ตอนที่ 31 วิเคราะห์จุดบอดสินค้า

2746 Words
บรรยากาศภายในห้องนอนอันซอมซ่อของเรือนหลักที่เพิ่งผ่านพ้นการถูกรื้อค้นประดุจสมรภูมิรบ เต็มไปด้วยความเงียบงันที่น่าอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก เศษฝุ่นละอองล่องลอยปลิวว่อนอยู่กลางอากาศกระทบกับแสงแดดยามสายที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา สายตาทุกคู่ของบ่าวไพร่ อนุหมิน ไป๋ลี่ชาน และไป๋จิ่งกู้ผู้เป็นบิดา ต่างพุ่งเป้าไปที่ร่างระหงของไป๋ลี่ถิง พวกเขาล้วนคาดหวังและรอคอยที่จะได้เห็นภาพเหตุการณ์อันคุ้นตา นั่นคือการที่สตรีผู้ถูกจับได้คาหนังคาเขาทรุดตัวลงคุกเข่าบนพื้นกระดาน ร้องไห้ฟูมฟายจนน้ำมูกน้ำตาไหลอาบแก้ม กอดแข้งกอดขาบิดาเพื่อขอความเมตตา และร้องตะโกนเสียงหลงว่าตนเองถูกใส่ร้ายตามแบบฉบับของสตรีผู้อ่อนแอในคณะงิ้วทั่วไป ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของทุกคนในยามนี้กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ไป๋ลี่ถิง ยอดนักขายมือทองจากโลกอนาคต ไม่ได้แสดงอาการหวาดผวา ไม่ได้ตัวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำ และไม่มีแม้แต่น้ำตาหยดเดียวที่จะร่วงหล่นลงมาประดับใบหน้างดงาม นางเพียงแค่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลายและเกียจคร้านประดุจประธานกรรมการบริษัทที่กำลังยืนมองดูพนักงานฝึกหัดทำรายงานสรุปผลประกอบการผิดพลาด ริมฝีปากบางเฉียบของนางคลี่ออกเป็นรอยยิ้มเยือกเย็นที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันและสมเพชเวทนาอย่างถึงที่สุด การแสดงออกที่ผิดมนุษย์มนาของนางทำเอาไป๋จิ่งกู้ถึงกับชะงักงัน คำด่าทอที่เตรียมจะพ่นออกมาอีกระลอกถูกกลืนหายกลับลงไปในลำคอ ส่วนอนุหมินและไป๋ลี่ชานก็ลอบขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นที่เริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจ นังเด็กเมื่อวานซืนผู้นี้เหตุใดจึงใจดีสู้เสือได้ถึงเพียงนี้ ไป๋ลี่ถิงค่อยๆ คลายวงแขนที่กอดอกออก นางก้าวเท้าเดินไปเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่นและทรงอำนาจ ทุกย่างก้าวของนางบนพื้นกระดานไม้ที่เต็มไปด้วยเศษข้าวของกระจัดกระจายนั้นดูสง่างามประดุจนางพญาหงส์ที่กำลังเดินตรวจตราอาณาเขตของตนเอง บ่าวไพร่ที่ยืนขวางทางอยู่ต่างพากันก้าวถอยหลังหลบทางให้นางโดยอัตโนมัติราวกับถูกรังสีอำมหิตบางอย่างกดทับเอาไว้ หญิงสาวเดินตรงไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าสาวใช้ร่างอวบของอนุหมินผู้ซึ่งเป็นคนค้นพบห่อผ้าสีแดงและกำลังยืนถือปิ่นทองพระราชทานเอาไว้ในมือด้วยท่าทางสั่นเทา "ส่งสินค้าตัวอย่างชิ้นนั้นมาให้ข้าตรวจสอบสักหน่อยเถิด" ไป๋ลี่ถิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด นางไม่รอให้สาวใช้ผู้นั้นตอบรับหรือปฏิเสธ มือเรียวยาวขาวผ่องก็ยื่นออกไปฉกเอาปิ่นทองคำสลักลายมังกรเมฆามาจากมือของบ่าวรับใช้ผู้นั้นอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมชาติประดุจการหยิบของของตนเอง สาวใช้ร่างอวบสะดุ้งสุดตัวแต่ก็ไม่กล้าชักมือกลับ ได้แต่มองหน้าอนุหมินผู้เป็นนายด้วยความเลิ่กลั่ก ไป๋จิ่งกู้เห็นพฤติกรรมอุกอาจของบุตรสาวก็อ้าปากเตรียมจะตวาดด่า ทว่าไป๋ลี่ถิงกลับชูปิ่นทองขึ้นสูงระดับสายตา ส่องกระทบกับแสงแดด แล้วเริ่มเปิดฉากการวิเคราะห์สินค้าด้วยวาทศิลป์ที่ทำให้ทุกคนต้องยืนอ้าปากค้าง "ท่านพ่อ ฮูหยินรอง และพี่หญิงรอง พวกท่านลองใช้สายตาอันแหลมคมของพวกท่านพิจารณาดูกระบวนการทำงานของโจรผู้นี้ให้ดีเถิดเจ้าค่ะ ในฐานะที่ข้าเคยศึกษาศาสตร์แห่งการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและการจัดวางสินค้ามาอย่างถ่องแท้ ข้าขออนุญาตชี้แจงจุดบอดอันใหญ่หลวงของแผนการตลาดตื้นๆ นี้ให้พวกท่านได้ประจักษ์แก่สายตา" หญิงสาวหมุนปิ่นทองไปมาในมือช้าๆ ริมฝีปากยังคงประดับรอยยิ้มเย้ยหยัน "ข้อแรก หากข้าเป็นมหาโจรที่กล้าขโมยของสำคัญระดับคอขาดบาดตายเช่นปิ่นทองพระราชทานชิ้นนี้ ข้าย่อมต้องรู้ดีว่ามูลค่าของมันมหาศาลเพียงใด และโทษทัณฑ์ของการถูกจับได้นั้นหนักหนาสาหัสถึงขั้นประหารเจ็ดชั่วโคตร เมื่อรู้เช่นนั้นแล้ว ท่านคิดว่าข้าจะนำของกลางชิ้นนี้มาห่อด้วยผ้าแพรสีแดงสดใสสะดุดตาประดุจห่อของขวัญวันตรุษจีน แล้วนำมาซุกซ่อนเอาไว้ใต้ฟูกนอนในห้องนอนของตนเองอย่างนั้นหรือเจ้าคะ" ไป๋ลี่ถิงก้าวเดินวนไปรอบๆ โต๊ะกลางห้อง สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าของทุกคนทีละคน "การนำของมีค่ามาซ่อนไว้ในสถานที่ที่หาง่ายที่สุดและเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่สุดของตนเอง มันเป็นการกระทำที่โง่เขลาเบาปัญญาและผิดหลักตรรกะศาสตร์ของการเป็นโจรอย่างสิ้นเชิง หากข้าเป็นขโมยตัวจริง ข้าย่อมต้องนำของชิ้นนี้ไปซ่อนไว้นอกจวน นำไปฝังดินไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ในป่าลึก นำไปถ่วงก้อนหินทิ้งลงก้นแม่น้ำ หรือไม่ก็นำไปจำนำในตลาดมืดแคว้นอื่นเสียตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้มันมา ข้าจะไม่มีวันเก็บวัตถุระเบิดเวลาชิ้นนี้เอาไว้ใกล้ตัวเพื่อรอให้พวกท่านแห่ขบวนกันมาค้นพบอย่างง่ายดายประดุจปอกกล้วยเข้าปากเช่นนี้เด็ดขาด" คำอธิบายที่เปี่ยมไปด้วยเหตุผลและหลักการอันแน่นหนาประดุจกำแพงเมืองเหล็ก ทำเอาไป๋จิ่งกู้เริ่มมีสีหน้าลังเลและสับสนอย่างเห็นได้ชัด ความโกรธแค้นที่เคยลุกโชนเริ่มมอดดับลงถูกแทนที่ด้วยความคลางแคลงใจ บ่าวไพร่หลายคนเริ่มพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยกับคำพูดของคุณหนูสาม เพราะตรรกะที่นางนำมาอ้างนั้นมันคือความจริงที่ผู้มีสติปัญญาย่อมมองเห็นได้ ไป๋ลี่ชานที่ยืนฟังอยู่นานเริ่มรู้สึกตัวว่าสถานการณ์กำลังพลิกผัน แผนการที่นางและมารดาอุตส่าห์วางเอาไว้อย่างแยบยลกำลังจะถูกน้องสาวตัวดีฉีกกระชากจนไม่เหลือชิ้นดี นางรีบก้าวออกมาข้างหน้า แสร้งทำน้ำเสียงสั่นเครือและพูดแทรกขึ้นมาด้วยความร้อนรนเพื่อกอบกู้สถานการณ์ "น้องหญิงสาม เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใดกัน โจรที่เพิ่งขโมยของมาใหม่ๆ ย่อมต้องมีความหวาดกลัวและลุกลี้ลุกลนเป็นธรรมดา เจ้าอาจจะรีบร้อนกลัวคนมาเห็นเข้า จึงทำได้เพียงคว้าผ้าแพรใกล้มือมาห่อลวกๆ แล้วยัดมันไว้ใต้ฟูกนอนของเจ้าไปก่อนเพราะหาที่ซ่อนที่ดีกว่านี้ไม่ทัน เจ้าอย่ามาใช้วาทศิลป์บ่ายเบี่ยงความผิดของตนเองเลย หลักฐานมันอยู่ที่เตียงของเจ้า มันก็ย่อมต้องเป็นฝีมือของเจ้าอย่างปฏิเสธไม่ได้" คำแก้ตัวข้างๆ คูๆ ของดอกไม้ขาวทำเอาไป๋ลี่ถิงแทบจะหลุดเสียงหัวเราะก๊ากออกมาดังๆ นางหันขวับไปมองพี่สาวต่างมารดาด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสมเพชเวทนาประดุจมองดูเด็กน้อยที่กำลังพยายามโกหกเรื่องขโมยขนมกิน "โอ้โห พี่หญิงรอง ท่านช่างมีจินตนาการที่ล้ำเลิศและเขียนบทละครได้เก่งกาจเสียจริง แต่ทว่าบทละครของท่านมันช่างเต็มไปด้วยช่องโหว่ขนาดใหญ่ประดุจหลุมอุกกาบาตเลยนะเจ้าคะ ท่านบอกว่าข้ารีบร้อนจนหาที่ซ่อนไม่ทันอย่างนั้นหรือ ถ้างั้นท่านช่วยอธิบายให้ข้าฟังทีเถิด ว่าเหตุใดคนที่รีบร้อนและหวาดกลัวจนลนลาน ถึงมีเวลาว่างมากพอที่จะจัดเตียงนอนของตนเองให้เรียบร้อยตึงเปรี๊ยะ นำผ้าห่มมาพับวางซ้อนกันอย่างมีระเบียบ และจงใจจัดวางฟูกนอนให้เผยออ้าขึ้นมาเล็กน้อยประดุจกำลังตั้งป้ายไฟเชิญชวนให้คนมาค้นดูเช่นนี้เล่าเจ้าคะ" ไป๋ลี่ถิงชี้มือไปยังเตียงนอนของตนเองที่ยังคงร่องรอยของการจัดฉากเอาไว้อย่างชัดเจน "การซ่อนของที่แท้จริงคือการทำให้มันแนบเนียนและกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นใต้ฟูกนอนของข้านั้น มันคือการจัดแสดงสินค้าที่จงใจให้ผู้คนมองเห็นได้อย่างง่ายดายที่สุด พี่หญิงรอง ท่านคิดว่าข้าเป็นคนปัญญาอ่อนที่ชอบสร้างหลักฐานมัดตัวตนเองเล่นๆ อย่างนั้นหรือ หรือว่าความจริงแล้ว... มีใครบางคนที่มีสติปัญญาคับแคบ จงใจนำมันมาวางไว้เพื่อหวังจะใส่ร้ายป้ายสีข้าอย่างหน้าด้านๆ แต่กลับทำงานได้ชุ่ยและไร้ศิลปะจนข้าต้องมานั่งถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่ายเช่นนี้" วาจาที่เชือดเฉือนและตอกกลับอย่างเจ็บแสบทำเอาไป๋ลี่ชานหน้าหดเหลือสองนิ้ว นางกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด สองมือบีบเข้าหากันจนเล็บจิกเนื้อ พยายามหาคำพูดมาเถียงกลับแต่สมองกลับขาวโพลนไปหมด อนุหมินเห็นบุตรสาวกำลังเพลี่ยงพล้ำก็รีบก้าวออกมาหมายจะช่วยสมทบ ทว่าไป๋ลี่ถิงผู้เป็นปรมาจารย์ด้านการควบคุมจังหวะการสนทนา ไม่ยอมปล่อยให้คู่แข่งได้มีโอกาสอ้าปากหายใจ ยอดเซลส์สาวเปลี่ยนท่วงท่าจากการยืนกอดอกสบายๆ มาเป็นการเดินเกมรุกเต็มรูปแบบ นางก้าวเท้าเดินตรงดิ่งเข้าไปหาเสี่ยวหง สาวใช้คนสนิทของไป๋ลี่ชานที่กำลังยืนตัวสั่นงันงกอยู่ด้านหลังเจ้านาย แววตาของไป๋ลี่ถิงในยามนี้ดุดันและคมกริบประดุจพญาเสือโคร่งที่กำลังจ้องตะครุบเหยื่อ เสี่ยวหงเห็นสายตานั้นก็ถึงกับก้าวถอยหลังกรูดด้วยความหวาดผวา แต่ไป๋ลี่ถิงก็ก้าวตามไปประชิดตัวอย่างไม่ลดละ "เมื่อสักครู่นี้ พี่หญิงรองบอกว่าเมื่อวานช่วงบ่ายเห็นคนมีพิรุธมาป้วนเปี้ยนแถวเรือนหลักของข้างั้นหรือเจ้าคะ ช่างบังเอิญเสียนี่กระไร เพราะเมื่อวานช่วงบ่าย ข้าเองก็แอบเห็นสุนัขรับใช้ของใครบางคน ลอบเข้ามาในเรือนของข้าในยามที่ข้าและท่านแม่ออกไปเดินเล่นที่สวนหลังจวนเช่นกัน" ไป๋ลี่ถิงพูดเสียงดังกังวาน สายตาจดจ้องไปที่ดวงตาอันลุกลี้ลุกลนของเสี่ยวหงอย่างไม่วางตา "เจ้านี่เอง เสี่ยวหง สาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ของพี่หญิงรอง เมื่อวานเจ้าเข้ามาทำสิ่งใดในห้องนอนของข้าอย่างนั้นหรือ" "บะ... บ่าวไม่ได้เข้ามานะเจ้าคะ คุณหนูสามกล่าวหาบ่าว บ่าวอยู่แต่ในเรือนตะวันตกคอยรับใช้คุณหนูรองตลอดทั้งวันเลยนะเจ้าคะ บ่าวไม่รู้เรื่องอันใดเลยจริงๆ" เสี่ยวหงละล่ำละลักปฏิเสธเสียงหลง ใบหน้าอวบอูมของนางซีดเผือดประดุจไก่ต้มสุก หยาดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก ท่าทางมีพิรุธของนางแสดงออกมาชัดเจนจนผู้ที่โง่เขลาที่สุดก็ยังมองออก ไป๋ลี่ถิงยิ้มมุมปากอย่างผู้มีชัย นางไม่ได้คาดหวังให้สาวใช้ผู้นี้ยอมรับสารภาพอยู่แล้ว ในวงการนักขาย การโจมตีจุดอ่อนของคู่แข่งต้องใช้หลักฐานที่มัดตัวจนดิ้นไม่หลุด ไม่ใช่การรอคำรับสารภาพ นางค่อยๆ ก้มหน้าลงมองไปยังพื้นกระดานบริเวณปลายเท้าของตนเอง ก่อนจะตวัดสายตาขึ้นมองใบหน้าของเสี่ยวหงอีกครั้ง "เจ้าปฏิเสธว่าไม่ได้เข้ามาในห้องของข้างั้นหรือ ถ้างั้นเจ้าช่วยอธิบายให้ข้าฟังทีเถิด ว่าเหตุใดที่ใต้พื้นรองเท้าของเจ้า จึงมีเศษผงกำยานสีม่วงประกายมุกติดอยู่เล่า" คำพูดประโยคเดียวของไป๋ลี่ถิงเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงลงมากลางวงสนทนา เสี่ยวหงสะดุ้งสุดตัว นางรีบก้มหน้าลงมองรองเท้าผ้าฝ้ายของตนเองโดยสัญชาตญาณ ไป๋ลี่ชานและอนุหมินก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง พวกนางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีเรื่องผงกำยานอันใดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไป๋จิ่งกู้ขมวดคิ้วแน่น เขาก้าวเดินเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยความสงสัยเต็มประดา "ผงกำยานสีม่วงประกายมุกอันใดกัน ไป๋ลี่ถิง เจ้ากำลังพูดเรื่องอันใด" ไป๋ลี่ถิงหันกลับไปยิ้มให้บิดาด้วยท่วงท่าที่สง่างามประดุจนักวิชาการที่กำลังบรรยายผลงานวิจัย นางล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ แล้วหยิบเอาถุงหอมใบเล็กที่ตัดเย็บจากผ้าแพรสีม่วงออกมาแกว่งโชว์ให้ทุกคนดู "ท่านพ่อเจ้าคะ เมื่อสองวันก่อน ข้าเพิ่งจะทดลองผสมผงกำยานสูตรใหม่เพื่อนำมาใช้ปรับอากาศในห้องนอนของข้า ผงกำยานสูตรนี้ข้าได้เติมผงมุกสีม่วงบดละเอียดลงไปเป็นส่วนผสมพิเศษเพื่อเพิ่มความสวยงาม ทว่าด้วยความซุ่มซ่ามของข้า ข้าเผลอทำกระปุกกำยานหล่นแตก ทำให้ผงกำยานสีม่วงประกายมุกกระจายเกลื่อนพื้นห้องบริเวณหน้าเตียงนอน แม้ข้าจะให้บ่าวไพร่กวาดทำความสะอาดไปแล้ว แต่มันก็ยังคงมีเศษผงเล็กๆ ติดค้างอยู่ตามร่องไม้กระดานซึ่งยากจะมองเห็นด้วยตาเปล่า" นางอธิบายด้วยน้ำเสียงฉะฉานและชัดเจน ก่อนจะหันกลับไปจ้องหน้าเสี่ยวหงอีกครั้ง "เมื่อวานช่วงบ่าย ผู้ใดก็ตามที่ลอบเข้ามาในห้องของข้าและเดินไปที่เตียงนอน ย่อมต้องเหยียบย่ำลงบนเศษผงกำยานสีม่วงประกายมุกเหล่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และผงมุกนั้นก็จะเกาะติดแน่นอยู่ใต้พื้นรองเท้าของผู้ที่เหยียบมัน เสี่ยวหง หากเจ้าบริสุทธิ์ใจจริง จงยกฝ่าเท้าของเจ้าขึ้นมาให้ท่านพ่อและทุกคนในที่นี้ได้ตรวจสอบดูเถิด ว่ามันมีเศษผงสีม่วงประกายมุกติดอยู่หรือไม่" เมื่อเจอหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และนิติเวชศาสตร์ประยุกต์ฉบับยอดเซลส์เข้าไป เสี่ยวหงก็ถึงกับเข่าอ่อนทรุดตัวลงนั่งกองกับพื้น นางตัวสั่นงันงกประดุจเจ้าเข้า ร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ยอมยกเท้าขึ้นมาให้ใครดู ท่าทางของนางในยามนี้คือคำรับสารภาพที่ชัดเจนที่สุดยิ่งกว่าคำพูดใดๆ ไป๋จิ่งกู้เห็นอาการของสาวใช้ก็เข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที เขาพุ่งตัวเข้าไปกระชากคอเสื้อของเสี่ยวหงให้ลุกขึ้นยืน แล้วสั่งให้บ่าวชายสองคนจับตัวนางเอาไว้ ก่อนจะก้มลงไปจับรองเท้าของนางพลิกขึ้นมาดูด้วยตนเอง และเมื่อแสงแดดสาดส่องมากระทบใต้พื้นรองเท้าผ้าฝ้ายที่เปื้อนฝุ่น ประกายวิบวับของผงมุกสีม่วงที่เกาะติดอยู่ตามร่องพื้นรองเท้าก็ปรากฏแก่สายตาของทุกคนอย่างชัดเจน ท่านโหวปล่อยมือจากรองเท้าของเสี่ยวหง เขายืนนิ่งงันประดุจถูกสาปให้กลายเป็นหิน สมองของเขาพยายามประมวลผลความจริงที่ตีแสกหน้าอย่างจัง สตรีที่เขาหลงเชื่อและปกป้องมาตลอด กลับกลายเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแผนการสกปรกที่นำเอาของพระราชทานมาเล่นตลก ส่วนบุตรสาวที่เขาด่าทอและเกลียดชัง กลับกลายเป็นแพะรับบาปที่ถูกจัดฉากใส่ร้ายอย่างหน้าไม่อาย ไป๋ลี่ชานและอนุหมินหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด พวกนางมองหน้ากันด้วยความหวาดผวาขั้นสุด แผนการที่พวกนางคิดว่าแยบยลและสมบูรณ์แบบ กลับถูกทำลายลงอย่างย่อยยับด้วยเศษผงกำยานเพียงไม่กี่เม็ดและสติปัญญาอันเฉียบแหลมของนังมารร้ายไป๋ลี่ถิง ยอดเซลส์สาวผู้กำชัยชนะไว้ในมืออย่างเบ็ดเสร็จ ยืนกอดอกมองดูความพินาศของศัตรูด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสะใจ นางไม่ได้พูดสิ่งใดเพิ่มเติม ปล่อยให้ความเงียบและความจริงทำหน้าที่ประจานความชั่วร้ายของคนตอแหลให้ประจักษ์แก่สายตาทุกคน การวิเคราะห์จุดบอดและการนำเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์ในวันนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ในสมรภูมิการค้าและการชิงดีชิงเด่นในจวนโหวแห่งนี้ ไป๋ลี่ถิงคือตัวมารดาที่ไม่มีผู้ใดสามารถต่อกรได้อย่างแท้จริง ศาลเตี้ยได้ถูกพลิกคำพิพากษาแล้ว และผู้ที่ต้องรับโทษทัณฑ์จะไม่มีวันเป็นนางอย่างแน่นอน
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD