บรรยากาศภายในห้องหนังสือส่วนตัวขององค์ชายเจ็ดแห่งราชวงศ์ฉินช่างเงียบสงบและหรูหราอลังการสมฐานะผู้มีอำนาจล้นฟ้า แสงจากไข่มุกราตรีเม็ดเขื่องที่ประดับอยู่ตามมุมห้องส่องประกายนวลตา ขับเน้นให้เห็นถึงความวิจิตรบรรจงของเครื่องเรือนไม้จันทน์แดงที่ถูกสลักเสลาเป็นลวดลายมังกรทะยานเมฆอย่างประณีต กลิ่นเครื่องหอมอำพันทะเลชั้นเลิศที่ถูกจุดไว้ในกระถางทองสัมฤทธิ์ลอยอวลบางเบาในอากาศ ช่วยสร้างความผ่อนคลายและกระตุ้นสติปัญญา ทว่าในยามนี้ สิ่งที่กำลังดึงดูดความสนใจทั้งหมดของฉินจื่อเสวียน กลับมิใช่ตำราพิชัยสงครามเล่มหนา หรือบัญชีรายรับรายจ่ายของเครือข่ายการค้าลับที่วางกองอยู่บนโต๊ะ แต่มันคือก้อนหินสีเทาอมเขียวผิวขรุขระที่มีคราบดินโคลนแห้งกรังเกาะติดอยู่ ก้อนหินที่ถูกตั้งชื่อเสียหรูหราอลังการว่าศิลาอุกกาบาตสะกดวิญญาณแห่งขุนเขาบรรพกาล
บุรุษหนุ่มรูปงามผู้มีใบหน้าหล่อเหลาคมคายประดุจเทพบุตรจำแลง นั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าที่เกียจคร้านและผ่อนคลาย ขาทั้งสองข้างพาดไขว่หันอย่างสบายอารมณ์ เขายกมือขวาขึ้นมาใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งคีบก้อนหินสกปรกก้อนนั้นขึ้นส่องกับแสงสว่างจากไข่มุกราตรี ดวงตาเรียวยาวที่มักจะแฝงประกายความเย่อหยิ่งและเจ้าเล่ห์ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความขบขันและร่องรอยของการใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง เขากำลังปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดที่เพิ่งได้รับรายงานจากองครักษ์เงาหมายเลขสามเข้าด้วยกัน
ภาพของคุณหนูสามแห่งจวนเผิงกวงโหวผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ไปทั่วเมืองหลวงว่าอ่อนแอ ขี้ขลาด และบูชาความรักจนถึงขั้นยอมจบชีวิตตนเองด้วยการใช้ผ้าผูกคอตายใต้ขื่อเรือน เพราะไม่อาจทนรับความอัปยศอดสูที่คุณชายตระกูลโหยวผู้เป็นคู่หมั้น นำแม่สื่อมาขอถอนหมั้นกลางจวนแล้วหันไปสวมรอยหมั้นหมายกับพี่หญิงรองของนางแทน ข่าวลือที่ถูกเล่าปากต่อปากในหมู่ชาวบ้านและขุนนางต่างวาดภาพนางเป็นสตรีที่น่าสมเพชเวทนา เป็นเพียงดอกไม้ริมทางที่ถูกเหยียบย่ำจนบอบช้ำไม่มีชิ้นดี
ทว่าภาพลักษณ์อันแสนรันทดเหล่านั้น กลับขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นกลางตลาดเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ภาพของเด็กหนุ่มยาจกเนื้อตัวมอมแมม ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าดำปี๋ ผู้ซึ่งกระโจนพรวดเข้ามาขวางหน้าขบวนเสด็จขององค์ชายอย่างไม่เกรงกลัวความตาย ซ้ำยังกล้างัดเอาวาทศิลป์อันลื่นไหลประดุจสายน้ำมาบรรยายสรรพคุณของเศษหินข้างทางให้กลายเป็นของวิเศษล้ำค่า ท่าทางที่เย่อหยิ่งทระนง แววตาที่ไม่มีความหลุกหลิกหวาดหวั่น และความกล้าหาญระดับที่เรียกได้ว่าหน้าด้านหน้าทนอย่างหาตัวจับยาก ทั้งหมดนี้ถูกประกอบร่างขึ้นเป็นสตรีเพียงคนเดียว สตรีที่เพิ่งจะรอดพ้นจากความตายมาได้ไม่ถึงสองวัน
