แสงแดดอ่อนๆ ยามสายสาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างกระดาษที่เพิ่งได้รับการซ่อมแซมใหม่ของเรือนหลักแห่งจวนเผิงกวงโหว ไป๋ลี่ถิงกำลังนอนกางแขนกางขาแผ่หลาอยู่บนเตียงไม้ที่ปูทับด้วยฟูกหนานุ่มกว่าเดิม ท่วงท่าการนอนของนางไร้ซึ่งความสำรวมเยี่ยงกุลสตรีโดยสิ้นเชิง ทว่าในขณะที่นางกำลังหลับใหลและฝันหวานถึงกองภูเขาเงินทองอยู่นั้น สัมผัสสากๆ บางอย่างก็ปัดป่ายเข้าที่ปลายจมูกรั้นๆ ของนางจนต้องขมวดคิ้ว หญิงสาวขยับตัวบิดขี้เกียจไปมา ก่อนจะค่อยๆ ปรือตากลมโตขึ้นอย่างงัวเงีย และสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าห่างจากลูกตาเพียงไม่กี่ชุ่น คือซองจดหมายสีแดงสดที่ประทับตราครั่งเป็นรูปสัญลักษณ์ประหลาดตา วางแหมะอยู่บนหมอนหนุนของนางอย่างท้าทาย
ไป๋ลี่ถิงเด้งตัวลุกขึ้นนั่งสมาธิอย่างรวดเร็วประดุจติดสปริง ความง่วงงุนมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง นางหยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมาพลิกซ้ายพลิกขวาพิจารณาด้วยความระแวดระวัง สัญชาตญาณของยอดนักขายบอกนางว่า นี่ไม่ใช่จดหมายรักทวงถามสัญญาหมั้นหมายอันเน่าเฟะ แต่เป็นสารท้าดวลจากลูกค้ารายใหญ่ที่ทรงอิทธิพลที่สุด นางจำตราประทับนี้ได้แม่นยำ มันคือตราสัญลักษณ์บนรถม้าของฉินจื่อเสวียน องค์ชายเจ็ดจอมเสเพลผู้มีรัศมีความรวยกระแทกตาจนทะลุปรอทนั่นเอง
หญิงสาวรีบฉีกซองจดหมายออก กวาดสายตาอ่านข้อความที่ถูกเขียนด้วยลายมือตวัดพลิ้วไหวและทรงพลัง เนื้อความในจดหมายเต็มไปด้วยคำพูดเย้ยหยัน กวนประสาท และท้าทายสติปัญญาอย่างถึงที่สุด ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของนางเต้นรัวแรงยิ่งกว่าจังหวะกลองศึกหาใช่คำด่าทอเหล่านั้นไม่ แต่มันคือคำว่า โครงการลงทุนระดับชาติ และ ผลกำไรมหาศาล ที่ถูกขีดเส้นใต้เน้นย้ำเอาไว้อย่างจงใจ
ในโสตประสาทของนาง เสียงกังวานใสของระบบผู้ช่วยส่วนตัวก็ดังแทรกขึ้นมาทันทีเพื่อทำหน้าที่วิเคราะห์สถานการณ์ตามโปรแกรมที่ถูกตั้งค่าไว้
"แจ้งเตือนโฮสต์ ระบบตรวจพบความผันผวนของอัตราการเต้นของหัวใจที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จดหมายฉบับนี้มีอัตราความเสี่ยงที่จะเป็นกับดักสูงถึงร้อยละแปดสิบ องค์ชายเจ็ดผู้นี้มีภูมิหลังที่ดำมืดและซับซ้อนยิ่งกว่าเขาวงกต การก้าวเท้าออกไปรับข้อเสนอของเขา อาจนำพาโฮสต์ไปสู่ความพินาศย่อยยับ หรือไม่ก็ถูกจับโยนลงบ่อจระเข้เพื่อปิดปาก ระบบขอแนะนำให้โฮสต์ฉีกจดหมายทิ้ง นำไปเผาไฟทำลายหลักฐาน แล้วกลับไปนอนฝันหวานต่อเถิด"
