บรรยากาศยามเย็นของตลาดใจกลางเมืองหลวงที่เคยเต็มไปด้วยเสียงจอแจจอแจของพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านที่มาจับจ่ายใช้สอย บัดนี้กลับเงียบสงัดลงอย่างประหลาด ราวกับมีใครนำผ้าห่มผืนใหญ่มาคลุมทับสถานที่แห่งนี้เอาไว้ ทุกสายตาของฝูงชนต่างจับจ้องไปที่จุดกึ่งกลางของถนนดินอัดแน่น ซึ่งเป็นจุดที่เด็กหนุ่มยาจกเนื้อตัวมอมแมมเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าดำ กำลังยืนประจันหน้ากับองค์ชายเจ็ดฉินจื่อเสวียน บุรุษรูปงามผู้สวมใส่ชุดผ้าไหมทอทองคำที่ส่องประกายระยิบระยับบาดตา
ลมยามเย็นพัดโชยมาเบาๆ หอบเอากลิ่นหอมของไม้จันทน์ชั้นเลิศจากตัวของฉินจื่อเสวียนมากระทบจมูกของไป๋ลี่ถิง หญิงสาวในคราบเด็กหนุ่มยังคงยืนยืดแผ่นหลังตั้งตรงสง่างามประดุจต้นสนบนยอดเขา นางชูมือที่กำก้อนหินผิวขรุขระเปื้อนโคลนออกไปเบื้องหน้าอย่างมาดมั่น แววตาไม่มีความหวาดหวั่นต่อคมกระบี่ขององครักษ์ร่างยักษ์ที่ยืนจ้องเขม็งอยู่ด้านหลังองค์ชายเลยแม้แต่น้อย
ฉินจื่อเสวียนหุบพัดจีบกระดูกงาช้างในมือลงด้วยท่วงท่าที่เกียจคร้านและเชื่องช้า เขาก้มหน้าลงมองก้อนหินในมือของเด็กหนุ่มยาจกอีกครั้ง ริมฝีปากบางเฉียบได้รูปคลี่รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความยียวนกวนประสาทและแฝงความขบขันเอาไว้อย่างปิดไม่มิด ชายหนุ่มรู้ดีแก่ใจว่าของที่อยู่ตรงหน้าคือเศษหินโง่ๆ ที่เกลื่อนกลาดอยู่ตามริมทาง แต่เขากลับรู้สึกสนุกสนานที่ได้เห็นท่าทางจริงจังเกินเบอร์ของนักต้มตุ๋นตัวน้อยผู้นี้ เขาอยากจะรู้เหลือเกินว่าเด็กคนนี้จะหน้าด้านหน้าทนไปได้ถึงระดับใด
"หนึ่งตำลึงเงินกระนั้นหรือ ช่างเป็นราคาที่ทำให้ผู้คนต้องหลั่งน้ำตาด้วยความซาบซึ้งใจยิ่งนัก"
ฉินจื่อเสวียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ลากยาวอย่างจงใจยั่วเย้า เขาใช้ปลายพัดจีบชี้ไปยังก้อนหินในมือของไป๋ลี่ถิงเบาๆ ราวกับรังเกียจที่จะสัมผัสมันโดยตรง
"เจ้าศิษย์น้อยแห่งสำนักคุนหลุน ข้าขอชื่นชมในความกล้าหาญของเจ้าที่กล้านำของวิเศษชิ้นนี้มามอบให้ข้า แต่ทว่า เมื่อข้าพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว ศิลาอุกกาบาตสะกดวิญญาณของเจ้าชิ้นนี้ ดูเหมือนจะสะกดฝุ่นโคลนเอาไว้เสียมากกว่ากระมัง เจ้าดูคราบสีน้ำตาลเข้มที่เกาะกรังอยู่นั่นสิ หากข้าตาไม่ฝาด มันช่างเหมือนกับคราบดินสุนัขคุ้ยตามข้างกำแพงวัดไม่มีผิดเพี้ยน แล้วรอยขรุขระพวกนี้เล่า มิใช่รอยเกวียนม้าเหยียบย่ำมานับครั้งไม่ถ้วนหรอกหรือ"
ชายหนุ่มจงใจหยุดพูดเพื่อเว้นจังหวะให้ฝูงชนรอบข้างได้ยินอย่างชัดเจน เสียงหัวเราะคิกคักเริ่มดังระงมขึ้นในหมู่ชาวบ้าน องครักษ์ร่างยักษ์ที่ยืนอยู่ด้านหลังก็แสยะยิ้มเยาะเย้ย เตรียมพร้อมที่จะรอรับคำสั่งให้โยนเด็กหนุ่มจอมต้มตุ๋นผู้นี้ออกไปให้พ้นทาง
ฉินจื่อเสวียนก้าวเข้าไปใกล้ไป๋ลี่ถิงอีกครึ่งก้าว ก้มหน้าลงจนระดับสายตาเกือบจะเสมอกัน เขาสบตากับเด็กหนุ่มมอมแมมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความท้าทายและการจับผิด
"ของวิเศษที่ดูเหมือนก้อนหินรองตีนเช่นนี้ เจ้ากล้าเรียกราคาถึงหนึ่งตำลึงเงินเชียวหรือ หนึ่งตำลึงเงินสามารถซื้อข้าวสารเลี้ยงคนได้ทั้งครอบครัวนานนับเดือน ข้าว่าเจ้าน่าจะประเมินราคาผิดไปกระมัง เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ เพื่อเห็นแก่ความอุตสาหะของเจ้าที่อุตส่าห์ลงมาจากยอดเขา ข้าจะทำทานให้เจ้าสักครึ่งอีแปะ ถือเสียว่าเป็นค่าเหนื่อยที่เจ้าอุตส่าห์แต่งนิทานหลอกเด็กมาเล่าให้ข้าฟัง ข้าว่าราคานี้สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว เจ้าเห็นพ้องกับข้าหรือไม่"
การต่อราคาที่โหดเหี้ยมและไร้ความปรานีจากหนึ่งตำลึงเงินลงมาเหลือเพียงครึ่งอีแปะ ทำเอาอาชิงที่แอบดูอยู่ริมกำแพงถึงกับอ้าปากค้างจนกรามแทบหลุด สาวใช้ตัวน้อยแทบจะล้มพับลงไปกองกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง การเจรจาการค้าของคุณหนูสามจบสิ้นลงแล้วอย่างแน่นอน ไม่มีทางที่คุณหนูสามจะโต้แย้งคำพูดที่เฉียบขาดและเต็มไปด้วยการเหยียดหยามขององค์ชายผู้นี้ได้เลย
ทว่าปฏิกิริยาของไป๋ลี่ถิงกลับตรงกันข้ามกับที่ทุกคนคาดคิด หญิงสาวในคราบยาจกไม่ได้แสดงอาการโกรธเคือง ไม่ได้หน้าถอดสี และไม่ได้มีท่าทีลุกลี้ลุกลนเลยแม้แต่น้อย นางเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นสูงข้างหนึ่ง ริมฝีปากที่เปื้อนเขม่าดำค่อยๆ คลี่รอยยิ้มที่กว้างขึ้นกว่าเดิม เป็นรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเหนือชั้นและน่าเกรงขามประดุจผู้กุมชะตาชีวิตของผู้คน
นางค่อยๆ ลดมือที่ชูก้อนหินลงอย่างเชื่องช้า ท่าทางของนางดูผ่อนคลายและไม่ยี่หระต่อคำดูถูกเหยียดหยามแม้แต่น้อย นางสบตากับฉินจื่อเสวียนตรงๆ แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงประกายความฉลาดหลักแหลมและวาทศิลป์ที่พร้อมจะฟาดฟันคู่สนทนาให้ราบเป็นหน้ากลอง
"ครึ่งอีแปะกระนั้นหรือ คุณชายช่างเป็นผู้มีอารมณ์ขันที่ล้ำเลิศยิ่งนัก ข้าน้อยขอคารวะในอารมณ์ขันของท่าน"
ไป๋ลี่ถิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ดังกังวานก้องไปทั่วบริเวณตลาด นางไม่ได้ตะโกน แต่น้ำเสียงของนางกลับมีพลังอำนาจบางอย่างที่สะกดให้ทุกคนต้องหยุดฟัง
"ทว่า คุณชายผู้สูงศักดิ์ ท่านกำลังนำมาตรวัดของปุถุชนคนธรรมดามาประเมินคุณค่าของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านมองเห็นคราบดินโคลนแล้วด่วนสรุปว่ามันคือความสกปรก แต่วิสัยทัศน์ของท่านช่างคับแคบนัก ท่านรู้หรือไม่ว่าดินโคลนที่เกาะติดอยู่บนศิลาก้อนนี้ มิใช่ดินโคลนสามธรรมดาสามัญ แต่มันคือ ละอองธุลีจากดินแดนเซียน ที่ติดมาพร้อมกับการร่วงหล่นจากสรวงสวรรค์ มันคือส่วนผสมของน้ำค้างอมฤตและดินวิเศษที่ช่วยหล่อเลี้ยงพลังปราณภายในก้อนหินให้คงอยู่ชั่วกัปชั่วกัลป์ การที่ท่านเห็นว่ามันสกปรก นั่นก็เพราะดวงตาของท่านยังถูกกิเลสทางโลกบดบังอยู่ ท่านมองหาแต่ความสวยงามจอมปลอมของหยกและทองคำ จนลืมเลือนไปว่า สัจธรรมที่แท้จริงมักจะซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกที่แสนจะธรรมดา"
ไป๋ลี่ถิงใช้กลยุทธ์การขายที่เรียกว่าการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส นางเปลี่ยนจุดด้อยที่สุดของสินค้าให้กลายเป็นจุดเด่นที่ล้ำค่าที่สุดอย่างหน้าไม่อาย คำพูดของนางลื่นไหลประดุจสายน้ำที่เชี่ยวกราก ไม่มีจังหวะสะดุด ไม่มีความลังเล ทุกถ้อยคำถูกร้อยเรียงมาอย่างประณีตบรรจงเพื่อโจมตีจุดอ่อนของเศรษฐีที่มักจะคิดว่าตนเองฉลาดและมีวิสัยทัศน์เหนือกว่าผู้อื่น
นางเว้นจังหวะหายใจเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะรุกฆาตด้วยสคริปต์การขายขั้นสุดยอดที่นางเคยใช้ปราบลูกค้าระดับประธานบริษัทมาแล้วนักต่อนัก
"ส่วนเรื่องราคาที่คุณชายเสนอมาครึ่งอีแปะนั้น ข้าน้อยไม่ถือสาโกรธเคืองหรอกขอรับ เพราะข้าน้อยเข้าใจดีว่า คุณชายคงคุ้นเคยกับการใช้เงินซื้อสิ่งของที่มีมูลค่าทางวัตถุ แต่ท่านยังไม่เข้าใจศิลปะแห่งการซื้อวาสนาและอนาคต สิ่งที่ข้าน้อยกำลังเสนอขายให้ท่าน มิใช่ก้อนหิน แต่ข้าน้อยกำลังเสนอขายโอกาส โอกาสที่จะทำให้กิจการการค้าของท่านเจริญรุ่งเรือง โอกาสที่จะทำให้ท่านแคล้วคลาดจากศัตรูที่มุ่งร้าย และโอกาสที่จะทำให้บารมีของท่านแผ่ขยายไปทั่วทิศ"
นางก้าวประชิดตัวฉินจื่อเสวียนเข้าไปอีกนิด ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน ดวงตากลมโตของนางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเรียวยาวของชายหนุ่มอย่างท้าทาย