"น่าขันเสียนี่กระไร ช่างน่าขันจนข้าแทบจะหยุดหัวเราะไม่ได้แล้ว"
ฉินจื่อเสวียนพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่กลั้วไปด้วยเสียงหัวเราะ เขาโยนก้อนหินในมือขึ้นกลางอากาศแล้วรับมันเอาไว้ด้วยท่าทีสบายๆ
"สตรีที่ชาวเมืองต่างพากันเวทนาว่าหัวใจสลายจนต้องผูกคอตาย กลับสามารถตื่นขึ้นมาเอาเขม่าทาหน้า ปลอมตัวเป็นบุรุษ มุดรูสุนัขออกจากจวนที่ผุพัง แล้วมายืนชี้หน้าต้มตุ๋นเงินหนึ่งตำลึงจากข้าได้อย่างหน้าตาเฉย หากสตรีผู้นี้คือคนหัวใจสลาย ถ้างั้นบรรดาบัณฑิตที่สอบตกแล้วไปกระโดดน้ำตายก็คงเป็นพวกปัญญาอ่อนขั้นรุนแรงแล้วล่ะกระมัง"
ชายหนุ่มจินตนาการถึงภาพใบหน้างดงามของคุณหนูตระกูลผู้ดีที่ต้องมาคลุกฝุ่นคลานสี่ขามุดผ่านรูสุนัขใต้กำแพงด้วยความทุลักทุเล เพียงเพื่อจะแอบหนีออกมาทำมาหากิน เขาก็อดไม่ได้ที่จะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นห้องหนังสือ เสียงหัวเราะที่ดังกังวานและเต็มไปด้วยความเบิกบานใจอย่างที่เขาไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนาน ทำเอาอาหลง องครักษ์ร่างยักษ์ที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องถึงกับต้องชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วยความหวาดผวา เกรงว่าเจ้านายของตนจะถูกวิญญาณร้ายจากก้อนหินก้อนนั้นเข้าสิงจนสติฟั่นเฟือนไปเสียแล้ว
"องค์ชาย ท่านเป็นอันใดไปหรือขอรับ ก้อนหินก้อนนั้นมันมีอาคมชั่วร้ายอันใดซ่อนอยู่หรือไม่ ให้ข้าน้อยนำมันไปทุบทิ้งแล้วเผาไฟทิ้งดีหรือไม่ขอรับ"
อาหลงเอ่ยถามด้วยความซื่อสัตย์และเป็นห่วง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลเป็นบิดเบี้ยวด้วยความกังวล
ฉินจื่อเสวียนยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่เล็ดออกมาจากหางตาเพราะการหัวเราะอย่างหนัก เขาโบกมือปฏิเสธลูกน้องด้วยรอยยิ้มที่ยังคงค้างอยู่บนริมฝีปาก
"ไม่ต้องหรอกอาหลง ก้อนหินก้อนนี้ไม่มีอาคมอันใดซ่อนอยู่ทั้งนั้น มันมีแต่มูลค่าของความฉลาดแกมโกงและความหน้าหนาของสตรีผู้หนึ่งฝังอยู่ ข้ากำลังชื่นชมในความสามารถของนางต่างหากเล่า ข้าไม่เคยพบเจอผู้ใดที่มีศิลปะในการพูดจาพลิกดำให้เป็นขาว พลิกเศษฝุ่นให้เป็นทองคำได้แนบเนียนถึงเพียงนี้มาก่อน แม้แต่พ่อค้าที่เขี้ยวลากดินที่สุดในตลาดค้าทาส ยังไม่มีวาทศิลป์ที่ทำให้ผู้ฟังคล้อยตามและรู้สึกว่าตนเองโง่เขลาได้เท่านางเลย นางรู้ว่าข้าเป็นใคร นางรู้ว่าข้ามีเงิน และนางก็รู้จุดอ่อนของคนที่ชอบโอ้อวดความร่ำรวย นางใช้ความหยิ่งผยองของข้าเป็นเครื่องมือในการรีดไถเงินจากข้าอย่างชาญฉลาดที่สุด"
