ตอนที่ 44 สคริปต์น้ำท่วมทุ่ง

2721 Words
แสงแดดสาดส่องลงมากระทบกำแพงหินศิลาแลงอันสูงตระหง่านของประตูเมืองหลวง บรรยากาศบริเวณนี้เต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและทรงอำนาจอย่างที่ไม่มีผู้ใดกล้าล้อเล่น ทหารยามร่างยักษ์ในชุดเกราะเหล็กแวววาวสองนายยืนประจำการอยู่ซ้ายขวา พวกเขายืนตัวตรงแน่วประดุจรูปปั้นสลักที่ถูกสาปไว้ตั้งแต่ยุคบรรพกาล สายตาจดจ้องมองตรงไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย มือหนาหยาบกร้านกำด้ามทวนยาวเอาไว้แน่น ห้ามขยับเขยื้อน ห้ามยิ้มแย้ม ห้ามพูดคุย นี่คือกฎเหล็กของการเป็นทหารรักษาการณ์ประตูเมือง ทว่าความเงียบสงบอันศักดิ์สิทธิ์นั้นกำลังจะถูกทำลายลงด้วยฝีมือของยอดนักขายมือทองผู้ถูกระบบบังคับให้ต้องมาทำยอดขายด้วยการพูดเรื่องไร้สาระ ไป๋ลี่ถิงในคราบเด็กหนุ่มยาจกที่ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าดำปิ๊ดปี๋ ก้าวเท้าเดินตรงดิ่งเข้าไปหาทหารยามฝั่งซ้ายด้วยความมุ่งมั่นที่พุ่งทะลุปรอท แม้สภาพภายนอกของนางจะดูเหมือนขอทานที่เพิ่งคลานออกมาจากกองขี้เถ้า แต่ท่วงท่าการเดินของนางกลับสง่างามและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจประดุจแม่ทัพหญิงที่กำลังจะเดินเข้าสู่ลานประหาร นางสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอด รวบรวมพลังปราณทั้งหมดที่มีไปรวมไว้ที่กล่องเสียง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างขวางจนเห็นฟันขาวสะอาดเรียงตัวสวยงาม รอยยิ้มนั้นสว่างไสวและเป็นมิตรจนดูขัดแย้งกับสภาพมอมแมมของนางอย่างรุนแรง "สวัสดีเจ้าค่ะท่านพี่ทหารยามผู้หล่อเหลาและกล้าหาญชาญชัย" เสียงเจื้อยแจ้วที่ถูกดัดให้ฟังดูสดใสและตื่นเต้นเกินเหตุหลุดออกจากริมฝีปากบาง ทหารยามร่างยักษ์เพียงแค่ปรายหางตามองเด็กหนุ่มสกปรกตรงหน้าเพียงแวบเดียว ก่อนจะดึงสายตากลับไปมองตรงตามเดิม เขาไม่คิดจะลดตัวลงมาสนทนากับขอทานเสียสติอย่างแน่นอน ทว่านั่นกลับเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะทางโสตประสาทที่เขาจะต้องจดจำไปจนวันตาย ไป๋ลี่ถิงไม่สนใจท่าทีเย็นชาประดุจน้ำแข็งพันปีของอีกฝ่าย นางขยับตัวเข้าไปยืนอยู่ในระยะห่างเพียงสามก้าว ซึ่งเป็นระยะที่ปลอดภัยจากคมทวน แต่ก็ใกล้พอที่จะกรอกเสียงลงไปในรูหูของเป้าหมายได้อย่างชัดเจนแจ๋วแหวว นางกระแอมไอเคลียร์ลำคอเบาๆ แล้วเริ่มต้นงัดเอาสุดยอดสคริปต์น้ำท่วมทุ่งที่เพิ่งคิดค้นขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ ออกมาใช้ทันที "ท่านพี่ทหารยาม ท่านยืนนิ่งเป็นก้อนหินเช่นนี้มานานเท่าใดแล้วเจ้าคะ ท่านรู้หรือไม่ว่าก้อนหินที่พวกเราเหยียบย่ำกันอยู่ทุกวันนี้น่ะ แท้จริงแล้วมันมีความเป็นมาที่แสนจะรันทดและโรแมนติกอย่างคาดไม่ถึงเลยนะเจ้าคะ" นางเริ่มเปิดฉากด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความลี้ลับประดุจกำลังเล่านิทานก่อนนอนให้เด็กฟัง มือทั้งสองข้างเริ่มออกลีลาท่าทางประกอบการเล่าเรื่องอย่างออกรสออกชาติ "ในยุคดึกดำบรรพ์ ก้อนหินพวกนี้เคยเป็นก้อนเมฆที่ล่องลอยอยู่บนสวรรค์มาก่อนนะเจ้าคะ แต่เพราะพวกมันแอบไปตกหลุมรักกับสายลม ทว่าสายลมกลับเจ้าชู้พัดไปเรื่อยไม่ยอมหยุดพัก ก้อนเมฆเหล่านั้นจึงตรอมใจ อกหัก อกหักจนหัวใจหนักอึ้งและแข็งกระด้าง สุดท้ายก็ทนรับน้ำหนักความเศร้าของตนเองไม่ไหว ร่วงหล่นลงมาสู่พื้นดินกลายเป็นก้อนหินโง่ๆ ให้พวกเราเตะเล่นอย่างไรเล่าเจ้าคะ ท่านพี่ลองคิดดูสิว่า หากก้อนหินพวกนี้มันร้องไห้ได้ น้ำตาของมันคงจะกลายเป็นโคลนตมที่เหนียวเหนอะหนะที่สุดในโลกเลยเชียว ท่านว่าเรื่องนี้น่าเศร้าหรือไม่เจ้าคะ" ทหารยามร่างยักษ์เริ่มมีอาการคิ้วกระตุกยิกๆ กล้ามเนื้อบริเวณสันกรามขบเกร็งจนนูนปูดขึ้นมาให้เห็นอย่างชัดเจน เขาพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะรักษาสมาธิและกฎระเบียบของกองทัพเอาไว้ แต่ไอ้เรื่องราวก้อนเมฆอกหักจนกลายเป็นหินนี่มันช่างเป็นเรื่องไร้สาระและปัญญาอ่อนที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมาในชีวิต ไป๋ลี่ถิงเห็นเป้าหมายยังคงยืนนิ่ง นางก็ยิ่งได้ใจ สคริปต์เรื่องที่สองถูกงัดออกมาใช้อย่างต่อเนื่องไม่มีการเว้นจังหวะให้หายใจ "อ๊ะ ท่านพี่คงจะไม่ชอบเรื่องเศร้าเคล้าน้ำตา ถ้างั้นข้าขอเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเป็นเรื่องของงานบ้านงานเรือนก็แล้วกัน ท่านพี่รู้หรือไม่ว่า การพับผ้าขี้ริ้วนั้นมันเป็นศิลปะขั้นสูงที่มีผลต่อหลักฮวงจุ้ยและโชคชะตาของประเทศชาติเลยนะเจ้าคะ" นางยืดอกขึ้น ทำหน้าตาจริงจังประดุจนักปราชญ์ผู้ค้นพบสัจธรรมของโลก "ผ้าขี้ริ้วที่เปื้อนฝุ่นนั้น หากเราขยำๆ แล้วโยนทิ้งไว้ตามซอกตู้ พลังงานด้านลบของความสกปรกก็จะไปอุดตันกระแสเงินสดในกระเป๋าของพวกท่าน แต่หากท่านนำผ้าขี้ริ้วผืนนั้น มาพับทบกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีมุมองศาเท่ากันเป๊ะๆ ทั้งสี่ด้าน แล้วนำไปวางไว้ในทิศตะวันออกเฉียงใต้ของห้องพัก พลังแห่งความสมมาตรจะช่วยดึงดูดโชคลาภให้ไหลมาเทมา ท่านอาจจะเดินไปสะดุดก้อนทองคำกลางตลาดเลยก็ได้นะเจ้าคะ ข้าเคยทดลองมาแล้ว ปรากฏว่าข้าไม่ได้ก้อนทองคำหรอก แต่ข้าได้ขี้หมาติดรองเท้ามาแทน ซึ่งข้าถือว่ามันคือปุ๋ยชั้นดีที่สวรรค์ประทานมาให้ ท่านพี่สนใจจะเรียนรู้วิธีพับผ้าขี้ริ้วฉบับมหาเศรษฐีจากข้าหรือไม่เจ้าคะ ข้าคิดค่าสอนแค่รอยยิ้มหวานๆ จากท่านเพียงครั้งเดียวเท่านั้น" ถึงจุดนี้ เส้นอดทนของทหารยามผู้ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ก็ขาดผึงลงเสียงดังฉับ ใบหน้าที่เคยถมึงทึงและเคร่งขรึมแปรเปลี่ยนเป็นความแดงก่ำด้วยความโกรธจัดและรำคาญใจอย่างถึงขีดสุด เขากระแทกส้นด้ามทวนลงกับพื้นศิลาแลงเสียงดังสนั่นหวั่นไหว หันขวับมาถลึงตาใส่เด็กหนุ่มหน้าดำตรงหน้าด้วยแววตาที่พร้อมจะฉีกเนื้อกินเลือด "ไสหัวไปให้พ้น เจ้าขอทานวิกลจริต หากเจ้ายังขืนอ้าปากพูดจาเพ้อเจ้อไร้สาระให้ข้าได้ยินอีกแม้แต่ครึ่งคำ ข้าจะใช้ด้ามทวนนี้ตบปากเจ้าให้ฟันร่วงหมดปาก แล้วจับเจ้าโยนลงไปในคูเมืองให้ปลากินเสีย ก่อความวุ่นวายในเขตประตูเมืองหลวงมีโทษสถานหนัก เจ้ารู้หรือไม่" เสียงตวาดดังก้องกังวานและดุดันประดุจฟ้าร้อง ทว่าแทนที่ไป๋ลี่ถิงจะตกใจกลัวจนฉี่ราดและวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปตามที่ทหารยามคาดหวัง ยอดนักขายผู้มีใบหน้าหนายิ่งกว่ากำแพงเมืองกลับหัวเราะเสียงใส นางก้าวถอยหลังไปเพียงครึ่งก้าว แล้วใช้ปลายเท้าขีดเส้นสมมติลงบนพื้นดินอย่างกวนประสาทที่สุด "แหม ท่านพี่ทหารยามก็อย่าเพิ่งเกรี้ยวกราดไปสิเจ้าคะ ข้าน้อยทราบดีว่ากฎหมายบ้านเมืองระบุไว้ชัดเจนว่า ห้ามผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปในเขตหวงห้ามรัศมีสองช่วงแขนจากจุดที่ทหารยามยืนประจำการ ทว่าท่านพี่ลองก้มหน้าลงมองดูปลายเท้าของข้าน้อยสิเจ้าคะ ข้าน้อยยืนอยู่ห่างจากท่านถึงสามช่วงแขนพอดีเป๊ะ ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนตาดำๆ สามารถยืนสูดอากาศและใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี ข้าน้อยไม่ได้พกอาวุธ ไม่ได้ขัดขวางการจราจร และไม่ได้กล่าววาจาหมิ่นประมาทผู้ใด ข้าน้อยเพียงแค่ยืนแบ่งปันความรู้รอบตัวให้ท่านฟังด้วยความปรารถนาดีเท่านั้น ท่านพี่จะเอาข้อหาอันใดมาจับกุมข้าน้อยเล่าเจ้าคะ" คำพูดโต้แย้งที่ถูกยกเอาช่องโหว่ทางกฎหมายมาอ้างอิงอย่างหน้าด้านๆ ทำเอาทหารยามถึงกับอ้าปากค้าง เขาพยายามคิดหาข้อกฎหมายมาเถียงกลับ แต่สมองของชายชาติทหารที่ถนัดแต่การใช้กำลังกลับคิดหาคำพูดตอกกลับไม่ทัน มันก็จริงอย่างที่เด็กบ้าผู้นี้ว่า นางไม่ได้ทำผิดกฎหมายข้อใดเลยนอกจากทำตัวน่ารำคาญจนน่าถีบให้กระเด็น แต่หากเขาละทิ้งจุดประจำการพุ่งตัวออกไปทำร้ายประชาชนมือเปล่า เขาก็จะต้องถูกนายกองลงโทษฐานทำร้ายร่างกายประชาชนและละทิ้งหน้าที่อย่างแน่นอน เมื่อตระหนักได้ว่าตนเองไม่สามารถทำอันใดเด็กบ้าตรงหน้าได้ ทหารยามก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ฟันกรามขบกันแน่นจนเกิดเสียงดังกึก เขาตัดสินใจหันหน้ากลับไปมองตรงตามเดิม แสร้งทำเป็นหูหนวกตาบอด ไม่สนใจสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจตรงหน้าอีกต่อไป "หึ คิดจะใช้ความเงียบมาต่อกรกับเซลส์มือทองอย่างนั้นหรือ ท่านประเมินความอดทนของข้าต่ำเกินไปแล้ว" ไป๋ลี่ถิงยิ้มเยาะในใจ นางเหลือบมองนาฬิกาทรายแห่งจินตนาการในหัว เวลาเพิ่งจะผ่านไปเพียงสองนาทีเท่านั้น นางต้องรั้งความสนใจของเขาเอาไว้ให้ได้อีกสามนาทีเต็ม "ในเมื่อท่านพี่ไม่สนใจเรื่องของมนุษย์ ถ้างั้นข้าจะขอเบิกเนตรท่านด้วยปรัชญาการดำรงชีวิตของสัตว์โลกตัวน้อยๆ ก็แล้วกันนะเจ้าคะ" ไป๋ลี่ถิงเริ่มต้นบรรเลงสคริปต์ช่วงสุดท้ายด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า น้ำเสียงของนางไหลลื่นประดุจสายน้ำตกที่ไม่มีวันเหือดแห้ง "ท่านพี่เคยสังเกตไส้เดือนที่กำลังดิ้นกระแด่วๆ อยู่บนพื้นดินหลังฝนตกหรือไม่เจ้าคะ ท่านรู้หรือไม่ว่าทำไมไส้เดือนถึงไม่มีดวงตา หลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นวิวัฒนาการที่บกพร่อง แต่สำหรับข้าแล้ว ข้าคิดว่าไส้เดือนนั้นเป็นสัตว์ที่มีปรัชญาชีวิตล้ำลึกที่สุดในโลกหล้าเลยนะเจ้าคะ" นางเริ่มเดินวนไปวนมาอยู่หลังเส้นสมมติที่ขีดไว้ มือไม้ชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปมากลางอากาศ "การที่ไส้เดือนไม่มีดวงตานั้น เป็นเพราะพวกมันรู้ดีว่า ความจริงบนโลกใบนี้นั้นมันช่างโหดร้ายและขมขื่นเหลือทน การมองเห็นผู้คนแก่งแย่งชิงดี การมองเห็นนกจิกกินหนอน หรือแม้แต่การมองเห็นแสงแดดที่แผดเผา มันล้วนแต่ทำให้จิตใจของไส้เดือนต้องเจ็บปวดรวดร้าว พวกมันจึงเลือกที่จะวิวัฒนาการตนเองให้ตาบอด เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิดอันแสนสงบใต้ผืนดิน คอยกินดินกินโคลนเพื่อชำระล้างความสกปรกของโลกใบนี้อย่างเงียบๆ ท่านพี่ไม่คิดว่าการกระทำของไส้เดือนนั้นมันน่ายกย่องประดุจพระโพธิสัตว์เลยหรือเจ้าคะ" หยาดเหงื่อเริ่มไหลซึมออกมาจากหน้าผากของทหารยาม เขาไม่เคยมองไส้เดือนด้วยความรู้สึกยกย่องมาก่อนเลยในชีวิต และเขาก็ไม่อยากจะมองมันด้วย เขาพยายามท่องบทสวดมนต์ในใจเพื่อกลบเสียงที่กำลังพ่นทฤษฎีปรัชญาปัญญาอ่อนนี้ แต่เสียงของเด็กหนุ่มก็ยังคงเจาะทะลุเข้ามาในสมองของเขาอย่างไม่หยุดหย่อน "แล้วท่านพี่ลองจินตนาการดูสิเจ้าคะ หากวันหนึ่งไส้เดือนเกิดมีดวงตาขึ้นมา มันคงจะตกใจจนช็อกตายเมื่อเห็นว่าตนเองมีรูปร่างเหมือนเส้นบะหมี่ที่ถูกต้มจนเละ หรือไม่มันก็อาจจะเกิดความภาคภูมิใจในความเรียวยาวของตนเอง จนลุกขึ้นมาเต้นระบำส่ายเอวโชว์นกกาบนท้องฟ้า ท่านว่าไส้เดือนจะเต้นจังหวะใดดีเจ้าคะ จังหวะช้าๆ เนิบนาบ หรือว่าจังหวะเร็วๆ เร้าใจดี ข้าว่าจังหวะเร็วๆ น่าจะเหมาะกว่า เพราะมันจะได้สลัดดินที่ติดตัวออกไปได้ด้วย" ไป๋ลี่ถิงพูดรัวเร็วประดุจปืนกลที่รัวกระสุนไม่ยั้ง คอของนางเริ่มแห้งผาก ริมฝีปากแห้งแตก แต่นางก็ไม่ยอมหยุดพักการหายใจ นางใช้ทุกเสี้ยววินาทีในการพ่นถ้อยคำที่ไม่มีใครในโลกนี้อยากจะฟังออกมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนทหารยามนั้นบัดนี้สภาพจิตใจของเขากำลังถูกทรมานทรกรรมอย่างแสนสาหัส เขาอยากจะทิ้งทวนแล้วเอามืออุดหูตนเอง อยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ เพื่อระบายความหงุดหงิดที่อัดอั้นอยู่ภายในอก เขาสาบานกับตนเองเลยว่า หากหมดเวรยามเมื่อใด เขาจะกลับไปตีสั่งสอนลูกหลานที่บ้านไม่ให้พูดจาเพ้อเจ้อเช่นนี้เด็ดขาด และแล้ว ในขณะที่ไป๋ลี่ถิงกำลังจะเริ่มต้นวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนหนวดของแมลงสาบกับทิศทางลมในฤดูหนาวอยู่นั้นเอง เสียงสวรรค์ที่นางรอคอยก็ดังกังวานขึ้นมาภายในก้นบึ้งของจิตสำนึก "ติ๊ง ยืนยันการปฏิบัติภารกิจ โฮสต์สามารถดึงรั้งความสนใจของเป้าหมายที่เป็นคนแปลกหน้า และพูดคุยในหัวข้อที่ไร้สาระที่สุดในสามโลกได้ครบห้านาทีเต็มตามเงื่อนไขที่กำหนด ภารกิจเคพีไอประจำเลเวลสองเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ระบบขอยกเลิกบทลงโทษเสียงเรียกเข้านรกแตก และขอแสดงความนับถือในความหน้าหนาและวาทศิลป์อันแสนจะกวนประสาทของโฮสต์มา ณ ที่นี้" เสียงแจ้งเตือนจากระบบเปรียบเสมือนน้ำอมฤตที่ชโลมลงบนจิตวิญญาณอันแห้งแล้งของยอดเซลส์สาว