"คุณชายลองตรองดูให้ดีเถิด เงินหนึ่งตำลึงสำหรับท่าน มันก็แค่เศษเงินที่ท่านใช้ดื่มสุราชั้นเลิศเพียงจอกเดียว หรือใช้เป็นทิปให้สาวงามในหอนางโลมเพียงคืนเดียว ท่านโยนมันทิ้งไปกับความว่างเปล่ามานับครั้งไม่ถ้วน แต่หากท่านนำเศษเงินหนึ่งตำลึงนั้น มาแลกกับศิลาบรรพกาลสะกดวิญญาณก้อนนี้ ท่านไม่ได้เสียเงิน แต่ท่านกำลังลงทุน ลงทุนเพื่อซื้อความอุ่นใจ ซื้อสิริมงคลให้แก่ชีวิต หากท่านซื้อไปแล้วไม่เกิดผลอันใด ท่านก็แค่เสียเงินที่ท่านไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่หากสิ่งที่ข้าน้อยกล่าวเป็นความจริงเล่า หากศิลาก้อนนี้สามารถดึงดูดความมั่งคั่งมหาศาลมาให้ท่านได้จริงๆ การปฏิเสธจ่ายเงินหนึ่งตำลึงในวันนี้ จะไม่กลายเป็นการตัดสินใจที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตของท่านหรอกหรือ"
พูดจบนางก็ทำทียกมือขึ้นถอนหายใจยาว แสร้งทำสีหน้าผิดหวังและเวทนาอย่างสุดซึ้ง นางดึงมือที่ถือก้อนหินกลับมาแนบอก ทำท่าจะหันหลังกลับเดินจากไป
"แต่ในเมื่อคุณชายมองไม่เห็นคุณค่าของวาสนาที่สวรรค์ประทานให้ถึงตรงหน้า ข้าน้อยก็คงไม่อาจบังคับฝืนใจท่านได้ ข้าน้อยจะนำศิลาก้อนนี้ไปมอบให้แก่ผู้ที่มีตาแหลมคมและคู่ควรกับมันมากกว่านี้ก็แล้วกัน ขออภัยที่รบกวนเวลาอันมีค่าของคุณชาย ลาก่อนขอรับ"
ไป๋ลี่ถิงหมุนตัวหันหลังกลับด้วยท่วงท่าที่เด็ดเดี่ยวและไร้เยื่อใย นางก้าวเท้าเดินออกไปอย่างเชื่องช้าแต่หนักแน่น ทุกย่างก้าวของนางคือการนับถอยหลังในใจ นางกำลังใช้กลยุทธ์ดึงกลับ หรือที่ในโลกของนางเรียกว่าการสร้างความกลัวที่จะสูญเสียโอกาส มนุษย์เรามักจะไม่เห็นค่าของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจนกว่าสิ่งนั้นกำลังจะถูกพรากไป โดยเฉพาะผู้ที่มีนิสัยเย่อหยิ่งและไม่ชอบให้ใครมาดูถูกสติปัญญาของตนเอง
ฉินจื่อเสวียนยืนนิ่งงันอยู่กับที่ ดวงตาเรียวยาวของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงระคนประหลาดใจอย่างที่สุด เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า เด็กหนุ่มยาจกคลุกฝุ่นผู้นี้จะมีวาทศิลป์ที่ล้ำลึกและเฉียบขาดถึงเพียงนี้ คำพูดทุกประโยคที่พรั่งพรูออกมาจากปากที่เปื้อนเขม่าดำนั้น มันช่างมีเหตุผล มีชั้นเชิง และเต็มไปด้วยศิลปะแห่งการชักจูงใจคนอย่างน่ากลัว
ชายหนุ่มผู้กุมบังเ**ยนเครือข่ายการค้าลับที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ผู้ที่เคยเจรจาธุรกิจกับพ่อค้าหน้าเลือดและขุนนางจอมฉ้อฉลมาแล้วนับไม่ถ้วน เขาสามารถมองออกถึงเล่ห์เหลี่ยมและกลโกงของคู่สนทนาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และเขาก็รู้ดีอยู่เต็มอกว่าเรื่องราวของศิลาบรรพกาลอุกกาบาตอะไรนั่น มันคือนิทานหลอกเด็กที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ เพื่อต้มตุ๋นเงินของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ทว่า สิ่งที่ทำให้ฉินจื่อเสวียนรู้สึกทึ่งจนแทบจะปรบมือให้ ก็คือความสามารถในการพลิกแพลงสถานการณ์ การแก้ต่างให้ข้อบกพร่องของสินค้า และการเล่นกับสภาวะจิตใจของลูกค้าได้อย่างแม่นยำประดุจจับวาง เด็กคนนี้รู้ว่าเขาเป็นคนรวย รู้วิธีที่จะทำให้เขารู้สึกว่าเงินหนึ่งตำลึงนั้นไร้ค่าเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่วาดฝันไว้ และที่สำคัญที่สุด เด็กคนนี้กล้าที่จะท้าทายสติปัญญาของเขา กล้าที่จะเดินหันหลังให้องค์ชายอย่างเย่อหยิ่งเพื่อกระตุ้นสัญชาตญาณความอยากเอาชนะ
"ช่างเป็นการเจรจาที่สมบูรณ์แบบเสียนี่กระไร"
ฉินจื่อเสวียนคิดในใจด้วยความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เลือดในกายของเขาสูบฉีดด้วยความสนุกสนานและท้าทาย เขาประเมินเด็กหนุ่มตรงหน้าใหม่ทั้งหมด นี่ไม่ใช่ขอทาน ไม่ใช่นักต้มตุ๋นกระจอก แต่คือเพชรเม็ดงามที่ยังไม่ได้รับการเจียระไน หากเขาสามารถดึงตัวคนที่มีทักษะการพูดและไหวพริบเป็นเลิศเช่นนี้มาร่วมงานในเครือข่ายธุรกิจลับของเขาได้ คนผู้นี้จะต้องสามารถเจรจาหว่านล้อมพวกขุนนางฉ้อฉลให้ยอมคายผลประโยชน์ออกมาได้อย่างแน่นอน การมีคนปากกล้าและหน้าหนาเช่นนี้อยู่เป็นแนวหน้า จะช่วยเปิดเส้นทางการค้าใหม่ๆ ให้เขาได้อย่างไร้ขีดจำกัด
ความคิดที่จะจับกุมตัวเด็กหนุ่มข้อหาหลอกลวงเบื้องสูงมลายหายไปจนสิ้น ถูกแทนที่ด้วยความคิดที่จะซื้อตัวคนด้วยเงินเพียงหนึ่งตำลึง สำหรับองค์ชายเจ็ดผู้ร่ำรวยล้นฟ้า เงินหนึ่งตำลึงเป็นเพียงเศษฝุ่นจริงๆ แต่การได้ทดสอบและซื้อใจคนที่มีความสามารถระดับนี้นั้น ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในรอบปี
ไป๋ลี่ถิงก้าวเดินไปได้เพียงสามก้าว ภายในใจของนางกำลังร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่ง
"เรียกข้าสิ เรียกข้าสิไอ้คุณชายหน้าหยก หากเจ้าไม่เรียกข้า ข้าจะหันกลับไปด่าเจ้าให้ลืมทางเข้าวังเลยคอยดู"
เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผม นางเริ่มรู้สึกหวาดหวั่นว่ากลยุทธ์ของนางอาจจะใช้ไม่ได้ผลกับบุรุษผู้นี้ หากเขาปล่อยให้นางเดินจากไป ภารกิจเคพีไอของระบบก็จะเป็นอันล้มเหลว และนางจะต้องกลายเป็นคนเสียสติปากเบี้ยวจริงๆ
และในวินาทีที่ความอดทนของนางกำลังจะขาดสะบั้นลงนั่นเอง เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยก็ดังก้องขึ้นมาจากเบื้องหลัง
"ช้าก่อน เจ้าศิษย์น้อยแห่งคุนหลุน จงหยุดเดินเดี๋ยวนี้"
ไป๋ลี่ถิงชะงักฝีเท้ากะทันหัน หัวใจของนางเต้นแรงจนแทบจะกระดอนออกมานอกอก นางลอบยิ้มกว้างอย่างผู้ชนะในใจ แต่ภายนอกนางยังคงปั้นหน้าขรึมและหันกลับมามองฉินจื่อเสวียนด้วยท่าทีเรียบเฉย
