ดวงอาทิตย์ยามเย็นคล้อยต่ำลงจนแตะขอบฟ้า สาดทอแสงสีส้มอมแดงอาบย้อมไปทั่วทั้งเมืองหลวง ทว่าความงดงามของธรรมชาติกลับไม่ได้อยู่ในสายตาของยอดนักขายมือทองเลยแม้แต่น้อย ร่างเล็กจ้อยในคราบเด็กหนุ่มยาจกมอมแมมกำลังวิ่งสับขาหลอกทะลวงผ่านฝูงชนในตรอกแคบๆ อย่างไม่คิดชีวิต สองเท้าของไป๋ลี่ถิงก้าวสลับกันด้วยความเร็วระดับที่นักวิ่งมาราธอนยังต้องยอมศิโรราบ มือขวากำก้อนเงินหนึ่งตำลึงที่เพิ่งจะหลอกลวง... เอ้อ ปิดการขายมาได้อย่างเฉียดฉิวเอาไว้ในสาบเสื้อแน่นหนาราวกับกลัวว่ามันจะงอกปีกบินหนี ส่วนมือซ้ายก็จับคอเสื้อของอาชิง สาวใช้ตัวน้อยที่วิ่งตามมาด้วยสภาพลิ้นห้อยหอบหายใจแฮกๆ ประดุจสุนัขหอบแดด
"คุณหนูสาม บ่าว... บ่าววิ่งไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ ปอดบ่าวจะฉีกแล้ว"
อาชิงร้องโอดครวญด้วยน้ำเสียงที่ขาดห้วง ใบหน้าที่เปื้อนฝุ่นดินบิดเบี้ยวไปด้วยความเหนื่อยล้าอย่างถึงขีดสุด
ไป๋ลี่ถิงไม่ได้ลดความเร็วลงเลยแม้แต่น้อย นางหันขวับมาถลึงตาใส่สาวใช้คนสนิทด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความดุดันและมุ่งมั่นประดุจแม่ทัพที่กำลังนำทัพฝ่าวงล้อมศัตรู
"หุบปากแล้ววิ่งต่อไปอาชิง หากเจ้าหยุดวิ่งตอนนี้แล้วพวกองครักษ์หน้าโง่ขององค์ชายเจ็ดตามมาทัน พวกเราได้ถูกสับเป็นหมูบะช่อเอาไปทำเกี๊ยวให้สุนัขกินแน่ ความรวยมันต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและแรงกาย อดทนอีกนิดเดียว รูสุนัขแห่งอิสรภาพอยู่เบื้องหน้าเราแล้ว"
คำปลุกใจที่ฟังดูพิลึกพิลั่นทำเอาอาชิงต้องกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอแล้วกัดฟันวิ่งสับขาต่อไปอย่างไม่คิดชีวิต ทั้งสองลัดเลาะผ่านกองขยะ กระโดดข้ามแอ่งน้ำขัง และมุดหลบใต้ราวตากผ้าของชาวบ้าน จนกระทั่งมาถึงกำแพงอิฐเก่าคร่ำคร่าทางทิศตะวันตกของจวนเผิงกวงโหว ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยพงหญ้าคาที่ขึ้นรกชัฏสูงท่วมหัว
ไป๋ลี่ถิงเบรกกะทันหันจนฝุ่นตลบ นางกวาดสายตามองซ้ายมองขวาประดุจโจรย่องเบาที่กำลังสำรวจลาดเลา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดแอบซุ่มดูอยู่ นางก็ทิ้งตัวลงนอนคว่ำกับพื้นดินที่ชื้นแฉะอย่างไม่ลังเล สองมือแหวกกอหญ้าออกเผยให้เห็นช่องโหว่ขนาดพอดีตัวที่ก้นกำแพง รูสุนัขลอดที่นางใช้เป็นเส้นทางลับในการหลบหนีออกไปทำมาหากิน
นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อทำใจรับกลิ่นเหม็นสาบของดินโคลนและมูลสัตว์ที่ลอยคลุ้งอยู่บริเวณนั้น ก่อนจะเริ่มกระดึ๊บร่างกายมุดเข้าไปในช่องแคบๆ อย่างทุลักทุเล เสื้อผ้าบุรุษตัวโคร่งเกี่ยวเข้ากับเศษรากไม้จนขาดเป็นรอยแหว่งเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง ศีรษะของนางขูดเข้ากับก้อนอิฐด้านบนจนฝุ่นผงร่วงกราวลงมาคลุมหน้า แต่ความโลภและความหวงแหนในเงินหนึ่งตำลึงทำให้นางมีเรี่ยวแรงมหาศาลผลักดันตนเองจนหลุดพ้นเข้ามาภายในอาณาเขตของจวนเผิงกวงโหวได้อย่างปลอดภัย
เมื่อมุดพ้นรูสุนัขเข้ามาได้ ไป๋ลี่ถิงก็ยันตัวลุกขึ้นนั่งหอบหายใจอย่างหนักหน่วง นางปัดเศษใบไม้และดินโคลนออกจากเสื้อผ้าอย่างลวกๆ พลางชะโงกหน้ากลับไปมองอาชิงที่กำลังคลานตามเข้ามาด้วยสภาพที่ดูไม่จืด สาวใช้ตัวน้อยร้องไห้กระซิกๆ ด้วยความอับอายที่ต้องมาทำเรื่องเสื่อมเสียเกียรติยศเช่นนี้ แต่ก็ไม่กล้าปริปากบ่นออกมาดังๆ
"เยี่ยมมากอาชิง การมุดรูสุนัขก็เปรียบเสมือนการมุดผ่านอุปสรรคของการทำธุรกิจ หากเราไม่กล้าที่จะลดตัวลงมาคลุกฝุ่น เราก็จะไม่มีวันได้ยืนหยัดอยู่บนกองเงินกองทอง"
ไป๋ลี่ถิงเอ่ยสั่งสอนด้วยปรัชญาการขายที่หน้าด้านที่สุดในโลก นางพยุงร่างของสาวใช้ให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะดึงตัวอาชิงให้รีบเดินลัดเลาะไปตามเงาของต้นไม้ใหญ่ มุ่งหน้ากลับสู่เรือนหลักอันซอมซ่ออย่างรวดเร็วและเงียบเชียบที่สุด เมื่อทั้งสองลอบเข้ามาถึงภายในห้องนอนของไป๋ลี่ถิงได้สำเร็จโดยไม่มีใครจับได้ หญิงสาวก็ถอนหายใจยาวพรืดออกมาด้วยความโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก
นางรีบเดินไปที่อ่างน้ำทองเหลือง วักน้ำขึ้นมาล้างคราบเขม่าดำปี๋และดินโคลนออกจากใบหน้าและมืออย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นผิวพรรณที่ขาวผ่องเนียนละเอียดและใบหน้าที่งดงามหมดจดตามแบบฉบับของคุณหนูตระกูลผู้ดี แม้จะดูซูบผอมไปบ้างแต่ก็ไม่อาจปิดบังความงามที่แท้จริงได้ เมื่อชำระล้างร่างกายจนสะอาดสะอ้าน นางก็จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับมาสวมชุดกระโปรงสีเทาซีดเซียวตัวเดิมของตนเอง
"เอาล่ะ ทีนี้ก็ถึงเวลาจัดการกับผลกำไรก้อนแรกของเราเสียที"
ไป๋ลี่ถิงพึมพำกับตัวเองด้วยดวงตาที่เปล่งประกายวาววับประดุจดวงดาวในคืนเดือนมืด นางล้วงมือก้มลงไปในสาบเสื้อ แล้วหยิบเอาก้อนเงินหนึ่งตำลึงออกมาวางไว้บนโต๊ะไม้เก่าๆ กลางห้อง แสงเทียนสลัวๆ ที่ส่องกระทบกับก้อนเงินทำให้มันดูมีมนต์ขลังและงดงามยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก นางลูบคลำมันด้วยความรักใคร่หลงใหลราวกับมันเป็นบุตรในอุทร
สมองอันปราดเปรื่องเริ่มประมวลผลหาสถานที่ซ่อนสมบัติที่ปลอดภัยที่สุดในเรือนผุพังแห่งนี้ หากนำไปซ่อนไว้ใต้เตียงก็อาจจะถูกหนูคาบไป หากซ่อนไว้ในตู้เสื้อผ้าก็อาจจะถูกพวกอนุภรรยาจอมมารยาที่ชอบส่งบ่าวไพร่มาด้อมๆ มองๆ ขโมยไปได้ นางเดินวนไปวนมากลางห้อง สายตาสแกนไปตามซอกมุมต่างๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วน จนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับเสาไม้ต้นหนึ่งที่อยู่ติดกับมุมห้องด้านในสุด เสาต้นนั้นมีรอยแตกเป็นช่องโหว่ขนาดพอดีมือสอดเข้าไปได้ ซึ่งเกิดจากการถูกปลวกแทะกินจนเนื้อไม้ด้านในกลวงโบ๋
