุกวันนี้... ใครเป็นคนหยิบยื่นให้ คุณคงไม่ลืมหนี้บุญคุณที่เรามีต่อกันหรอกนะ จริงไหม ?” คำว่า ”หนี้บุญคุณ” เปรียบเสมือนกรงขังที่ก้องเกียรติสร้างไว้ขังเธอ มันคือโซ่ตรวนที่ล่ามขาเธอไว้ไม่ให้หนีไปไหน ไม่ว่าจะพยายามวิ่งไปไกลแค่ไหน สุดท้ายเขาก็จะกระตุกเชือกนี้เพื่อให้เธอล้มลงแทบเท้าเขาเสมอ “ฉันไม่เคยลืมค่ะ” “พรุ่งนี้ผมจะไปหา” ประโยคนี้ทำให้เพียงชีวาตาเบิกโพลง หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม “คะ? คุณจะมา... พรุ่งนี้เหรอคะ? แต่ฉันจัดการเองได้...” “ผมไม่ไว้ใจบรรยากาศที่นั่น” ก้องเกียรติพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “แล้วก็... อย่าไปไหนคนเดียวตอนกลางคืน อย่าไปเจอใครลับหลัง และที่สำคัญ... อย่าให้ผู้ชายหน้าไหนเข้าบ้าน” ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ เพียงชีวารู้สึกเหมือนเลือดในกายหยุดไหลเวียน ภาพดวงตาคมกริบของเธียรผุดขึ้นมาซ้อนทับกับคำสั่งนั้น “เพียงชีวา...” เสียงก้องเกียรติต่ำลง เหมือนเสียงกระซิบของอสรพิษข้างหู “คุณเจอเขาแล้วใช่ไหม ?” มือของเพียงชีวาสั่นเทาจนแทบทำโทรศัพท์ร่วง “คะ... ใครคะ?” “อย่ามาทำใสซื่อกับผม” ก้องเกียรติแค่นเสียง “ไอ้เธียร... ผมได้ยินชื่อมันมาแล้ว หมู่บ้านเล็ก ๆ เท่าแมวดิ้นตายแบบนั้น คุณคิดว่าผมจะไม่มีหูมีตาเหรอ ?” เพียงชีวากลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ ความหวาดกลัวแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ก้องเกียรติไม่ได้แค่ “รู้” แต่เขาสืบเรื่องของเธอมาหมดแล้ว “ฉันเจอเขาที่โรงพยาบาล... โดยบังเอิญค่ะ ไม่ได้คุยอะไรกัน” “บังเอิญหรือตั้งใจ ?” เขาหัวเราะเบา ๆ อีกครั้ง แต่เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ความขบขันโดยสิ้นเชิง “ฟังนะเพียงชีวา... คุณเป็นของผม จำใส่หัวไว้ อย่าทำอะไรโง่ ๆ ที่ทำให้ผมต้องลงมือจัดการเอง... เข้าใจใช่ไหม?” “...เข้าใจค่ะ” “ดี !พักผ่อนซะ พรุ่งนี้เจอกัน” สัญญาณตัดไปแล้ว แต่เสียง ติ๊ด... ติ๊ด... ยังคงดังก้องอยู่ในหูของเพียงชีวาเหมือนเสียงระเบิดเวลา
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD