ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงถูกปกคลุมด้วยเมฆาสีหม่น ราวกับสรวงสวรรค์ร่วมหลั่งน้ำตาให้กับโศกนาฏกรรมที่เพิ่งผ่านพ้น ภายในลานประหารกลางเมือง "ใต้เท้าเฉิน" ขุนนางกังฉินที่เคยเสวยสุขบนกองเลือดของตระกูลลู่และตระกูลหยาง ถูกพันธนาการไว้กับหลักประหาร ใบหน้าของเขาซีดเผือดขณะจ้องมองร่างสูงใหญ่ของ "แม่ทัพหยางเจิ้น" ที่เดินเข้ามาพร้อมดาบเล่มโตในมือ
"หยางเจิ้น! เจ้าจะฆ่าข้าไม่ได้! ข้าทำตามคำสั่งเบื้องบน!" เฉินตะโกนก้องด้วยความหวาดกลัว
หยางเจิ้นไม่ได้ตอบโต้ แววตาของเขาบัดนี้ว่างเปล่าและเย็นเยือกยิ่งกว่าขุมนรก เขาชูจดหมายลับและหลักฐานการยึดทรัพย์ปลอมขึ้นต่อหน้าฝูงชน "ห้าปีก่อน เจ้าใส่ร้ายตระกูลลู่เพื่อฮุบสมบัติ เจ้าทำลายครอบครัวข้า และเจ้า... ทำลายชีวิตสตรีที่บริสุทธิ์ที่สุดไป!"
เสียงดาบแหวกอากาศดัง ฉับ! เพียงครั้งเดียว ศีรษะของขุนนางโฉดก็หลุดกระเด็นพื้นดิน ท่ามกลางเสียงโห่ร้องสาปแช่งของราษฎร ทว่าหยางเจิ้นกลับไม่รู้สึกสะใจแม้แต่น้อย เขามองดูหยดเลือดที่กระเซ็นโดนหลังมือ... เลือดนี้เทียบไม่ได้เลยกับเลือดที่ลู่ชิงต้องกระอักออกมาเพราะฝีมือของเขา
เขาทิ้งดาบลงกับพื้น เดินฝ่าฝูงชนออกไปอย่างโดดเดี่ยว จุดมุ่งหมายของเขาไม่ใช่จวนแม่ทัพที่โอ่อ่า แต่เป็นเนินเขาเตี้ยๆ ท้ายเมืองที่เต็มไปด้วยดอกบัวขาวป่าซึ่งกำลังเบ่งบานท่ามกลางหิมะที่เริ่มละลาย
ที่นั่น... มีฮวงซุ้ยหินอ่อนสีขาวสะอาดตั้งอยู่อย่างสงบ ป้ายวิญญาณสลักชื่อ "ฮูหยินเอกแห่งแม่ทัพหยาง... ลู่ชิง"
หยางเจิ้นทรุดตัวลงคุกเข่าหน้าหลุมศพ มือหนาที่เคยหยาบกร้านลูบไล้แผ่นหินอย่างเบามือ "ลู่ชิง... ข้าสะสางบัญชีแค้นให้เจ้ากับพ่อเจ้าแล้วนะ... แต่ทำไมข้าถึงไม่รู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่นิด"
เขาสะอื้นไห้ออกมาอย่างไร้ศักดิ์ศรีของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ "ข้าคืนเกียรติยศให้ตระกูลลู่ ข้าดูแลชิงเถาอย่างดีตามที่เจ้าสั่ง... นางเติบโตขึ้นมางดงามและใจดีเหมือนเจ้าเหลือเกิน แต่นางไม่เคยเรียกข้าว่าพี่เขย... นางมองข้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเวทนา เหมือนที่เจ้าเคยมองข้าไม่มีผิด"
หลายปีผ่านไป หยางเจิ้นสละฐานันดรแม่ทัพและอำนาจทหารทั้งหมด เขาใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสมถะอยู่ในเรือนเล็กๆ ข้างหลุมศพของลู่ชิง ทุกวันเขาจะตื่นมาทำความสะอาดป้ายวิญญาณ ปลูกดอกบัวขาว และแอบนำเงินไปแจกจ่ายให้ผู้ยากไร้ตามที่ลู่ชิงเคยทำในยามวิกาล
เขาจงใจไม่รับสตรีใดเข้ามาในชีวิตอีกเลย แม้ฮ่องเต้จะประทานหญิงงามให้กี่นางเขาก็ปฏิเสธ เพราะเขารู้ดีว่า... ร่างกายและหัวใจของเขาถูกจองจำไว้ด้วยความผิดบาปที่ไม่มีวันไถ่ถอนได้
ในคืนหนึ่งที่ลมหนาวพัดแรง หยางเจิ้นในวัยชรานั่งกอดเสื้อคลุมไหมสีขาวที่ขาดวิ่นของลู่ชิงไว้แนบอก เขามองไปยังดวงจันทร์ที่สว่างไสวเหมือนคืนสุดท้ายที่นางจากไป
"ข้าชดใช้ให้เจ้าพอหรือยัง... ลู่ชิง?" เขากระซิบถามลมหนาว "หากชาติหน้ามีจริง... เจ้าอย่าได้มาพบเจอคนใจร้ายอย่างข้าอีกเลยนะ แต่ถ้าสวรรค์จะลงทัณฑ์ข้า... ขอให้ข้าได้เกิดมาเป็นทาสรับใช้ใต้แทบเท้าเจ้า ให้ข้าได้เจ็บปวดแทนเจ้าบ้าง... ได้ไหม?"
ลมหายใจของหยางเจิ้นค่อยๆ แผ่วเบาลง พร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากเมื่อเขาเห็นเงาร่างบางในชุดสีขาวบริสุทธิ์ยืนกวักมือเรียกเขาอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกบัวขาวที่ไกลออกไป... นางไม่ได้มีแผลเป็น ไม่ได้ร้องไห้ มีเพียงรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดเหมือนวันแรกที่เขาแอบมองนางผ่านช่องกำแพงจวน
หยางเจิ้นหลับตาลงอย่างสงบข้างหลุมศพของคนที่เขารักที่สุด... จบสิ้นเสียที บทลงทัณฑ์นิรันดร์ที่เขาต้องเผชิญมาตลอดชีวิต