องค์ชายเจ็ดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาก้าวเดินไปที่หน้าต่างไม้บานใหญ่ ทอดสายตามองออกไปยังทิศทางที่ตั้งของจวนเผิงกวงโหว ท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรี ดวงตาเรียวยาวของเขาเปล่งประกายคมกริบประดุจพญาเสือดาวที่กำลังจับจ้องมองดูเหยื่อตัวน้อยที่กำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่ในป่าใหญ่ ความรู้สึกสนุกสนานที่ได้กลั่นแกล้งและดูถูกนักต้มตุ๋นตัวน้อยเมื่อช่วงเย็น บัดนี้ได้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความสนใจอย่างจริงจังและลึกซึ้ง
เครือข่ายกิจการการค้าลับของเขาที่แผ่ขยายครอบคลุมไปทั่วทั้งสี่แคว้น กำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญในการขยายตลาดเข้าสู่หัวเมืองทางตอนใต้ บรรดาขุนนางเฒ่าผู้ดูแลสัมปทานการค้าในพื้นที่เหล่านั้นล้วนแต่เป็นพวกหัวโบราณที่ดื้อรั้น รับสินบนจนเคยตัว และมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเกินกว่าที่พ่อค้าธรรมดาจะรับมือได้ การจะเจรจาต่อรองเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์จากพวกตาแก่หนังเหนียวเหล่านั้น จำเป็นต้องใช้คนที่มีสติปัญญาเฉียบแหลม มีไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างฉับไว และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีใบหน้าที่หนาประดุจกำแพงเมืองหลวง สามารถพูดโกหกหน้าตายได้อย่างแนบเนียนโดยที่อัตราการเต้นของหัวใจไม่เปลี่ยนแปลง
และคุณหนูสามแห่งจวนโหวผู้นี้ ก็ได้พิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่า นางมีคุณสมบัติเหล่านั้นครบถ้วนทุกประการ นางสามารถใช้ก้อนหินที่สกปรกที่สุดมาตั้งชื่อใหม่ แต่งนิทานหลอกเด็ก แล้วโยนความผิดให้ลูกค้าที่ไม่ยอมซื้อว่าเป็นพวกไม่มีวิสัยทัศน์ นี่คือสุดยอดกลยุทธ์การขายที่แม้แต่ปรมาจารย์ด้านการค้ายังต้องขอคารวะ หากเขาสามารถดึงตัวนางมาเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในเครือข่ายธุรกิจของเขาได้ การจะปราบพวกขุนนางเฒ่าทางตอนใต้ก็คงจะง่ายดายประดุจพลิกฝ่ามือ
"ช่างเป็นการค้นพบที่คุ้มค่ายิ่งกว่าการขุดพบเหมืองทองคำเสียอีก"
ฉินจื่อเสวียนรำพึงรำพันกับตนเอง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาอีกครั้ง เขาหันกลับมาหาความมืดมิดภายในห้อง แล้วเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจและเด็ดขาด
"เงาหมายเลขสาม จงปรากฏตัวเดี๋ยวนี้"
เพียงสิ้นคำสั่ง อากาศภายในห้องก็เกิดการบิดเบี้ยว ร่างในชุดสีดำสนิทที่กลมกลืนไปกับเงามืดก็ปรากฏกายขึ้นคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าองค์ชายเจ็ดอย่างเงียบเชียบประดุจภูตผี
"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย"
"ข้ามีงานชิ้นสำคัญให้เจ้าทำ"
ฉินจื่อเสวียนเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน เขาวางก้อนหินลงบนแท่นฝนหมึกอย่างระมัดระวังราวกับมันเป็นเครื่องประดับล้ำค่า
"นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เจ้าจงนำกำลังองครักษ์เงาฝีมือดีที่สุดสามคน ไปแอบซุ่มจับตาดูความเคลื่อนไหวทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในจวนเผิงกวงโหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เรือนหลักของคุณหนูสาม ข้าต้องการรู้ทุกอิริยาบถของนาง นางตื่นกี่ยาม นางกินอาหารอันใด นางสนทนาเรื่องใดกับบ่าวรับใช้ของนาง และที่สำคัญที่สุด ข้าต้องการรู้ว่านางจะงัดเอาแผนการพิสดารอันใดออกมาใช้เพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าอีก จงบันทึกทุกรายละเอียดมาประทานแก่ข้าทุกวัน อย่าให้ตกหล่นแม้แต่เรื่องเดียว"
องครักษ์เงาหมายเลขสามก้มศีรษะรับคำสั่ง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"องค์ชายขอรับ จวนเผิงกวงโหวในยามนี้ตกต่ำจนแทบจะไม่เหลือเค้าโครงของจวนขุนนางชั้นสูงแล้ว บ่าวไพร่ก็มีเพียงไม่กี่คน ฮูหยินเอกก็อ่อนแอเจ็บออดแอด ส่วนท่านโหวก็เอาแต่หมกตัวแต่งบทกวี การส่งองครักษ์เงาระดับหัวกะทิถึงสามคนไปจับตาดูสตรีที่เพิ่งจะมุดรูสุนัขกลับเข้าจวนไป จะไม่เป็นการใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลืองเกินไปหรือพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยเกรงว่าพวกเราจะไม่ได้ข้อมูลอันใดที่เป็นประโยชน์ต่อการทหารหรือการเมืองเลยพ่ะย่ะค่ะ"
ฉินจื่อเสวียนส่ายหน้าเบาๆ ดวงตาเรียวยาวทอประกายลึกล้ำยากจะคาดเดา
"เจ้ายังมองโลกตื้นเขินเกินไปนักเงาหมายเลขสาม จวนที่ดูเหมือนจะใกล้ล่มสลายและเต็มไปด้วยความอ่อนแอนี่แหละ คือแหล่งเพาะพันธุ์ความบ้าคลั่งและการดิ้นรนที่ทรงพลังที่สุด เจ้าคิดหรือว่าสตรีที่กล้าเอาชีวิตเข้าแลกกับการปะทะคารมกับองค์ชายกลางตลาด เพื่อแลกกับเงินเพียงหนึ่งตำลึง จะยอมนั่งนิ่งๆ รอคอยความตายอยู่ในเรือนผุพัง นางจะต้องมีแผนการขั้นต่อไปอย่างแน่นอน และข้าก็มั่นใจว่ามันจะต้องเป็นแผนการที่บ้าบอ กวนประสาท และคาดไม่ถึงยิ่งกว่าการขายก้อนหินนี่หลายเท่านัก"
ชายหนุ่มหยิบพัดจีบขึ้นมาโบกไปมาเบาๆ ท่วงท่ากลับมาเป็นคุณชายเสเพลผู้รักสนุกอีกครั้ง
"ข้าไม่ได้ต้องการข้อมูลทางการทหารหรือการเมืองอันใดจากจวนเน่าๆ แห่งนั้น สิ่งที่ข้าต้องการคือการประเมินศักยภาพของนาง ข้ากำลังทดสอบดูว่าเพชรเม็ดนี้จะสามารถทนรับแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายได้มากน้อยเพียงใด และนางจะใช้วิธีการใดในการเอาตัวรอด หากนางสามารถพลิกฟื้นฐานะของเรือนหลักที่กำลังจะพินาศให้กลับมามีชีวิตชีวาได้ด้วยสองมือและหนึ่งสมองของนางเอง ข้าก็จะถือว่านางสอบผ่านคุณสมบัติการเป็นหมากตัวสำคัญของข้าอย่างสมบูรณ์แบบ"
ฉินจื่อเสวียนโน้มตัวไปข้างหน้า สายตาจ้องเขม็งไปยังองครักษ์เงา
"จำเอาไว้ให้ดี ห้ามให้พวกนางรู้ตัวเป็นอันขาดว่ามีคนคอยจับตาดูอยู่ ปล่อยให้นางดำเนินชีวิตและทำธุรกิจต้มตุ๋นของนางไปตามปกติ หากมีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นกับนางในระดับที่อาจถึงแก่ชีวิต พวกเจ้าจงยื่นมือเข้าช่วยเหลืออย่างลับๆ อย่าให้นางตายเสียก่อนที่ข้าจะได้ใช้งานนาง เข้าใจหรือไม่"
