บรรยากาศภายในห้องนอนอันซอมซ่อของเรือนหลักที่เพิ่งถูกกองทัพบ่าวไพร่อันธพาลรื้อค้นจนเละเทะประดุจสมรภูมิรบ บัดนี้ตกอยู่ในความเงียบงันที่น่าอึดอัดจนแทบจะทำให้ผู้คนที่ยืนอยู่หายใจไม่ออก เศษฝุ่นละอองสีหม่นล่องลอยปลิวว่อนอยู่กลางอากาศ ทะลุผ่านลำแสงแดดยามสายที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างไม้บานเก่า สายตาทุกคู่ภายในห้อง ไม่ว่าจะเป็นบ่าวไพร่ที่ยืนถือไม้กระบองค้างไว้ อนุหมินผู้มีใบหน้าแข็งค้าง ไป๋ลี่ชานที่บีบน้ำตาจนตาแดงก่ำ หรือแม้แต่ไป๋จิ่งกู้ผู้เป็นบิดาที่กำลังยืนหน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธแค้น ต่างก็พุ่งเป้าไปที่ร่างอวบอ้วนของเสี่ยวหง สาวใช้คนสนิทของเรือนตะวันตก
เสี่ยวหงหน้าซีดเผือดราวกับศพที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมาจากหลุมฝังศพ ร่างกายอวบอ้วนของนางสั่นเทาอย่างรุนแรงประดุจใบไม้ไหวในพายุฤดูหนาว เหงื่อเม็ดเป้งผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากที่มันเยิ้ม ไหลย้อยลงมาตามพวงแก้มจนตกลงสู่พื้นกระดาน นางพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะหดเท้าทั้งสองข้างของตนเองเข้าไปซุกซ่อนอยู่ใต้ชายกระโปรงผ้าฝ้ายสีตุ่นให้มิดชิดที่สุด ปลายเท้าของนางพยายามขูดไถไปกับพื้นกระดานไม้สากๆ หวังจะเช็ดเอาผงกำยานสีม่วงประกายมุกที่เกาะติดอยู่ใต้พื้นรองเท้าให้หลุดลอกออกไป ทว่าการกระทำอันลุกลี้ลุกลนและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกนั้น กลับสร้างเสียงเสียดสีดังกุกกักที่ฟังดูมีพิรุธอย่างโจ่งแจ้ง
ท่าทางที่แสดงออกถึงความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัดของสาวใช้ผู้นี้ ไม่สามารถหลุดรอดสายตาของไป๋จิ่งกู้ไปได้เลยแม้แต่น้อย ท่านโหวผู้ซึ่งปกติมักจะเอาแต่ท่องบทกวีและมีอคติบังตา เริ่มขมวดคิ้วเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปมแน่นหนา ความโกรธแค้นที่เคยพุ่งเป้าไปที่บุตรสาวคนที่สามเริ่มชะงักงันและแปรเปลี่ยนเป็นความคลางแคลงใจอย่างรุนแรง เขาก้าวเท้าหนักๆ เข้าไปใกล้ร่างที่สั่นงันงกของเสี่ยวหง สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่ปลายเท้าที่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ใต้ชายกระโปรงของนาง
"เจ้าทำท่าทางมีพิรุธเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร เสี่ยวหง เหตุใดเจ้าจึงต้องพยายามซ่อนเท้าของตนเองด้วย หากเจ้าบริสุทธิ์ใจจริงดังปากว่า จงยกฝ่าเท้าของเจ้าขึ้นมาให้ข้าดูเดี๋ยวนี้ อย่าให้ข้าต้องหมดความอดทนและสั่งให้คนมาจับเจ้ามัดแขวนคอ"
น้ำเสียงของบิดาดุดันและทรงอำนาจจนเสี่ยวหงสะดุ้งสุดตัว นางทรุดตัวลงคุกเข่ากระแทกพื้นกระดานดังตุบ ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน สองมือยกขึ้นปิดหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาผู้เป็นนายใหญ่ของจวน ท่าทีที่เหมือนกับคนถูกจับได้คาหนังคาเขาเช่นนี้ ยิ่งทำให้ไป๋จิ่งกู้มั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าต้องมีเรื่องราวสกปรกซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังการค้นพบปิ่นทองพระราชทานอย่างแน่นอน
