ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงจนเกือบจะลับขอบฟ้า สาดทอแสงสีส้มอมแดงอาบย้อมกำแพงอิฐเก่าคร่ำคร่าของจวนเผิงกวงโหวให้ดูหม่นหมองยิ่งกว่าเดิม บริเวณพุ่มไม้รกชัฏทางทิศตะวันตกของกำแพงจวน ร่างของสตรีในชุดกระโปรงสีเทาซีดที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินโคลนและเศษหญ้าแห้งกำลังตะเกียกตะกายคลานสี่ขาออกมาจากช่องโหว่ขนาดเล็กที่ฐานกำแพงอย่างทุลักทุเล ไป๋ลี่ถิง ยอดนักขายมือทองผู้เพิ่งจะไปปิดดีลสัญญามูลค่ามหาศาลกับองค์ชายเจ็ด มุดลอดรูสุนัขกลับเข้ามาในอาณาเขตบ้านของตนเองด้วยท่วงท่าที่ไร้ซึ่งความสง่างามโดยสิ้นเชิง นางยันกายลุกขึ้นยืน ปัดเศษดินออกจากหัวเข่าและชายกระโปรงพลางบ่นอุบอิบในใจถึงความอยุติธรรมของโชคชะตา ที่ทำให้มหาเศรษฐีนีป้ายแดงอย่างนางยังต้องมามุดช่องทางหมาลอดเพื่อหลบซ่อนสายตาผู้คน
หญิงสาวกอดกล่องไม้ที่บรรจุเอกสารข้อมูลลับลูกค้าเอาไว้แน่นแนบอก นางสาวเท้าก้าวเดินอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ลัดเลาะไปตามเงาไม้มุ่งหน้าตรงไปยังเรือนหลัก ทันทีที่ผลักบานประตูห้องนอนของตนเองเข้าไป อาชิงสาวใช้ตัวน้อยที่กำลังนั่งสัปหงกเฝ้าห้องอยู่ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เมื่อเห็นสภาพมอมแมมประดุจขอทานของเจ้านาย สาวใช้ก็อ้าปากค้างเตรียมจะส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญ แต่ไป๋ลี่ถิงรีบยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้เงียบเสียง นางสั่งให้อาชิงออกไปต้มน้ำร้อนและห้ามผู้ใดเข้ามารบกวนอย่างเด็ดขาด
เมื่ออยู่เพียงลำพังภายในห้องที่จุดเทียนไขสว่างไสว ไป๋ลี่ถิงก็นำกล่องไม้ไปวางลงบนโต๊ะกลางห้อง นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับเปลี่ยนอารมณ์จากการเป็นสตรีผู้ลักลอบหนีเที่ยว ให้กลายเป็นประธานกรรมการบริหารผู้กำลังจะวางแผนกลยุทธ์ทำลายล้างคู่แข่ง มือเรียวยาวเปิดฝากล่องไม้ออก หยิบปึกเอกสารกระดาษสาที่ถูกเขียนด้วยลายมือตวัดพลิ้วไหวออกมาแผ่กางลงบนโต๊ะจนเต็มพื้นที่ กลิ่นหมึกและกลิ่นกระดาษเก่าลอยแตะจมูก มันคือกลิ่นหอมหวนของการลงทุนและกลิ่นอายของสงครามการค้าที่นางหลงใหลยิ่งกว่าสิ่งใด
"เอาล่ะ มาดูกันสิว่าลูกค้ามหาภัยที่ชื่อเถ้าแก่จินผู้นี้ จะมีประวัติความเป็นมาและจุดอ่อนอันใดซุกซ่อนอยู่บ้าง ข้าจะชำแหละข้อมูลของเจ้าให้ละเอียดทะลุปรุโปร่งจนถึงตับไตไส้พุงเลยคอยดู"
ไป๋ลี่ถิงพูดกับตนเองด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววเกียจคร้านบัดนี้เบิกกว้างและเปล่งประกายคมกริบประดุจพญาเหยี่ยวที่กำลังจ้องมองเหยื่อ นางเริ่มลงมืออ่านข้อความบนหน้ากระดาษทีละบรรทัด ทีละหน้า อย่างตั้งอกตั้งใจ ข้อมูลที่องค์ชายเจ็ดรวบรวมมาให้นั้นละเอียดลอออย่างยิ่ง มันระบุตั้งแต่ชาติกำเนิดของเถ้าแก่จิน ผู้ซึ่งไต่เต้าจากพ่อค้าเร่ร่อนในแคว้นเป่ย จนกลายมาเป็นผู้กุมสัมปทานเหมืองแร่เหล็กที่ใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน นิสัยใจคอของเขาถูกระบุไว้ว่า ดื้อรั้น หยิ่งยโส เกลียดการประจบสอพลอ และมักจะทดสอบสติปัญญาของผู้ที่มาขอเจรจาการค้าด้วยวิธีการที่วิปริตผิดมนุษย์มนา