"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย ข้าน้อยจะจัดการให้เรียบร้อยที่สุดพ่ะย่ะค่ะ"
องครักษ์เงารับคำสั่งด้วยความเด็ดขาด ก่อนที่ร่างสีดำสนิทจะเลือนหายวับไปในความมืด ปล่อยให้ห้องหนังสือกลับเข้าสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
ฉินจื่อเสวียนลุกขึ้นยืน เดินไปหยิบจอกสุราที่ทำจากหยกเขียวมรกตขึ้นมาจิบช้าๆ รสชาติบาดคอของสุราชั้นเลิศไหลลื่นลงสู่กระเพาะ สร้างความอบอุ่นซาบซ่านไปทั่วร่างกาย เขามองออกไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ ความสนใจที่เริ่มต้นจากการอยากรู้ตื้นลึกหนาบางของเด็กหนุ่มยาจกผู้มีวาทศิลป์กวนประสาท บัดนี้ได้หยั่งรากลึกลงกลายเป็นความหลงใหลในสติปัญญาและการเฝ้าจับตามองอย่างจริงจัง
เขาเริ่มวาดแผนการในหัวอย่างเป็นขั้นเป็นตอน การจะดึงตัวสตรีที่มีความเย่อหยิ่งและรักผลประโยชน์เป็นที่ตั้งมาร่วมงานด้วย ไม่สามารถใช้กำลังบังคับหรือใช้อำนาจราชศักดิ์เข้าข่มขู่ได้ เพราะคนประเภทนี้หากถูกบีบบังคับก็จะต่อต้านและหาทางแว้งกัดในภายหลัง วิธีเดียวที่จะปราบพยศยอดนักขายผู้นี้ได้ คือการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความผูกพันทางผลประโยชน์ ทำให้รู้สึกว่าตนเองกำลังเป็นผู้ควบคุมเกม ในขณะที่แท้จริงแล้วนางกำลังเดินตามหมากที่เขาวางเอาไว้อย่างแยบยล
"เงินหนึ่งตำลึงที่ข้าจ่ายไปในวันนี้ จะต้องกลายเป็นหนี้ก้อนโตที่ผูกมัดเจ้าเอาไว้กับข้า ไป๋ลี่ถิง"
ชายหนุ่มพึมพำกับเงาจันทร์ รอยยิ้มมุมปากของเขาดูอันตรายและทรงเสน่ห์ยิ่งกว่าเดิม
"เจ้าหลอกขายหินให้ข้าได้สำเร็จก็จริง แต่เจ้าหารู้ไม่ว่า การรับเงินของฉินจื่อเสวียนผู้นี้ ก็เท่ากับการเซ็นสัญญาทาสตลอดชีวิต ข้าจะรอคอยดูว่า เจ้าจะงัดเอาวิชามารอันใดออกมาทำมาหากินในวันพรุ่งนี้ และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าจะปรากฏตัวต่อหน้าเจ้าในฐานะเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดในชีวิตของเจ้า เตรียมตัวรับมือกับการเจรจาธุรกิจที่แท้จริงไว้ให้ดีเถิด คุณหนูสามจอมต้มตุ๋น"
บรรยากาศยามค่ำคืนในเมืองหลวงยังคงดำเนินต่อไปอย่างเงียบสงบ ทว่าภายใต้ความสงบนั้น คลื่นใต้น้ำของการชิงไหวชิงพริบทางการค้าและการเมืองได้เริ่มก่อตัวขึ้นแล้วอย่างลับๆ ฝ่ายหนึ่งคือยอดเซลส์สาวจากโลกอนาคตผู้มีระบบสุดป่วนคอยสนับสนุนและมีเป้าหมายในการกอบโกยเงินทองเพื่อพลิกฟื้นครอบครัว ส่วนอีกฝ่ายคือองค์ชายเสเพลผู้มีอำนาจล้นฟ้าที่กำลังวางกับดักเพื่อจับตัวนางมาใช้งาน การจับตามองอย่างจริงจังได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และแน่นอนว่าชีวิตของคุณหนูสามแห่งจวนเผิงกวงโหว จะไม่มีวันพบเจอกับคำว่าสงบสุขอีกต่อไป มันจะต้องเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ความกวนประสาท และการขายขำที่สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งแผ่นดิน!