ไป๋ลี่ถิงแค่นเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ นางตวัดขาลงจากเตียงด้วยท่วงท่าที่เปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิมและปราศจากความเกรงกลัวใดๆ นางส่งกระแสความคิดตอบโต้ระบบผู้ช่วยที่แสนจะขี้ขลาดตาขาวด้วยตรรกะของนักธุรกิจผู้หิวโหย
"หุบปากไปเลยไอ้ระบบไร้วิสัยทัศน์ เจ้ามันเป็นแค่ปัญญาประดิษฐ์ที่ประมวลผลจากตัวเลขความน่าจะเป็น แต่เจ้าไม่เข้าใจหรอกว่า กฎเหล็กข้อแรกของการเป็นมหาเศรษฐีคืออะไร กฎข้อนั้นก็คือ ที่ใดมีความเสี่ยงสูง ที่นั่นย่อมมีผลตอบแทนที่สูงลิบลิ่วรอคอยอยู่เสมอ ลูกค้าระดับพรีเมียมกระเป๋าหนักระดับประเทศส่งเทียบเชิญมาขอเจรจาธุรกิจถึงห้องนอนขนาดนี้ หากข้าปฏิเสธและมัวแต่นอนขดตัวเป็นเต่าหดหัวอยู่ในจวน ข้าก็คงเป็นได้แค่เซลส์ปลายแถวที่รอวันอดตายเท่านั้น การปฏิเสธโอกาสในการทำเงินคือความบาปที่ร้ายแรงที่สุดของนักขาย เตรียมตัวให้พร้อมเถิด ข้าจะไปถล่มโรงเตี๊ยมจันทราเร้นลับให้ราบเป็นหน้ากลองเลยคอยดู"
เมื่อตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดแล้ว ยอดเซลส์สาวก็ไม่รอช้า นางจัดการแปลงโฉมตนเองอีกครั้ง ชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีเทาหม่นตัวเก่าถูกนำมาสวมใส่ ใบหน้าที่ขาวผ่องเนียนละเอียดถูกละเลงด้วยคราบเขม่าดำจากก้นเตาไฟจนมอมแมมดูไม่จืด เส้นผมที่เคยสลวยถูกขยี้จนยุ่งเหยิงและมัดรวบไว้ลวกๆ ด้วยเศษผ้าเก่าๆ นางก้าวเดินออกจากห้องนอนอย่างเงียบเชียบ หลบหลีกสายตาของอาชิงและมารดา มุ่งหน้าตรงไปยังกำแพงทิศตะวันตกของจวนอันเป็นที่ตั้งของเส้นทางลับระดับวีไอพี
ไป๋ลี่ถิงทิ้งตัวลงหมอบคว่ำหน้ากับพื้นดินที่เต็มไปด้วยเศษใบไม้แห้งและฝุ่นโคลน นางคลานสี่ขามุดลอดผ่านช่องโหว่ใต้กำแพงอิฐเก่าๆ หรือที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่ารูสุนัขลอด ด้วยความชำนาญที่เพิ่มขึ้นกว่าครั้งแรก เสื้อผ้าเกี่ยวเข้ากับรากไม้จนขาดเป็นรอยแหว่งเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง แต่เพื่อผลกำไรมหาศาลที่รออยู่เบื้องหน้า ต่อให้นางต้องคลานคลุกฝ่าดงหนาม นางก็จะทำมันด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม
"นี่มันช่างเป็นการเดินทางไปเจรจาธุรกิจระดับพันล้านที่น่าสมเพชเวทนาที่สุดในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ หากนิตยสารธุรกิจในโลกเก่าของข้ามาเห็นภาพการมุดรูสุนัขของสุดยอดผู้บริหารในวันนี้ หุ้นของบริษัทข้าคงตกร่วงดิ่งพสุธาจนกู่ไม่กลับเป็นแน่แท้"
นางบ่นอุบอิบในใจขณะที่พยายามสลัดเศษหญ้าและฝุ่นผงออกจากเสื้อผ้า หลังจากมุดหลุดพ้นออกมาสู่โลกภายนอกได้สำเร็จ หญิงสาวในคราบเด็กหนุ่มยาจกก็สาวเท้าก้าวเดินอย่างรวดเร็วและมั่นคง ลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยของเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่สถานที่นัดหมาย
โรงเตี๊ยมจันทราเร้นลับตั้งอยู่อย่างเงียบสงบในย่านที่หรูหราและลึกลับที่สุดของเมือง มันไม่ใช่โรงเตี๊ยมธรรมดาที่ชาวบ้านทั่วไปจะเดินเข้าไปสั่งน้ำชาดื่มได้ แต่เป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ของบรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่และคหบดีผู้มั่งคั่ง บานประตูไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจงถูกเฝ้าโดยชายฉกรรจ์ร่างยักษ์สองคนที่มีใบหน้าถมึงทึงและมีแผลเป็นเต็มตัว ไป๋ลี่ถิงเดินตรงดิ่งเข้าไปหาพวกเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน ยามร่างยักษ์คนหนึ่งก้าวออกมายกมือขึ้นขวางหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
"ไสหัวไปให้พ้นเจ้าขอทานสกปรก สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่สำหรับขยะเช่นเจ้า หากยังขืนเดินเข้ามาใกล้กว่านี้ ข้าจะหักขาเจ้าทิ้งเสีย"
ไป๋ลี่ถิงไม่ได้เอ่ยปากโต้เถียง นางเพียงแค่มองหน้ายามผู้นั้นด้วยแววตาที่เย่อหยิ่งและเย็นเยียบประดุจมองดูมดปลวก ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อและดึงเอาซองจดหมายสีแดงสดที่มีตราประทับขององค์ชายเจ็ดออกมาสะบัดโชว์ตรงหน้ายามร่างยักษ์ ทันทีที่เห็นตราสัญลักษณ์อันทรงอำนาจนั้น ชายฉกรรจ์ทั้งสองก็หน้าถอดสี รีบก้มหัวประหลกๆ ค้อมหลังลงต่ำจนแทบจะติดพื้น แล้วผายมือเชิญนางเข้าไปด้านในอย่างนอบน้อมที่สุด
เมื่อก้าวเท้าเข้ามาภายใน ไป๋ลี่ถิงก็ต้องลอบกลืนน้ำลายกับความหรูหราอลังการที่กระแทกสายตา กลิ่นหอมของไม้จันทน์และกำยานราคาแพงลอยอบอวลไปทั่วทุกอณูอากาศ พื้นถูกปูด้วยพรมทอจากขนสัตว์นุ่มละเอียด ฉากกั้นห้องทำจากผ้าไหมทอทองคำประดับด้วยไข่มุกราตรี เสี่ยวเอ้อร์ในชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีเดินนำทางนางขึ้นไปยังชั้นบนสุด ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามส่วนตัว
บานประตูห้องสวีทระดับสูงสุดถูกเปิดออก ไป๋ลี่ถิงก้าวเท้าเข้าไปภายในและพบกับบุรุษผู้เป็นเจ้าของจดหมาย ฉินจื่อเสวียนนั่งอยู่บนตั่งไม้หุ้มเบาะผ้าไหมสีเลือดนก เขาสวมชุดคลุมยาวสีดำสนิทที่ขับเน้นให้ใบหน้าหล่อเหลาคมคายนั้นดูโดดเด่นและทรงอำนาจมากยิ่งขึ้น ในมือของเขาถือจอกน้ำชาหยกขาว ค่อยๆ จิบอย่างละเมียดละไม ท่าทางของเขาดูผ่อนคลายและอันตรายในเวลาเดียวกัน