ยิ่งอ่านลึกลงไป คิ้วเรียวของไป๋ลี่ถิงก็ยิ่งขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น นางพบว่ากุนซือและยอดนักพูดมากมายต้องพ่ายแพ้กลับไปเพราะพยายามใช้เงินทองทุ่มซื้อ หรือพยายามพูดยกยอสรรเสริญเยินยอเถ้าแก่ผู้นี้ ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่เถ้าแก่จินเกลียดชังเข้ากระดูกดำ หญิงสาวเคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะเชื่องช้า สมองอันปราดเปรื่องกำลังรวบรวมข้อมูลอันกระจัดกระจายเหล่านี้ให้กลายเป็นภาพรวมที่ชัดเจน แต่นางต้องการผู้ช่วยในการจัดระเบียบความคิด นางจึงหลับตาลงและส่งกระแสความคิดเรียกหาสหายคู่ใจในหัวทันที
"ระบบผู้ช่วยส่วนตัว ตื่นขึ้นมาทำงานเดี๋ยวนี้ ช่วยข้าจัดหมวดหมู่ข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้าผู้นี้ที ข้าต้องการให้เจ้าคัดกรองนิสัย ความชอบ ความเกลียด และค้นหาจุดเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดในจิตใจของเขาออกมาให้ข้าเห็นอย่างชัดเจนที่สุด"
เสียงกังวานใสที่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกดังสะท้อนขึ้นมาในโสตประสาทของนางทันที
"ระบบรับทราบคำสั่ง กำลังดำเนินการจัดระเบียบข้อมูลตามที่โฮสต์ต้องการ จากการประมวลผลประวัติและพฤติกรรมกรรมของเถ้าแก่จิน พบว่าลูกค้าผู้นี้มีทรัพย์สินเงินทองล้นฟ้าจนสูญเสียความตื่นเต้นในการแสวงหากำไร เขาถูกแวดล้อมไปด้วยผู้คนที่คอยก้มหัวและหวังผลประโยชน์ จุดเจ็บปวดที่แท้จริงของเขาไม่ใช่การขาดแคลนเงินทอง แต่คือความโดดเดี่ยวบนจุดสูงสุด เขาเบื่อหน่ายความซ้ำซากจำเจ เบื่อหน่ายคนที่ยอมศิโรราบให้เขาอย่างง่ายดาย สิ่งที่เขาโหยหาคือคู่ปรปักษ์ทางการค้าที่สมน้ำสมเนื้อ ผู้ที่กล้าท้าทายอำนาจและสามารถเอาชนะเขาได้ด้วยสติปัญญาที่เหนือกว่า"
เมื่อได้ยินบทวิเคราะห์อันเฉียบขาดจากระบบ ไป๋ลี่ถิงก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มแสยะที่เหยียดกว้างบนริมฝีปาก นางตบโต๊ะเสียงดังฉาดด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด
"ยอดเยี่ยมมาก ข้าคิดเอาไว้ไม่มีผิด พวกเศรษฐีที่รวยจนล้นฟ้ามักจะมีรสนิยมประหลาด ชอบให้คนมาทรมานจิตใจและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้ชีวิต ในเมื่อเขาเกลียดการถูกเอาใจ ข้าก็จะมอบความเกลียดชังและความหยิ่งยโสให้เขากินจนจุกคอหอยไปเลย"
เสียงของระบบดังแทรกขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้น้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความยียวนกวนประสาทและเย้ยหยันอย่างชัดเจน
"ระบบขออนุญาตแสดงความคิดเห็นส่วนตัว โฮสต์กำลังทำหน้าตาโรคจิตและกระหายเลือดอีกแล้ว สภาพของโฮสต์ในยามนี้ที่เอาแต่นั่งจมกองเอกสาร วางแผนกลโกงเพื่อหาเงินจนลืมหลับลืมนอน มันช่างดูไม่แตกต่างจากชาติที่แล้วของโฮสต์เลยแม้แต่น้อย ชาติก่อนโฮสต์ก็บ้างานจนหน้ามืดเป็นลมล้มพับคาโชว์รูมขายรถยนต์มิใช่หรือ ทะลุมิติมามีชีวิตใหม่ เป็นถึงคุณหนูในจวนขุนนาง แทนที่จะนั่งปักผ้าชมดอกไม้ กลับมานั่งหน้าดำคร่ำเครียดวางแผนการตลาด ช่างเป็นวิญญาณผีพนันการค้าที่ไม่มีวันไปผุดไปเกิดเสียจริงๆ"
ไป๋ลี่ถิงกลอกตาขึ้นบนด้วยความหมั่นไส้ นางหยิบพู่กันขึ้นมาควงเล่นในมือพลางส่งกระแสจิตโต้ตอบกลับไปอย่างไม่ลดละ
"เจ้ามันเป็นแค่ผู้ช่วยที่ไร้วิสัยทัศน์ เจ้าจะไปเข้าใจศิลปะแห่งการหาเงินได้อย่างไร ความรู้สึกที่ได้สยบลูกค้าที่หยิ่งผยอง ให้ยอมคลานเข่ามาขอซื้อสินค้าจากเรา มันคือความสุขที่ล้ำลึกและหอมหวานยิ่งกว่าการได้เสพสุราเลิศรสเสียอีก ชาติที่แล้วข้าอาจจะบ้างานจนตาย แต่ชาตินี้ข้าจะบ้างานจนรวยล้นฟ้าและเหยียบหัวพวกขุนนางโง่เขลาพวกนี้ให้จมดิน การปักผ้าชมดอกไม้มันสร้างกระแสเงินสดให้ข้าไม่ได้ ข้าเกิดมาเพื่อเป็นยอดนักขาย และสนามรบของข้าก็คือโต๊ะเจรจาการค้าเท่านั้น เจ้าจงเงียบปากและคอยดูความยิ่งใหญ่ของข้าเสียเถิด"
หญิงสาวละความสนใจจากระบบจอมขี้บ่น นางหันกลับมาจดจ่อกับกองเอกสารบนโต๊ะอีกครั้ง เมื่อรู้ถึงจุดเจ็บปวดของลูกค้าแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวางแผนกลยุทธ์การขายที่จะใช้ต้อนเถ้าแก่จินให้จนมุม ไป๋ลี่ถิงหยิบกระดาษแผ่นเปล่าขึ้นมา เริ่มต้นขีดเขียนขั้นตอนการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ
การเจรจาแบบดั้งเดิมที่กุนซือขององค์ชายเจ็ดใช้คือการนำเสนอผลประโยชน์และอ้อนวอนขอความร่วมมือ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เถ้าแก่จินเกลียดชัง ดังนั้นนางจะใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า การผลักไสเพื่อดึงดูด นางจะไม่ไปง้อขอซื้อสัมปทานจากเขา แต่นางจะไปประกาศให้เขารู้ว่า สัมปทานของเขามันไร้ค่าหากไม่ได้ร่วมมือกับเครือข่ายของนาง นางจะทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นฝ่ายที่กำลังจะสูญเสียโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต หากเขายังมัวแต่เล่นตัวและปฏิเสธข้อตกลง
"การจะใช้วิธีต้อนให้จนมุมและบังคับให้อ้อนวอนขอซื้อ ข้าจะต้องแสดงท่าทีที่เย่อหยิ่งและดุดันยิ่งกว่าเขา ข้าต้องทำให้เขาเชื่อว่าข้ามีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า และเขาเป็นเพียงแค่ตัวเลือกสำรองที่ข้าไม่ค่อยสบอารมณ์นัก ข้าจะทำลายความมั่นใจของเขา เหยียบย่ำความภาคภูมิใจในสินค้าของเขา จนกว่าเขาจะทนไม่ไหวและต้องเป็นฝ่ายร้องขอร้องให้ข้ายอมเซ็นสัญญากับเขาเอง"