ไป๋ลี่ถิงหยุดคำพูดที่กำลังจะหลุดออกจากปากลงอย่างกะทันหันราวกับถูกสับสวิตช์ปิดการทำงาน ท่าทีที่เคยวุ่นวายและบ้าคลั่งแปรเปลี่ยนเป็นความสงบนิ่งและเยือกเย็นอย่างน่าประหลาดใจ นางยืดแผ่นหลังตั้งตรง จัดระเบียบเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เรียบร้อย ก่อนจะประสานมือไว้ที่ระดับเอวและค้อมศีรษะลงคารวะทหารยามร่างยักษ์ด้วยท่วงท่าที่สุภาพอ่อนน้อมและเป็นมืออาชีพที่สุดประดุจพนักงานขายที่กำลังกล่าวอำลาลูกค้าวีไอพี "ขอบพระคุณท่านพี่ทหารยามเป็นอย่างยิ่งเจ้าค่ะ ที่กรุณาสละเวลาอันมีค่าในการยืนปฏิบัติหน้าที่ มาทนฟังการนำเสนอทฤษฎีความไร้สาระของข้าน้อยจนจบกระบวนความ การบริการของท่านช่างยอดเยี่ยมและมีความอดทนสูงลิบลิ่วจนน่าประทับใจ ข้าน้อยขอให้คะแนนการรับฟังของท่านเต็มห้าดาวเลยนะเจ้าคะ หากมีโอกาสหน้า ข้าน้อยจะแวะมานำเสนอทฤษฎีใหม่ๆ ให้ท่านฟังอีกอย่างแน่นอน ขอให้ท่านพี่มีความสุขกับการยืนเกร็งกล้ามเนื้อต่อไปนะเจ้าคะ ลาก่อนเจ้าค่ะ" พูดจบประโยคสุดท้าย ไป๋ลี่ถิงก็ไม่รอช้า นางหมุนตัวหันหลังกลับและพุ่งตัวออกวิ่งสับขาสุดชีวิตประดุจสายลมพายุที่พัดผ่าน ฝุ่นดินสีแดงตลบอบอวลขึ้นมาบดบังแผ่นหลังเล็กๆ ที่กำลังกลืนหายไปกับฝูงชนในตลาดอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ทหารยามร่างยักษ์ยืนเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง มือที่กำด้ามทวนสั่นระริก เขากะพริบตาถี่ๆ มองดูความว่างเปล่าเบื้องหน้าด้วยความมึนงงและสับสนอย่างหนัก สมองของเขาพยายามประมวลผลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อครู่นี้ เด็กหนุ่มบ้าบอที่พูดจาน้ำไหลไฟดับ จู่ๆ ก็เปลี่ยนท่าทีมาสุภาพเรียบร้อย แล้วก็วิ่งหนีหายไปราวกับภูตผีปีศาจ "นี่มันเรื่องวิปริตอันใดกัน สวรรค์ส่งปีศาจตนใดมาทรมานข้า หรือว่าข้าจะยืนตากแดดจนประสาทหลอนไปเอง" ทหารยามพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขาไม่รู้เลยว่าตนเองเพิ่งจะตกเป็นเหยื่อของการทำยอดเคพีไอสุดหฤโหดของยอดเซลส์แห่งยุค และรอยแผลเป็นทางโสตประสาทที่ถูกเด็กหนุ่มลึกลับทิ้งเอาไว้ จะทำให้เขามองก้อนหิน ผ้าขี้ริ้ว และไส้เดือนด้วยความหวาดผวาไปอีกตราบนานเท่านาน การลงสนามทำภารกิจครั้งแรกในฐานะเทเลเซลส์ร้อยสายของไป๋ลี่ถิง ปิดฉากลงด้วยชัยชนะอันงดงาม กวนประสาท และทิ้งความอลหม่านเอาไว้เบื้องหลังได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD