แสงจันทร์นวลตาในคืนเพ็ญสาดส่องลงมายัง "เรือนพยัคฆ์คำราม" ทว่าบรรยากาศภายในห้องนอนกว้างขวางกลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายที่เย็นเยือกและกดดัน "ลู่ชิง" ยืนสั่นเทาอยู่หน้าประตูไม้แกะสลักลายมังกรคาบแก้ว
นางเพิ่งผลัดเปลี่ยนอาภรณ์หยาบกร้านเป็นชุดผ้าไหมสีขาวบางเบาตามคำสั่งของพ่อบ้าน เนื้อผ้าที่โปร่งบางจนแทบเห็นผิวพรรณนวลเนียนใต้ร่มผ้าทำให้นางรู้สึกอัปยศจนยากจะก้าวขาออก
นางสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะผลักประตูเข้าไปเบาๆ ภาพที่เห็นคือ "แม่ทัพหยางเจิ้น" ที่นั่งพิงพนักเตียงไม้หลังใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทที่แผ่นอกแกร่งรำไรเปิดกว้างเผยให้เห็นรอยแผลเป็นจากการรบหลายแห่ง ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองมายังนางราวกับนายพรานที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อที่บาดเจ็บ
"ช้าไปหนึ่งเค่อ..." เขาเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความขุ่นมัว "หรือเจ้ากำลังอาลัยอาวรณ์ศักดิ์ศรีคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่มันตายไปพร้อมกับพ่อเจ้าอยู่?"
"ข้าน้อย... ขออภัยเจ้าค่ะ" ลู่ชิงคุกเข่าลงแทบเท้าของเขา ร่างบางสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่ได้ "ข้าน้อยเพียงแต่... ไม่คุ้นชินกับชุดนี้"
หยางเจิ้นกระตุกยิ้มเหี้ยมเกลียด เขาเอื้อมมือหนาไปกระชากแขนเรียวเล็กของนางให้ลุกขึ้นอย่างแรงจนร่างของนางปะทะเข้ากับแผงอกแข็งแกร่ง กลิ่นกายชายชาตรีผสมกลิ่นสุราจางๆ ทำให้ลู่ชิงมึนงงไปชั่วขณะ
"ไม่คุ้นชินงั้นหรือ? ในวันที่เจ้าเยื้องกรายในงานเลี้ยงชาววังด้วยชุดไหมทองคำ เจ้าคงไม่ได้คิดหรอกว่าวันหนึ่งต้องมาสวมชุดนางบำเรอเพื่อแลกข้าวกิน!"
เขามิรอช้า เหวี่ยงร่างบางลงบนเตียงกว้างอย่างไม่ปรานี ลู่ชิงอุทานออกมาด้วยความจุกพลางพยายามจะหยัดกายลุกขึ้น แต่มือหนากลับกดข้อมือทั้งสองข้างของนางไว้เหนือศีรษะ พละกำลังที่มหาศาลของแม่ทัพผู้เกรียงไกรทำให้นางเหมือนนกน้อยที่ปีกหักอยู่ในกรงเล็บพยัคฆ์
"ท่านแม่ทัพ... ได้โปรด... อย่าทำเช่นนี้เลย ข้าจะทำงานหนักเท่าไหร่ก็ได้ แต่ขอเพียง..."
"ขอเพียงอะไร! อย่าริอ่านต่อรองกับข้า!" เขาตะคอกใส่หน้าจนนางหลับตาแน่น หยาดน้ำตาเริ่มไหลรินทางหางตา "เจ้าเป็นเพียง 'สาวใช้อุ่นเตียง' หน้าที่ของเจ้าคือทำให้ข้าพอใจ และหน้าที่ของข้าคือทำให้เจ้าสำนึกในหนี้เลือดที่ตระกูลเจ้าก่อไว้!"
