หญิงสาวค่อย ๆ วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะไม้เก่า ๆ ขาที่เคยหยัดยืนอย่างมั่นคงทรุดฮวบลงจนเธอนั่งกองกับพื้นกระดาน น้ำตาที่กลั้นไว้เอ่อคลอขึ้นมาที่ขอบตา แต่เธอไม่กล้าร้องไห้... แม้แต่ในบ้านของตัวเอง เธอก็ยังรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองอยู่ตลอดเวลา
ก้องเกียรติกำลังจะมา... และเธียรก็ประกาศสงครามไว้แล้ว
เพียงชีวานั่งกอดเข่าอยู่ท่ามกลางความมืดสลัวและกลิ่นอับของอดีต รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่ติดอยู่ในกับดักระหว่างนักล่าสองตัว... ตัวหนึ่งคือเสือร้ายจากอดีตที่เต็มไปด้วยความแค้น อีกตัวคืองูพิษจากเมืองกรุงที่พร้อมจะรัดเหยื่อให้กระดูกแหลก
และคืนนี้... ดูเหมือนกับดักนั้นกำลังจะทำงาน
ปัง... ปัง... ปัง...
เสียงเคาะประตูดังสนั่นขึ้นท่ามกลางความเงียบ เพียงชีวาสะดุ้งสุดตัว เงยหน้ามองไปที่ประตูไม้บานใหญ่ หัวใจเต้นรัวเร็วด้วยความหวาดผวา
ใคร ? ชาวบ้าน ? หรือคนของก้องเกียรติ ?
หรือจะเป็น... เขา ?
ปัง... ปัง... ปัง !
เสียงทุบประตูดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง หนักหน่วงและไร้ความเกรงใจจนฝุ่นจากขื่อไม้ร่วงกราวลงมา เพียงชีวาสะดุ้งสุดตัว ถอยกรูดไปชิดผนังห้องนั่งเล่น หัวใจที่เต้นระรัวอยู่แล้วแทบจะทะลุออกมานอกอก
ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในหัวคือ... คนของก้องเกียรติ ? แต่ความคิดต่อมาที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ... หรือชาวบ้านที่เกลียดชังเธอ ?
ความมืดภายนอกหน้าต่างทำให้ทุกอย่างดูเลวร้ายกว่าความเป็นจริง หญิงสาวพยายามรวบรวมสติที่แตกกระเจิง ค่อย ๆ ย่องฝีเท้าเข้าไปใกล้ประตูไม้บานใหญ่ ไม่ยอมเปิดไฟหน้าบ้าน เพื่อใช้ความมืดเป็นเกราะกำบัง เธอกลั้นหายใจแล้วแนบใบหน้าส่องดูผ่านช่องแตกเล็ก ๆ ของไม้กระดาน
เงาตะคุ่มของร่างสูงใหญ่ยืนตระหง่านอยู่บนชานบ้าน แสงจันทร์สลัวที่สาดลงมาทำให้เห็นโครงหน้าคมสันและแววตาที่สะท้อนแสงวาวโรจน์
...เธียร...
เขายืนนิ่ง ไม่ได้มีท่าทีคุกคามเหมือนโจรผู้ร้าย แต่รัศมีบางอย่างรอบตัวเขากลับทำให้เพียงชีวารู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง เขาเปลี่ยนจากชุดทำงานเมื่อบ่ายเป็นเสื้อยืดสีเทาตัวเก่ากับกางเกงขายาว ในมือข้างหนึ่งหิ้วถุงพลาสติกใบใหญ่ ส่วนอีกมือวางทาบอยู่บนบานประตูพร้อมจะเคาะซ้ำ
เพียงชีวาลังเล มือสั่นเทาขณะจับลูกบิด แต่ความกลัวว่าเขาจะพังประตูเข้ามามีมากกว่า เธอจึงตัดสินใจปลดล็อกแม่กุญแจ แล้วแง้มประตูเปิดออกเพียงเล็กน้อย ให้โซ่คล้องประตูยังรั้งเอาไว้
“นายมาทำไม ?” เธอถามเสียงแข็ง พยายามซ่อนความหวั่นไหว
เธียรมองลอดช่องประตูเข้ามา สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าตื่นตระหนกของเธอ ก่อนจะตอบสั้นๆ “เปิดประตู”
“ไม่” เพียงชีวาปฏิเสธทันควัน “นี่มันดึกแล้ว และฉันไม่ได้เชิญนาย”
“กลอนประตูบ้านเธอมันหลวม” เธียรพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังคุยเรื่องลมฟ้าอากาศ “แถมบ้านเธอก็อยู่ติดถนนเปลี่ยว ไฟทางดับ... คืนนี้คนทั้งหมู่บ้านรู้แล้วว่าเธอกลับมา ถ้ามีใครอยากจะเข้ามาเยี่ยมเธอตอนดึก ๆ แค่ถีบทีเดียวประตูนี่ก็หลุดแล้ว”
คำขู่นั้นได้ผล เพียงชีวาหน้าซีด เธอมองไปที่กลอนประตูสนิมเขรอะที่ดูไม่แข็งแรงอย่างที่เขาว่าจริง ๆ
“ฉันดูแลตัวเองได้” เธอเถียงข้าง ๆ คู ๆ ทั้งที่มือเย็นเฉียบ
เธียรถอนหายใจแรง ๆ ยกถุงในมือขึ้นให้ดู “ฉันเอาของมาให้ แม่เธอไม่อยู่บ้าน ในตู้เย็นคงไม่มีอะไรกิน... แล้วอีกอย่าง ป้าแสงเริ่มปล่อยข่าวแล้ว”
แค่ได้ยินชื่อ “ป้าแสง” ขนอ่อนที่ต้นคอของเพียงชีวาก็ลุกชัน “ปล่อยข่าวอะไร ?”
เธียรไม่ตอบในทันที เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ประตูอีกนิด จนเพียงชีวาได้ยินเสียงลมหายใจของเขา “เปิด... เพียงชีวา อย่าดื้อ”
คำว่า ”ดื้อ” หลุดออกมาจากปากเขาด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด มันกระแทกใจเพียงชีวาอย่างจัง พาเธอย้อนกลับไปในคืนฝนตกคืนนั้น... คืนที่เขาเคยกอดเธอไว้แล้วขอร้องเสียงสั่นว่า ”อย่าดื้อ... อย่าทิ้งฉันไป” แต่เธอก็เลือกที่จะสะบัดตัวหนี
ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาจุกที่อก เพียงชีวาเม้มปากแน่น ก่อนจะตัดสินใจปลดโซ่คล้องประตูออก แล้วดึงบานประตูเปิดกว้างขึ้น
“ห้านาที” เธอยื่นคำขาด “เสร็จธุระแล้วนายต้องไป”
เธียรไม่ต่อความยาวสาวความยืด เขาแทรกตัวเดินเข้ามาในบ้านทันที การปรากฏตัวของเขาทำให้บ้านไม้หลังเล็กดูคับแคบลงไปถนัดตา กลิ่นกายชายหนุ่ม กลิ่นสบู่ราคาถูก และกลิ่นบุหรี่จาง ๆ ลอยฟุ้งเข้ามาแทนที่กลิ่นอับของบ้าน
เขาวางถุงพลาสติกลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง ล้วงมือเข้าไปหยิบกล่องโฟมใส่ข้าวต้มร้อน ๆ ขวดน้ำเปล่า และ... ยาหม่องตลับเล็ก แบบที่แม่เธอชอบใช้
เพียงชีวามองของเหล่านั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ของพวกนี้มัน “รู้ใจ” เกินไป... มันแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้แค่ผ่านมา แต่เขาจำรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับเธอและแม่ได้หมด
“กินข้าวก่อน” เขาบอกสั้น ๆ ไม่มองหน้าเธอ แต่หันไปหยิบไขควงด้ามใหญ่ออกมาจากกระเป๋ากางเกงด้านหลัง เดินตรงไปที่ประตูแล้วนั่งยอง ๆ ลง
“ฉันไม่หิว”
“โกหกไม่เนียน” เธียรสวนกลับขณะเริ่มลงมือไขน็อตตัวเก่าออก เสียงโลหะเสียดสีกับเนื้อไม้ดัง กึก... กึก... บาดหู
“หน้าซีดขนาดนี้ ยังจะมาทำเก่ง... เมื่อกี้คุยกับ ไอ้นั่น มาล่ะสิ”
เพียงชีวาตัวแข็งทื่อ “นายหมายถึงใคร?”
“ไอ้หน้าจืดของไง” เธียรพูดโดยไม่เงยหน้า แต่น้ำเสียงกดต่ำจนน่ากลัว “คนที่มันอยากได้ที่ดินสวนกุหลาบนี้จนตัวสั่น”
“นายอย่ามาเรียกก้องเกียรติแบบนั้นนะ” เพียงชีวาเสียงดังขึ้น
“เขาเป็นเจ้านายฉัน และเขาก็ช่วยฉันไว้ตั้งหลายเรื่อง”
“ช่วยงั้นหรือ ?” เธียรแค่นหัวเราะ หยุดมือที่กำลังขันน็อต เงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยสายตาที่อ่านยาก “มันช่วยเธอ... หรือมันซื้อเธอไว้ใช้งานกันแน่ เพียงชีวา”
“เธียร ! นี่มันจะมากเกินไปแล้วนะ”
“ไม่มากไปหรอก ถ้าเทียบกับสิ่งที่มันกำลังจะทำ” เธียร ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขยับก้าวเข้ามาหาเธอช้า ๆ เพียงชีวาถอยหลังหนีจนสะโพกชนขอบโต๊ะ