"มาตรงเวลาดีนี่ ยอดนักขายหน้าหนาของข้า เชิญนั่งสิ ข้าสั่งให้คนเตรียมน้ำชาชั้นเลิศราคาจอกละสิบตำลึงทองเอาไว้ต้อนรับเจ้าโดยเฉพาะ หวังว่ามันคงจะช่วยล้างคราบฝุ่นโคลนในลำคอของเจ้าได้บ้างนะ"
ฉินจื่อเสวียนเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความยียวนกวนประสาท เขากวาดสายตามองสภาพอันซอมซ่อของไป๋ลี่ถิงตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วมุมปากก็กระตุกเป็นรอยยิ้มขบขันอย่างปิดไม่มิด
ไป๋ลี่ถิงไม่ได้แสดงความเกรงใจหรือขัดเขิน นางเดินตรงไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้บุนวมฝั่งตรงข้ามอย่างเต็มก้น ไขว่ห้างกระดิกเท้าด้วยท่วงท่าที่ไร้ซึ่งมารยาท หยิบผ้าเช็ดหน้าสีหม่นขึ้นมาเช็ดคราบเหงื่อและฝุ่นบนใบหน้าลวกๆ ก่อนจะยกจอกน้ำชาราคาแพงหูฉี่ขึ้นมากระดกรวดเดียวจนหมดจอกประดุจคนหิวน้ำมาสามวันสามคืน
"เอาล่ะคุณลูกค้ารายใหญ่ ข้าไม่ชอบการพูดจาอ้อมค้อมให้เสียเวลาทำมาหากิน ท่านมีโครงการลงทุนระดับชาติอันใดก็ว่ามาเลยดีกว่า ข้ามีคิวต้องไปตรวจนับสต็อกสินค้าที่จวนอีกมากมาย" นางเปิดประเด็นสนทนาด้วยน้ำเสียงที่ฉะฉานและเด็ดขาด
ฉินจื่อเสวียนวางจอกชาลง เขาวางข้อศอกลงบนโต๊ะและโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังและคมกริบประดุจใบมีด
"ข้ามีลูกค้าต่างเมืองผู้หนึ่ง นามว่าเถ้าแก่จิน เขาเป็นผู้กุมสัมปทานเหมืองแร่เหล็กที่ข้าต้องการตัวมากที่สุด ทว่าตาแก่นี่มันดื้อด้าน หัวหมอ และมีรสนิยมวิปริตที่ไม่ยอมรับการเจรจาด้วยเหตุผลหรือการเอาเงินทองเข้าล่อ นักเจรจาของข้าล้มเหลวกลับมาไม่เป็นท่า ข้าจึงต้องการให้เจ้า ผู้ซึ่งมีวาทศิลป์กะล่อนปลิ้นปล้อนและสามารถหลอกขายก้อนหินข้างทางให้ข้าได้ ไปจัดการปราบพยศตาแก่นี่และนำสัญญาการค้ากลับมาให้ข้าให้จงได้"
ข้อเสนอที่ตรงไปตรงมาขององค์ชายเจ็ด ทำเอาไป๋ลี่ถิงต้องลอบวิเคราะห์สถานการณ์ในใจอย่างรวดเร็ว การไปเจรจาธุรกิจกับพ่อค้าต่างเมืองที่เป็นระดับบิ๊กบอส มันไม่ใช่เรื่องง่ายดายเหมือนการหลอกขายหินให้คนรวยที่เดินเล่นในตลาดแน่นอน มันมีความเสี่ยงสูงลิบลิ่ว และอาจจะไปเหยียบตาปลาผู้ทรงอิทธิพลเข้าจนเกิดอันตรายถึงชีวิตได้
ไป๋ลี่ถิงเอนแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้ นางยกมือขึ้นกอดอก เชิดหน้าขึ้นสูง เปลี่ยนโหมดการทำงานจากการเป็นเซลส์กระหายเงิน มาเป็นผู้บริหารระดับสูงที่กำลังเล่นตัวเพื่อโก่งราคาค่าตัวให้สูงที่สุด รอยยิ้มเย็นเยียบและหยิ่งผยองปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เปื้อนเขม่า