ไป๋ลี่ถิงพูดอธิบายแผนการของตนเองออกมาเป็นคำพูดเพื่อให้สมองจดจำได้อย่างแม่นยำ รอยยิ้มเย็นเยียบและทรงอำนาจปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามของนาง แผนการนี้มีความเสี่ยงสูงมาก หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว ลูกค้าอาจจะโกรธจัดและสั่งคนมาทำร้ายนางได้ แต่นางก็มั่นใจในฝีปากและทักษะการปั่นหัวคนของตนเองอย่างเต็มเปี่ยม
เมื่อกลยุทธ์ถูกวางเอาไว้อย่างรัดกุมแล้ว สิ่งสุดท้ายที่นางต้องเตรียมการก็คือภาพลักษณ์ภายนอก การจะไปต่อกรกับพ่อค้าผู้ทรงอิทธิพลและแข็งกร้าวเช่นเถ้าแก่จิน นางไม่สามารถปรากฏตัวในคราบของคุณหนูสามผู้บอบบางและอ่อนหวานได้ ภาพลักษณ์ของสตรีในยุคนี้ถูกตีกรอบให้เป็นเพียงผู้ตามและไร้ซึ่งอำนาจต่อรอง หากนางใส่ชุดกระโปรงไปเจรจา เถ้าแก่จินย่อมต้องดูถูกและไล่ตะเพิดนางออกมาตั้งแต่ยังไม่ทันได้อ้าปากพูด
นางต้องการภาพลักษณ์ที่ดูน่าเกรงขาม ทรงอำนาจ และสามารถเข้าถึงตัวลูกค้าได้อย่างแนบเนียนที่สุด ภาพลักษณ์ของบุรุษหนุ่มผู้มีฐานะมั่งคั่งและมีเบื้องหลังที่ลึกลับน่าค้นหา
ไป๋ลี่ถิงลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน นางเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าไม้แกะสลักใบเก่า ดึงลิ้นชักชั้นล่างสุดออกมา ภายในนั้นมีห่อผ้าสีทึบซุกซ่อนอยู่ใต้กองผ้าห่มเก่าๆ นางหยิบห่อผ้านั้นออกมาวางลงบนเตียง คลี่ปมผ้าออกอย่างระมัดระวัง สิ่งที่บรรจุอยู่ภายในคือชุดผ้าไหมเนื้อดีสีน้ำเงินเข้มขลิบด้วยดิ้นเงินลวดลายพยัคฆ์ซ่อนลาย ชุดนี้เป็นชุดบุรุษที่นางแอบใช้อาชิงนำเงินส่วนตัวไปจ้างช่างตัดเสื้อฝีมือดีตัดเย็บมาอย่างลับๆ เตรียมพร้อมไว้สำหรับการออกไปทำภารกิจค้าขายนอกจวนโดยเฉพาะ
หญิงสาวเริ่มกระบวนการแปลงโฉมอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว นางปลดเปลื้องชุดกระโปรงสีเทาซีดของสตรีออก นำผ้าแถบสีขาวเนื้อหนามาพันรอบหน้าอกของตนเอง รัดให้แน่นหนาที่สุดเพื่อปกปิดส่วนโค้งเว้าของความเป็นสตรี ความอึดอัดจากการถูกรัดหน้าอกทำให้นางต้องสูดลมหายใจเข้าลึกและบ่นด่าประเพณีอันคร่ำครึของยุคโบราณอยู่ในใจ
"การต้องมาทนอึดอัดรัดหน้าอกรัดพุงเช่นนี้ ช่างเป็นการทรมานร่างกายเพื่อแลกกับความเท่าเทียมทางธุรกิจที่เลวร้ายที่สุด หากข้ารวยเมื่อไหร่ ข้าจะตั้งบริษัทที่สตรีสามารถใส่ชุดกระโปรงนั่งเก้าอี้ประธานบริหารและสั่งการบุรุษได้ตามใจชอบเลยคอยดู"
นางบ่นพึมพำขณะสวมเสื้อตัวในสีขาวสะอาดทับลงไป ตามด้วยชุดคลุมผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มตัวนอกที่ตัดเย็บมาอย่างประณีตพอดีตัว ชายเสื้อคลุมยาวกรอมข้อเท้า สายคาดเอวสีเงินถูกผูกรัดอย่างแน่นหนา ขับเน้นให้รูปร่างของนางดูสูงโปร่งและสง่างามประดุจคุณชายตระกูลใหญ่