"คุณชายมีเหตุอันใดให้ข้าน้อยต้องรั้งอยู่หรือขอรับ หรือว่าท่านเปลี่ยนใจอยากจะร่วมสร้างกุศลเพื่อต่อยอดวาสนาของท่านแล้ว" นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้แสดงความดีใจจนเกินเหตุ
ฉินจื่อเสวียนเดินก้าวเข้ามาหานางด้วยท่วงท่าที่สง่างาม รอยยิ้มยียวนบนใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความชื่นชมและเอ็นดูอย่างประหลาด เขาโบกพัดจีบในมือเบาๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นตลาด เสียงหัวเราะที่ดังกังวานและเต็มไปด้วยความเบิกบานใจ ทำเอาองครักษ์และชาวบ้านรอบด้านต่างพากันงุนงงไปตามๆ กัน
"ฮ่าๆๆๆ ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆ เจ้าเป็นคนแรกในเมืองหลวงแห่งนี้ที่กล้าสั่งสอนข้าและทำให้ข้ารู้สึกว่าเงินหนึ่งตำลึงของข้านั้นช่างไร้ค่าเสียเหลือเกิน วาทศิลป์ของเจ้าช่างลื่นไหลประดุจทานตะวันชโลมน้ำมัน ข้าขอยอมรับพ่ายแพ้ต่อศิลปะการพูดของเจ้าโดยศิโรราบ"
ชายหนุ่มหยุดหัวเราะ เขาสบตากับไป๋ลี่ถิงด้วยแววตาที่จริงจังขึ้นเล็กน้อย
"เจ้าพูดถูก การปฏิเสธวาสนาที่อยู่ตรงหน้าเป็นเรื่องที่โง่เขลา และข้าก็ไม่ใช่คนโง่เขลาเสียด้วย หากศิลาก้อนนี้สามารถนำพาโชคลาภมาให้ข้าได้จริงตามที่เจ้าอ้าง เงินหนึ่งตำลึงนี้ก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ายิ่งกว่าการซื้อเหมืองทองคำเสียอีก ข้าตกลงซื้อศิลาบรรพกาลสะกดวิญญาณของเจ้า ในราคาหนึ่งตำลึงเงินถ้วน ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่ครึ่งอีแปะ"
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกจากปากขององค์ชายเจ็ด เสียงฮือฮาดังอื้ออึงก็ระเบิดขึ้นในหมู่ชาวบ้าน ทุกคนต่างอ้าปากค้างและเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ไม่มีใครคาดคิดว่าคุณชายผู้สูงศักดิ์จะยอมเสียรู้จ่ายเงินก้อนโตเพื่อซื้อก้อนหินสกปรกก้อนหนึ่ง องครักษ์ร่างยักษ์ถึงกับทำหน้าเหวอ รีบก้าวเข้ามาทำท่าจะคัดค้าน
"องค์ชายขอรับ ท่านอย่าไปหลงเชื่อคำลวงของนัง... เอ่อ ของเด็กขอทานนี่นะขอรับ มันคือหินข้างทางชัดๆ"
"หุบปาก อาหลง ข้าตัดสินใจแล้ว เงินของข้า ข้าจะซื้อสิ่งใดก็ย่อมได้ เจ้าจงหยิบเงินในถุงออกมาให้เขาหนึ่งตำลึงเงินเดี๋ยวนี้"
ฉินจื่อเสวียนตวาดสั่งเสียงเฉียบขาด องครักษ์ร่างยักษ์จำใจต้องหุบปากลงอย่างรวดเร็ว เขาล้วงมือเข้าไปในถุงเงินที่เอวด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย หยิบก้อนเงินรูปเกือกม้าที่ส่องประกายแวววาวขนาดหนึ่งตำลึงออกมาอย่างแสนเสียดาย ก่อนจะยื่นส่งให้ไป๋ลี่ถิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น