"โอ้โห ฟังดูเป็นงานที่ท้าทายและเต็มไปด้วยความเสี่ยงระดับสีแดงเสียจริงๆ นะเจ้าคะองค์ชาย แต่ทว่า ท่านคงจะยังไม่ทราบข่าวคราวความเคลื่อนไหวในวงการธุรกิจของเมืองหลวง บัดนี้ข้าน้อยมิใช่คุณหนูตกอับที่ต้องเดินเร่ขายหินข้างทางเพื่อประทังชีวิตอีกต่อไปแล้ว ข้าน้อยเพิ่งจะทำการเทกโอเวอร์ กวาดซื้อกิจการดูแลสมุดบัญชีและกุญแจคลังสมบัติของจวนเผิงกวงโหวทั้งหมดมาไว้ในกำมือ ฐานะทางการเงินของข้าน้อยในยามนี้เรียกได้ว่ามั่งคั่งและมั่นคงประดุจขุนเขาก็ว่าได้"
นางแสร้งทำเป็นถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นมองดูเล็บของตนเองด้วยท่าทีเบื่อหน่าย
"ในเมื่อข้าน้อยมีตำแหน่งเป็นถึงซีอีโอผู้กุมบังเ**ยนจวนโหว มีเงินทองให้ใช้จ่ายบริหารจัดการอย่างสุขสบาย เหตุใดข้าน้อยจะต้องลดตัวลงไปรับงานฟรีแลนซ์ที่มีความเสี่ยงสูงระดับคอขาดบาดตายเพื่อไปเจรจากับตาแก่โรคจิตผู้นั้นด้วยเล่าเจ้าคะ เวลาอันมีค่าของข้าน้อยสามารถนำไปวางแผนปรับโครงสร้างหนี้ในจวนให้เกิดกำไรได้มากกว่าการมานั่งปวดหัวกับเรื่องของผู้อื่น ข้าน้อยคงต้องขอปฏิเสธข้อเสนอนี้อย่างน่าเสียดายนะเจ้าคะ"
คำพูดเล่นตัวที่ถูกประดิษฐ์ประดอยมาอย่างวิจิตรบรรจงและเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคทางการค้า ทำเอาฉินจื่อเสวียนถึงกับเลิกคิ้วสูง เขาไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองที่ถูกปฏิเสธ แต่กลับรู้สึกสนุกสนานและตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น ชายหนุ่มผู้คลุกคลีอยู่กับวงการธุรกิจมืดมานาน รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของสตรีตรงหน้าอย่างทะลุปรุโปร่ง การที่นางอ้างความร่ำรวยและปฏิเสธงานนั้น มันไม่ใช่เพราะนางไม่อยากทำ แต่มันคือกลยุทธ์การเจรจาต่อรองเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ที่มากขึ้นต่างหาก
"เป็นซีอีโอกุมบังเ**ยนจวนโหวที่กำลังจะล้มละลายและมีแต่บ่าวไพร่โง่เขลากระนั้นหรือ ช่างเป็นตำแหน่งที่น่าเกรงขามเสียจริงๆ"
ฉินจื่อเสวียนแค่นเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ เขาส่ายหน้าเบาๆ ด้วยความสมเพช
"เจ้าอย่ามาเล่นละครตบตาข้าเลย ไป๋ลี่ถิง เงินในคลังจวนของเจ้ามีมากพอให้เจ้าซื้อผ้าแพรเนื้อดีมาสวมใส่สักสิบพับหรือไม่ ข้าว่าไม่หรอก คนที่มีวิญญาณของนักล่าเงินทองอย่างเจ้า ไม่มีทางพอใจกับเศษเนื้อติดกระดูกที่จวนโหวหยิบยื่นให้หรอก เจ้ากระหายความมั่งคั่งที่แท้จริง และข้าก็คือคนเดียวที่สามารถมอบมันให้เจ้าได้"
ฉินจื่อเสวียนไม่รอให้นางได้อ้าปากเถียง เขาสอดมือเข้าไปในอกเสื้อ แล้วดึงเอาปึกกระดาษสีเหลืองทองที่ถูกมัดรวมกันไว้อย่างแน่นหนาออกมาวางกระแทกลงบนโต๊ะไม้เสียงดังปัง มันคือตั๋วเงินของธนาคารหลวงที่ประทับตรามูลค่าสูงสุดเท่าที่แคว้นนี้จะมีได้
"นี่คือ ค่าคอมมิชชั่น ล่วงหน้าจำนวนหนึ่งหมื่นตำลึงทอง สำหรับการตอบตกลงรับงานนี้ของเจ้า"
น้ำเสียงของเขาดังกังวานและทรงอำนาจ
"และหากเจ้าสามารถปิดการขาย ทำให้เถ้าแก่จินยอมเซ็นสัญญาจดปากกาลงบนกระดาษได้สำเร็จ ข้าจะไม่จ่ายให้เจ้าแค่ก้อนเดียวจบ แต่ข้าจะให้ ส่วนแบ่งจากกำไรสุทธิ ของรายได้ที่เหมืองแร่เหล็กแห่งนั้นทำได้ในแต่ละปี เป็นจำนวนร้อยละห้า ตลอดระยะเวลาที่สัญญายังมีผลบังคับใช้ เจ้าจะได้นั่งกระดิกเท้ารับเงินปันผลมหาศาลทุกๆ ฤดูกาล โดยไม่ต้องออกแรงเหนื่อยอีกต่อไปเลยตลอดชีวิต นี่คือข้อเสนอแบบพาร์ทเนอร์ชิประยะยาวที่ข้าไม่เคยมอบให้ผู้ใดมาก่อน"
เมื่อตัวเลขหนึ่งหมื่นตำลึงทองและคำว่าร้อยละห้าของกำไรระยะยาวหลุดออกจากปากขององค์ชายเจ็ด บรรยากาศภายในห้องก็ราวกับถูกแช่แข็ง วิญญาณความเป็นเซลส์ที่ถูกกดทับเอาไว้ภายใต้หน้ากากของผู้บริหารระดับสูงของไป๋ลี่ถิง ระเบิดตูมออกมาประดุจภูเขาไฟที่กักเก็บลาวามานับพันปี ดวงตากลมโตของนางเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า รูม่านตาขยายกว้างจนเห็นเป็นรูปสัญลักษณ์เหรียญทองคำเปล่งประกายวิบวับอยู่ภายใน
ในหัวของนาง เครื่องคิดเลขระบบดิจิทัลกำลังทำงานด้วยความเร็วแสง หนึ่งหมื่นตำลึงทองสามารถนำไปซื้อจวนโหวแห่งใหม่ได้ทั้งหลังแถมยังเหลือเงินไปซื้อที่ดินทำกินได้อีกหลายร้อยหมู่ และส่วนแบ่งกำไรร้อยละห้าจากเหมืองแร่เหล็กระดับชาติ มันคือพาสซีฟอินคัม (Passive Income) หรือรายได้ที่ไหลเข้ามาเองโดยไม่ต้องทำงาน ที่มหาศาลจนสามารถทำให้นางนอนแช่ในอ่างทองคำได้ทุกวันจนแก่ตาย
"ติ๊ง แจ้งเตือนฉุกเฉิน อัตราการเต้นของหัวใจโฮสต์พุ่งทะลุขีดจำกัดสูงสุด เลือดกำเดากำลังจะไหลออกทางจมูกเนื่องจากความโลภกำเริบอย่างรุนแรง กรุณาสงบสติอารมณ์และรักษาภาพลักษณ์ของกุลสตรีเอาไว้ด้วย"
ระบบผู้ช่วยส่งสัญญาณเตือนภัยดังลั่นในสมอง
ไป๋ลี่ถิงสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะกดมุมปากที่กำลังจะฉีกยิ้มกว้างจนถึงใบหูเอาไว้ให้ได้ นางกลืนน้ำลายก้อนใหญ่ลงคออย่างยากลำบาก มือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเนื้อเพื่อระงับอาการสั่นเทาจากความตื่นเต้นขั้นสุดยอด นางจ้องมองปึกตั๋วเงินบนโต๊ะประดุจราชสีห์จ้องมองชิ้นเนื้ออันโอชะ