หยางเจิ้นก้มลงซุกไซ้ซอกคอขาวระหงอย่างดุดัน สัมผัสของเขาไม่มีความอ่อนโยนแม้แต่นิด มีเพียงความรุนแรงที่ต้องการจะทำลายและบดขยี้ เขาขบเม้มผิวเนียนละเอียดจนขึ้นรอยช้ำสีกุหลาบ
ลู่ชิงกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือดเพื่อสะกดกั้นเสียงสะอื้น นางรู้สึกอัปยศจนอยากจะสิ้นลมหายใจไปเสียเดี๋ยวนี้ แต่ใบหน้าของท่านย่าที่รอคอยยา และชิงเถาที่รอคอยพี่สาว ทำให้นางต้องฝืนทนยอมรับสัมผัสที่ป่าเถื่อนนั้น
เขาฉีกทึ้งอาภรณ์ไหมบางเบานั้นจนขาดวิ่น เสียงผ้าไหมขาดบาดลึกเข้าไปในใจของลู่ชิง ร่างกายเปลือยเปล่าของนางสั่นเทาอยู่ใต้ร่างแกร่ง หยางเจิ้นชะงักไปชั่วครู่เมื่อเห็นผิวพรรณที่ขาวผุดผ่องราวกับน้ำค้างแข็ง ทว่าไฟแค้นที่สุมอกกลับผลักดันให้เขาลงมือรุกรานต่อไป
"เจ้าร้องไห้ทำไม? เสียใจที่ไม่ได้นอนบนฟูกไหมราคาแพงอย่างนั้นหรือ?" เขาถามพลางบีบเค้นร่างกายของนางอย่างแรงจนนางนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด
"จำไว้ลู่ชิง... ทุกสัมผัสของข้าคือความเกลียดชัง ทุกความเจ็บปวดที่เจ้าได้รับ คือดอกเบี้ยที่พ่อเจ้าติดค้างครอบครัวข้า!"
เขาเริ่มบทลงทัณฑ์ที่แสนโหดร้าย สัมผัสที่รุกรานและรุนแรงทวีคูณขึ้นตามแรงแค้น ลู่ชิงรู้สึกเหมือนร่างกายจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ทุกครั้งที่เขาขยับกายเข้าหา ความเจ็บปวดเสียดแทงไปทั่วร่างจนนางแทบขาดใจ ลมหายใจที่หอบพร่าของหยางเจิ้นผสานกับเสียงสะอื้นแผ่วเบาที่พยายามกักเก็บไว้ในลำคอ
ในค่ำคืนที่ยาวนานนั้น ลู่ชิงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรที่มืดมิด นางหลับตาแน่น พยายามจินตนาการถึงทุ่งหญ้าและแสงแดดที่เคยสวยงามในวัยเด็ก เพื่อหลบหนีความจริงอันแสนโหดร้ายที่กำลังถูกย่ำยีอยู่บนเตียงนี้
หยางเจิ้นจ้องมองใบหน้าที่นองน้ำตาของสตรีใต้ร่าง ใจหนึ่งเขารู้สึกสะใจที่เห็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ต้องมาร่ำไห้อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา แต่อีกใจหนึ่งเขากลับรู้สึกวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเห็นแววตาที่หม่นแสงของนาง... แววตาที่ไม่มีแม้แต่คำตัดพ้อหรือสาปแช่ง มีเพียงความยอมจำนนที่น่าเวทนา
เขายิ่งเพิ่มความรุนแรงขึ้นราวกับต้องการจะกระชากวิญญาณของนางออกมาให้ได้ จนกระทั่งพายุอารมณ์ที่บ้าคลั่งสงบลง หยางเจิ้นผละกายออกอย่างเย็นชา ทิ้งให้ลู่ชิงนอนสั่นเทาอยู่บนเตียงที่เปื้อนคราบน้ำตาและรอยเลือดจางๆ
"ไปชำระกายเสีย แล้วกลับมานอนที่พื้นข้างเตียงข้า" เขาออกคำสั่งพลางดึงผ้าคลุมกายขึ้นสวม "อย่าลืมว่าพรุ่งนี้เช้า เจ้ายังมีงานในโรงครัวรออยู่... อย่าแสร้งทำเป็นตายเสียล่ะ"
ลู่ชิงพยุงร่างกายที่อ่อนล้าและเจ็บปวดลุกขึ้นจากเตียงอย่างยากลำบาก นางมองดูรอยช้ำทั่วกายด้วยสายตาที่ไร้ความรู้สึก บัดนี้ศิริโฉมที่เคยเป็นที่เลื่องลือกลับกลายเป็นเพียงบาดแผลที่ตอกย้ำความอัปยศ
นางเดินโซซัดโซเซไปยังมุมห้อง ก้มลงเก็บเศษผ้าที่ขาดวิ่นมาปกปิดร่างกายที่บอบช้ำ น้ำตาที่เคยไหลอาบแก้มบัดนี้แห้งเหือดไปหมดสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่าในหัวใจที่กำลังจะมอดดับลงไปพร้อมกับแสงจันทร์ในคืนนี้