"ตรงนี้แหละ ปลอดภัยที่สุด ใครจะไปคิดว่าเศรษฐีนีอย่างข้าจะเอาเงินทองไปซ่อนไว้ในรังปลวก"
นางยิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจ เดินตรงเข้าไปที่เสาไม้ต้นนั้น สำรวจดูให้แน่ใจว่าไม่มีสัตว์มีพิษซุกซ่อนอยู่ ก่อนจะค่อยๆ หย่อนก้อนเงินหนึ่งตำลึงลงไปในช่องโหว่นั้นอย่างระมัดระวัง เสียงก้อนโลหะกระทบกับเนื้อไม้ด้านในดังกึกเบาๆ เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการเก็บรักษาเงินทุนรอนสำหรับการต่อยอดธุรกิจในอนาคต
และในวินาทีที่ภารกิจทุกอย่างลุล่วงไปได้ด้วยดี ความผ่อนคลายก็เข้ามาเยือน ทว่าความสงบสุขมักจะอยู่กับนางได้ไม่นาน เสียงสัญญาณเตือนดังติ๊งขึ้นมาในหัวของนางอีกครั้ง พร้อมกับข้อความและน้ำเสียงของระบบที่กวนประสาทจนแทบอยากจะลากมันออกมาตบกลางสี่แยก
"สรุปผลประกอบการภารกิจเคพีไอ โฮสต์ ไป๋ลี่ถิง สามารถบังคับขายก้อนหินสกปรกให้แก่ลูกค้าเป้าหมายระดับทองคำได้ในราคาหนึ่งตำลึงเงิน สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ระบบขอชื่นชมในความหน้าหนาและทักษะการปั้นน้ำเป็นตัวที่เหนือชั้นกว่านักต้มตุ๋นสิบแปดมงกุฎทั่วไป โฮสต์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ศีลธรรมและจรรยาบรรณทางการค้าเป็นเพียงคำศัพท์ที่ไม่มีบัญญัติไว้ในพจนานุกรมของโฮสต์"
ข้อความเยาะเย้ยถากถางดังก้องอยู่ในสมอง ทำเอาไป๋ลี่ถิงถึงกับคิ้วกระตุกยิกๆ นางยืนกอดอกจังก้าและส่งกระแสความคิดด่าสวนกลับไปอย่างดุเดือด
"หุบปากไปเลยไอ้ระบบกวนส้น เจ้าเป็นคนบังคับให้ข้าต้องทำเรื่องหน้าด้านเช่นนี้เองแท้ๆ ยังจะมีหน้ามาประชดประชันข้าอีก นี่เขาเรียกว่าศิลปะการเล่าเรื่องเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าต่างหากเล่า ลูกค้าพึงพอใจที่จะจ่าย ข้าก็พึงพอใจที่จะรับ มันเป็นการค้าที่วินวินทั้งสองฝ่าย เจ้ามีหน้าที่ประมวลผลก็ประมวลไป อย่ามาทำตัวเป็นนักบวชเทศนาสั่งสอนข้า"
"ระบบเพียงแค่กล่าวตามข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ ไม่ได้มีเจตนาเทศนาแต่อย่างใด เพื่อเป็นรางวัลสำหรับความสำเร็จในการลวงโลกครั้งแรก ระบบได้ทำการอัปเดตค่าประสบการณ์ให้โฮสต์แล้ว บัดนี้โฮสต์ขยับเข้าใกล้การเลื่อนขั้นเป็นเซลส์ระดับสองอีกนิดหนึ่ง ส่วนรางวัลพิเศษสุดเซอร์ไพรส์ที่ระบบเคยสัญญาไว้... ระบบได้ทำการปลดล็อกทักษะ รอยยิ้มพิมพ์ใจสลายทรัพย์ ให้แก่โฮสต์ เมื่อใดที่โฮสต์ฉีกยิ้มนี้ให้แก่เป้าหมาย มันจะช่วยลดทอนความระแวดระวังและเพิ่มความลุ่มหลงให้แก่ลูกค้าได้ร้อยละสิบชั่วขณะ ขอให้โฮสต์ใช้มันในการต้มตุ๋นครั้งต่อไปให้เกิดประโยชน์สูงสุด"