อนุหมินที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ด้านข้างเห็นท่าไม่ดี นางรู้ดีว่าหากปล่อยให้ท่านโหวเค้นคอเสี่ยวหงต่อไป สาวใช้ผู้ขี้ขลาดตาขาวผู้นี้จะต้องหลุดปากสารภาพความจริงทั้งหมดออกมาอย่างแน่นอน และนั่นหมายถึงความพินาศย่อยยับของแผนการทั้งหมดที่นางอุตส่าห์อดหลับอดนอนคิดค้นขึ้นมา อนุภรรยาจอมมารยารีบสูดลมหายใจเข้าลึก ปรับเปลี่ยนสีหน้าที่ตื่นตระหนกให้กลายเป็นความนิ่งสงบและเปี่ยมไปด้วยความมีเหตุมีผล นางรีบก้าวเท้าออกมาข้างหน้า แสร้งทำน้ำเสียงอ่อนโยนและนุ่มนวลเพื่อแทรกแซงสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียด
"ท่านพี่เจ้าขา โปรดระงับโทสะก่อนเถิดเจ้าค่ะ ท่านอย่าเพิ่งด่วนสรุปไปเลย เสี่ยวหงนางเป็นเพียงบ่าวรับใช้ที่ขี้ตื่นตระหนก เมื่อถูกท่านพี่ตวาดเสียงดัง นางก็ย่อมต้องหวาดกลัวเป็นธรรมดา ส่วนเรื่องผงกำยานสีม่วงอันใดที่น้องหญิงสามกล่าวอ้างนั้น ข้าน้อยเห็นว่ามันเป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่เลื่อนลอยและหาหลักเกณฑ์อันใดมาสนับสนุนไม่ได้เลยนะเจ้าคะ"
อนุหมินเดินเข้าไปจับแขนของสามีลูบคลำเบาๆ ประดุจกำลังลูบขนแมวป่าให้สงบลง ก่อนจะหันไปส่งยิ้มที่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันให้แก่ไป๋ลี่ถิง
"ในจวนเผิงกวงโหวแห่งนี้ บ่าวไพร่เดินกันขวักไขว่ไปมาตลอดทั้งวัน ลมพายุพัดพาเศษฝุ่นเศษผงล่องลอยไปทั่วทุกสารทิศ ผงกำยานที่น้องหญิงสามทำหกไว้ อาจจะปลิวไปตกอยู่ตามทางเดินหน้าเรือน หรืออาจจะติดไปกับไม้กวาดของบ่าวไพร่ที่ทำความสะอาด แล้วบังเอิญปลิวไปติดใต้พื้นรองเท้าของเสี่ยวหงในขณะที่นางกำลังเดินไปตักน้ำที่บ่อบาดาลก็เป็นได้ การนำเศษฝุ่นเพียงไม่กี่เม็ดมาเป็นข้ออ้างเพื่อป้ายความผิดให้แก่ผู้อื่นและหลบเลี่ยงความผิดของตนเอง ข้าน้อยคิดว่ามันเป็นวิธีการที่ช่างไร้ความรับผิดชอบและไม่สมกับเป็นสายเลือดของตระกูลไป๋เลยนะเจ้าคะ"
ไป๋ลี่ชานที่คุกเข่าบีบน้ำตาอยู่บนพื้น เมื่อเห็นมารดาออกโรงช่วยแก้ต่าง นางก็รีบผสมโรงอย่างรวดเร็วเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้แก่ข้ออ้างอันฟังดูเลื่อนลอยนั้น
"ใช่แล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ ลูกเห็นด้วยกับท่านแม่ เสี่ยวหงอยู่รับใช้ลูกที่เรือนตะวันตกตลอดทั้งวัน นางไม่มีเวลาปลีกตัวมาทำเรื่องร้ายแรงเช่นนี้หรอกเจ้าค่ะ น้องหญิงสามคงจะจนมุมที่ถูกค้นพบของกลางใต้ที่นอน จึงพยายามแต่งเรื่องราวขึ้นมาเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อเอาตัวรอด ท่านพ่ออย่าไปหลงเชื่อคำพูดจาตลบตะแลงของนางเลยนะเจ้าคะ หลักฐานมันวางอยู่ทนโท่ขนาดนี้แล้ว"
แม่ดอกไม้ขาวบีบน้ำตาหยดแหมะลงบนพื้นกระดาน ช้อนสายตามองบิดาด้วยความน่าสงสารประดุจสตรีที่ถูกรังแกอย่างอยุติธรรม การประสานเสียงของสองแม่ลูกคู่หูจอมตอแหลทำงานได้อย่างสอดคล้องและเข้าขากันอย่างยอดเยี่ยม พวกนางพยายามใช้ข้ออ้างเรื่องลมเพลมพัดมาทำลายน้ำหนักของหลักฐานทางกายภาพอย่างหน้าด้านๆ
ไป๋ลี่ถิงที่ยืนฟังคำแก้ตัวอันแสนจะไร้สาระและปราศจากศิลปะในการเจรจาต่อรองอยู่นั้น นางไม่ได้แสดงอาการโกรธเกรี้ยวหรือร้อนรนที่จะโต้เถียงกลับเหมือนที่บิดาและพวกอนุคาดหวัง ยอดนักขายมือทองเพียงแค่ยกมือขึ้นกอดอก ปล่อยให้ลมหายใจยาวๆ พรูออกจากริมฝีปากบางเฉียบ เสียงถอนหายใจของนางดังก้องไปทั่วห้อง มันไม่ใช่เสียงถอนหายใจแห่งความสิ้นหวัง แต่มันคือเสียงถอนหายใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเหนื่อยหน่ายและสมเพชเวทนาประดุจอาจารย์ที่กำลังนั่งทนฟังลูกศิษย์ที่โง่เขลาที่สุดในชั้นเรียนตอบคำถามผิดๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นางส่ายหน้าไปมาอย่างเชื่องช้า ดวงตากลมโตที่เคยทอประกายคมกริบบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความขบขันและเบื่อหน่ายอย่างถึงที่สุด