เมื่อจัดการกับเครื่องแต่งกายเรียบร้อย ไป๋ลี่ถิงก็เดินไปนั่งลงหน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ นางรวบเส้นผมสีดำขลับที่ยาวสยายขึ้นไปเกล้าเป็นมวยตึงเปรี๊ยะไว้กลางศีรษะ สวมครอบด้วยกวานหยกสีขาวบริสุทธิ์และปักปิ่นเงินเรียบหรูเพื่อยึดให้อยู่ทรง จากนั้นนางก็หยิบตลับแป้งและพู่กันแต่งหน้าขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อแต่งแต้มความงาม แต่นางใช้ผงถ่านสีเข้มวาดไล้ไปตามสันกรามและแนวกระดูกโหนกแก้ม เพื่อสร้างเงาหลอกตาให้ใบหน้าที่เคยกลมกลึงดูคมคายและแข็งกระด้างขึ้นประดุจโครงหน้าของบุรุษ คิ้วเรียวโก่งถูกวาดทับให้หนาและเข้มขึ้นชี้ตรงเฉียงขึ้นไปทางขมับ เพิ่มความดุดันและเอาเรื่องให้แก่ใบหน้า
หลังจากตรวจสอบความเรียบร้อยจนพอใจ ไป๋ลี่ถิงก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง นางหยิบพัดจีบกระดาษเคลือบน้ำมันสีขาวที่วาดลวดลายกอไผ่ขึ้นมาถือไว้ในมือ คลี่พัดออกและสะบัดพัดเบาๆ อย่างมีจริตของคุณชายผู้รักสนุกและเจ้าสำราญ นางจ้องมองเงาของตนเองในกระจกทองเหลือง ภาพที่สะท้อนกลับมาไม่ใช่คุณหนูสามผู้ถูกรังแกอีกต่อไป แต่เป็นคุณชายหนุ่มรูปงามผู้มีใบหน้าหล่อเหลาคมคาย แววตาเย่อหยิ่งจองหอง และมีรังสีความรวยแผ่ซ่านออกมาจนกระแทกตาผู้พบเห็น
"คุณชายไป๋ลี่ถิง พร้อมลงสู่สนามรบแล้ว"
นางเอ่ยกับเงาในกระจกด้วยน้ำเสียงที่ถูกดัดให้ทุ้มต่ำและแหบพร่าลงกว่าปกติ มันเป็นน้ำเสียงที่ฟังดูมีอำนาจและยากจะคาดเดาอารมณ์ รอยยิ้มแสยะที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบาง
การเตรียมพร้อมอย่างพิถีพิถันและลึกซึ้งในทุกรายละเอียดนี้ คือหัวใจสำคัญของการทำงานในวงการธุรกิจ เมื่อสวมบทบาทใดแล้วต้องเล่นให้สมจริงจนลูกค้าเชื่อใจอย่างสนิทใจ ค่ำคืนนี้นางจะออกไปเป็นตัวแทนขององค์ชายเจ็ด ไปทำหน้าที่เจรจาต่อรองและบดขยี้ความดื้อรั้นของพ่อค้าแคว้นเป่ยให้แหลกละเอียดเป็นผุยผง
ไป๋ลี่ถิงซุกซ่อนกล่องไม้ใส่เอกสารลับและป้ายหยกรูปพยัคฆ์ติดปีกขององค์ชายเจ็ดเอาไว้ในอกเสื้ออย่างมิดชิด นางดับเทียนไขในห้องจนมืดสนิท ก่อนจะลอบเปิดหน้าต่างและกระโจนออกไปสู่ความมืดมิดของยามราตรี ท่วงท่าของนางพลิ้วไหวและเงียบเชียบ อาศัยความชำนาญในการหลบหลีกเวรยามของจวน ลัดเลาะออกไปสู่ถนนใหญ่ของเมืองหลวงด้วยความตื่นเต้นที่สูบฉีดอยู่ในสายเลือด
สมรภูมิการค้าที่แท้จริงกำลังรอคอยนางอยู่เบื้องหน้า การปะทะคารมระหว่างคุณชายกำมะลอผู้มีวาทศิลป์กะล่อนปลิ้นปล้อน และเถ้าแก่หน้าเลือดผู้ดื้อรั้นและเอาแต่ใจ จะต้องเป็นศึกที่ดุเดือด กวนประสาท และเต็มไปด้วยลูกล่อลูกชนที่คาดไม่ถึงอย่างแน่นอน ยอดนักขายมือทองพร้อมแล้วที่จะไปต้อนลูกค้าให้จนมุมและรีดไถผลกำไรมาครอบครองให้จงได้