ไป๋ลี่ถิงอ้าปากค้างเมื่อได้ยินรางวัลที่ได้รับ ทักษะรอยยิ้มพิมพ์ใจสลายทรัพย์งั้นหรือ นี่มันเครื่องมือสนับสนุนการขายชั้นยอดที่นางใฝ่ฝันหา แม้ชื่อทักษะมันจะดูเหมือนวิชามารของนางโลมไปสักหน่อย แต่เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละสิบในการเจรจาก็ถือว่าคุ้มค่ามหาศาล นางลอบยิ้มกริ่มในใจ ความหงุดหงิดที่ถูกระบบแซะเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น
ในขณะที่ไป๋ลี่ถิงกำลังดื่มด่ำกับความสำเร็จและของรางวัลอยู่ในเรือนหลักอันซอมซ่อ ตัดภาพมาที่จวนองค์ชายเจ็ดอันโอ่อ่าหรูหราประดุจสรวงสวรรค์บนดิน คฤหาสน์ที่กว้างใหญ่ไพศาลถูกตกแต่งด้วยสระบัวที่น้ำใสแจ๋วมองเห็นตัวปลาคาร์ปสีทองแหวกว่าย ศาลาพักผ่อนทำจากไม้หอมแกะสลักลวดลายวิจิตร และโคมไฟทำจากผ้าแพรเนื้อดีที่ส่องสว่างไสวไปทั่วทุกมุม
ภายในห้องหนังสือส่วนตัวขององค์ชายเจ็ด กลิ่นเครื่องหอมอำพันทะเลชั้นเลิศลอยอบอวลไปทั่วห้อง ฉินจื่อเสวียนในชุดลำลองผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์กำลังนั่งเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้บุนวมอย่างเกียจคร้าน ในมือของเขาไม่ได้ถือม้วนตำราหรือพู่กัน แต่กลับกำลังโยนก้อนหินสีเทาอมเขียวผิวขรุขระที่เพิ่งซื้อมาในราคาหนึ่งตำลึงเงินขึ้นรับลงอย่างเพลิดเพลิน มุมปากของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก
แสงเทียนในห้องวูบไหวอย่างรุนแรงชั่วขณะ ก่อนที่เงาสีดำสายหนึ่งจะตกลงมาจากขื่อคานด้านบนอย่างไร้สรรพเสียง องครักษ์เงาหมายเลขสามในชุดพรางตัวสีดำสนิทคุกเข่าลงเบื้องหน้าผู้เป็นนายด้วยท่วงท่าที่สงบนิ่งและเด็ดขาด
"รายงานองค์ชาย ข้าน้อยได้ติดตามเป้าหมายไปตามคำสั่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
น้ำเสียงแหบพร่าและเย็นชาขององครักษ์เงาดังขึ้นทำลายความเงียบในห้อง
ฉินจื่อเสวียนหยุดโยนก้อนหิน เขากำมันไว้ในฝ่ามือและวางข้อศอกลงบนโต๊ะไม้จันทน์แดง ชะโงกหน้าไปข้างหน้าเล็กน้อยด้วยความสนใจอย่างเต็มเปี่ยม ดวงตาเรียวยาวที่เคยดูล่องลอยบัดนี้เปล่งประกายคมกริบประดุจใบมีด
"ว่ามา เขาหลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ใด เป็นคนของแก๊งขอทานกลุ่มใด หรือว่าเป็นสายลับที่พวกขุนนางเฒ่าส่งมาทดสอบข้า เล่ามาให้ละเอียดทุกฝีก้าว ข้าอยากรู้ว่านักต้มตุ๋นฝีปากกล้าผู้นี้มีภูมิหลังที่น่าตื่นเต้นเพียงใด"
องครักษ์เงาหมายเลขสามก้มศีรษะลงต่ำกว่าเดิม ท่าทางของเขามีความลังเลและสับสนเจือปนอยู่อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่หาได้ยากยิ่งสำหรับนักฆ่าและสายลับที่ถูกฝึกมาอย่างโชกโชน
"ทูลองค์ชาย เป้าหมายมิใช่คนของแก๊งขอทาน และมิใช่สายลับของขุนนางฝ่ายใดพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยสะกดรอยตามเขาฝ่าฝูงชนไปจนถึงตรอกแคบๆ ทางทิศตะวันตกของเมือง เขาวิ่งหลบหลีกผู้คนด้วยความเร็วและความชำนาญเส้นทางอย่างยิ่ง จนกระทั่ง..."
องครักษ์เงาหยุดเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ราวกับกำลังพยายามเรียบเรียงคำพูดที่จะไม่ทำให้องค์ชายต้องกริ้ว
"จนกระทั่งอันใด พูดมาให้จบ อย่ามัวแต่อมพะนำ"
ฉินจื่อเสวียนเร่งเร้าด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย
"จนกระทั่งเป้าหมายวิ่งไปหยุดอยู่ที่กำแพงด้านหลังของจวนเผิงกวงโหวพ่ะย่ะค่ะ จากนั้นเขากับเด็กรับใช้ก็ทิ้งตัวลงนอนคว่ำกับพื้น แล้วก็... เอ่อ... มุดเข้าไปในรูสุนัขลอดใต้กำแพงเพื่อแอบเข้าไปภายในจวนพ่ะย่ะค่ะ"
"มุดรูสุนัข!"
ฉินจื่อเสวียนหลุดปากอุทานออกมาเสียงดัง เขาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตกตะลึงระคนขบขันอย่างที่สุด ดวงตาเรียวยาวเบิกกว้างขึ้น ภาพของเด็กหนุ่มผู้มีวาทศิลป์ล้ำเลิศและเย่อหยิ่งทระนงกลางตลาด แต่กลับต้องมาคลานมุดรูสุนัขหนีกลับจวน ช่างเป็นภาพที่ขัดแย้งและตลกขบขันจนเขาแทบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่
"น่าสนใจ เป็นเด็กรับใช้ในจวนเผิงกวงโหวอย่างนั้นหรือ จวนที่กำลังตกต่ำและมีท่านโหวที่เอาแต่แต่งบทกวีจนครอบครัวแทบจะล่มจมจวนนั้นน่ะหรือ มีบ่าวไพร่ที่ฉลาดแกมโกงเช่นนี้ซุกซ่อนอยู่ด้วยงั้นหรือ"
ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเองด้วยความประหลาดใจ
"มิใช่พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย"
องครักษ์เงาขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น
"ข้าน้อยได้ลอบเร้นกายข้ามกำแพงตามเข้าไปสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด เป้าหมายมุ่งตรงไปยังเรือนหลักอันซอมซ่อที่สุดของจวน เมื่อเป้าหมายล้างคราบเขม่าดำออกจากใบหน้าและเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย ข้าน้อยจึงได้ประจักษ์แก่สายตาว่า เด็กหนุ่มขอทานผู้นั้น แท้จริงแล้วเป็นสตรีพ่ะย่ะค่ะ... และนางก็คือ ไป๋ลี่ถิง คุณหนูสามแห่งจวนเผิงกวงโหว ฮูหยินเอกเป็นมารดาของนาง และนางคือสตรีผู้ที่เพิ่งจะมีข่าวลืออื้ออึงไปทั่วเมืองหลวงว่าแอบผูกคอตายหนีอาย เพราะถูกคุณชายตระกูลโหยวถอนหมั้นแล้วหันไปเลือกพี่หญิงรองของนางแทนพ่ะย่ะค่ะ"
เคร้ง!
ก้อนหินในมือของฉินจื่อเสวียนร่วงหล่นลงมากระทบโต๊ะไม้จันทน์แดงเสียงดังสนั่น องค์ชายเจ็ดผู้ปราดเปรื่องและกุมความลับมากมายในแผ่นดินถึงกับยืนนิ่งแข็งทื่อเป็นรูปปั้นหินไปในบัดดล สมองของเขาพยายามประมวลผลข้อมูลที่พลิกความคาดหมายอย่างรุนแรงนี้อย่างบ้าคลั่ง
ไป๋ลี่ถิง? คุณหนูสามผู้ขี้ขลาดตาขาวและอ่อนแอจนถึงขั้นต้องจบชีวิตตัวเองเพราะเรื่องบุรุษผู้นั้นน่ะหรือ? สตรีที่วันๆ เอาแต่ซุกหัวร้องไห้อยู่แต่ในห้องหอผู้นั้นน่ะหรือ?
ภาพของเด็กหนุ่มยาจกที่ยืนประจันหน้ากับเขาอย่างองอาจ ดวงตาที่เปล่งประกายความเจ้าเล่ห์และเด็ดเดี่ยว วาทศิลป์ที่คมคายและลื่นไหลประดุจสายน้ำ การพลิกแพลงสถานการณ์เพื่อรีดไถเงินหนึ่งตำลึงอย่างหน้าไม่อาย ภาพเหล่านั้นซ้อนทับเข้ากับภาพของคุณหนูสามผู้บอบช้ำและน่าเวทนาที่เขาเคยได้ยินจากข่าวลือ มันช่างขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงราวกับเป็นคนละคน
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องหนังสืออยู่เนิ่นนาน จนกระทั่งเสียงหัวเราะทุ้มต่ำก็เริ่มดังเล็ดลอดออกมาจากลำคอของฉินจื่อเสวียน จากเสียงหัวเราะเบาๆ ค่อยๆ ทวีความดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นการระเบิดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งและหลุดมาดของคุณชายเสเพลอย่างสิ้นเชิง เขาหัวเราะจนต้องเอามือกุมท้อง น้ำตาเล็ดออกมาจากหางตา
"ฮ่าๆๆๆ สวรรค์! นี่มันเรื่องตลกอันใดกัน! คุณหนูตกอับที่เพิ่งจะรอดตายจากการผูกคอ ปลอมตัวเป็นยาจกมุดรูสุนัขออกจากจวน มายืนหลอกขายก้อนหินข้างทางให้ข้ากลางตลาด! นางหลอกเอาเงินหนึ่งตำลึงขององค์ชายเพื่อเอาไปทำทุนงั้นหรือ! ฮ่าๆๆๆ ช่างกล้าหาญ! ช่างหน้าด้าน! ช่างวิเศษเสียนี่กระไร!"
ฉินจื่อเสวียนทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตามเดิม เขายกมือขึ้นปาดน้ำตาที่หางตา ดวงตาเรียวยาวเปล่งประกายเจิดจ้าไปด้วยความตื่นเต้นและสนใจอย่างถึงที่สุด ความเก่งกาจและวาทศิลป์ที่เขาชื่นชมเมื่อครู่ บัดนี้เมื่อรู้ว่าเป็นฝีมือของสตรีในห้องหอที่กำลังตกที่นั่งลำบาก มันยิ่งทำให้นางดูน่าค้นหาและมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างประหลาด
ข่าวลือที่ว่านางอ่อนแอและโง่เขลานั้น คงเป็นเพียงเปลือกนอกที่ผู้คนสร้างขึ้น หรือไม่การเฉียดตายในครั้งนั้นก็คงจะปลุกวิญญาณปีศาจจอมเจ้าเล่ห์ในตัวนางให้ตื่นขึ้นมา ผู้หญิงที่กล้าใช้ความฉลาดแกมโกงเพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอดและหาเงินเข้ากระเป๋าอย่างไม่เลือกวิธีการเช่นนี้แหละ คือหมากตัวสำคัญที่เขาตามหามาตลอด
"คุณหนูสาม ไป๋ลี่ถิง... เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจได้อย่างร้ายกาจจริงๆ"
ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง รอยยิ้มที่มุมปากไม่ได้เป็นเพียงความยียวนอีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วยความหมายแฝงที่ลึกล้ำ
"ในเมื่อเจ้ากล้าเอาหินมาหลอกขายข้า ก็เท่ากับเจ้าเป็นหนี้ข้าแล้วหนึ่งตำลึงเงิน และคนอย่างฉินจื่อเสวียน ไม่เคยปล่อยให้ลูกหนี้คนไหนลอยนวลไปได้โดยไม่คิดดอกเบี้ยอย่างสาสม"