"เฮ้อ ข้าล่ะเหนื่อยใจกับตรรกะการทำธุรกิจของพวกท่านเสียจริงๆ หากพวกท่านไปเปิดร้านขายของในตลาด แล้วลูกค้าโวยวายว่าข้าวสารที่ซื้อไปมีกรวดหินปะปน พวกท่านคงจะตอบลูกค้าว่าลมพายุพัดเอากรวดหินมาตกใส่กระสอบข้าวสารเองสินะเจ้าคะ ช่างเป็นข้อแก้ตัวที่มักง่ายและดูถูกสติปัญญาของผู้ฟังเสียเหลือเกิน การตลาดที่เอาแต่ปัดความรับผิดชอบให้แก่ธรรมชาติเช่นนี้ มีแต่จะทำให้บริษัทเจ๊งย่อยยับไม่เป็นท่า"
ไป๋ลี่ถิงก้าวเดินออกมาจากกรอบประตู ท่วงท่าของนางยังคงสง่างามและผ่อนคลายประดุจกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนดอกไม้ส่วนตัว นางไม่ได้มองหน้าอนุหมินหรือไป๋ลี่ชาน แต่นางหันไปสบตากับไป๋จิ่งกู้ผู้เป็นบิดาโดยตรง
"ท่านพ่อเจ้าคะ ในเมื่อทางฝั่งตัวแทนจำหน่ายสินค้าคู่แข่งของข้า พยายามจะอ้างว่าพยานแวดล้อมและหลักฐานทางกายภาพอย่างผงกำยานสีม่วงนั้นเป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่ลมพัดมา และพยายามบ่ายเบี่ยงว่าไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ในขณะที่ของพระราชทานถูกนำมาซุกซ่อน ข้าน้อยก็มีความยินดีที่จะแจ้งให้ท่านพ่อทราบว่า บริษัทของข้าน้อยไม่ได้มีเพียงแค่หลักฐานที่อ่อนระทวยเช่นนั้นหรอกเจ้าค่ะ เพราะในโลกของการทำธุรกิจที่ต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือด การจะปิดยอดขายคดีใหญ่ระดับนี้ได้ มันต้องมีหมัดฮุกที่เด็ดขาดและดิ้นไม่หลุด"
นางเว้นจังหวะการพูดเพื่อสร้างความน่าตื่นเต้นประดุจนักพูดมืออาชีพที่กำลังตรึงความสนใจของผู้ชมทั้งฮอลล์ บรรยากาศภายในห้องที่เคยอื้ออึงไปด้วยเสียงร้องไห้และคำแก้ตัว พลันเงียบกริบลงราวกับมีเวทมนตร์สะกด ทุกคนต่างกลั้นหายใจรอฟังประโยคต่อไปของคุณหนูสามอย่างใจจดใจจ่อ
"ในเมื่อพวกท่านอ้างว่าไม่มีพยานบุคคลยืนยัน ถ้างั้นข้าน้อยก็จะขอเชิญพยานปากเอกของข้าน้อยออกมายืนยันความบริสุทธิ์ของข้าน้อย และเปิดโปงความฉ้อฉลทั้งหมดให้กระจ่างแจ้งเองเจ้าค่ะ พยานผู้นี้อยู่ร่วมรับรู้เหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ ได้ยินทุกบทสนทนาที่ถูกเอื้อนเอ่ย และรับรู้ถึงแผนการอันสกปรกโสมมทั้งหมดอย่างทะลุปรุโปร่ง!"
คำประกาศกร้าวที่ดังกังวานและทรงพลังของไป๋ลี่ถิง ทำเอาทุกคนในห้องต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนงุนงงสับสนอย่างหนัก เสียงซุบซิบนินทาดังกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง บ่าวไพร่ต่างพากันหันซ้ายแลขวา มองหน้ากันเองด้วยความประหลาดใจ
พยานอย่างนั้นหรือ ใครกันที่จะเป็นพยานได้ ในเมื่อเมื่อวานนี้ตอนที่ห่อผ้าสีแดงถูกนำมาซุกซ่อนอยู่ใต้ฟูกนอนนั้น ภายในเรือนหลักแห่งนี้ไม่มีผู้ใดอยู่เลยแม้แต่คนเดียว ฮูหยินเอก อาชิง และคุณหนูสามก็ล้วนออกไปเดินเล่นที่สวนหลังจวนกันหมด บ่าวไพร่คนอื่นๆ ก็ถูกเกณฑ์ไปทำงานที่เรือนซักล้าง ไม่มีใครสักคนที่เฉียดใกล้เรือนหลักในยามนั้น แล้วคุณหนูสามจะไปเอาพยานบุคคลมาจากซอกหลืบใดกัน หรือว่านางเพียงแค่สร้างเรื่องโกหกพกหนลมขึ้นมาข่มขวัญเพื่อถ่วงเวลาเท่านั้น
ไป๋จิ่งกู้ขมวดคิ้วแน่นจนหน้าผากยับย่นเป็นรอยลึก เขามองซ้ายมองขวา ค้นหาบุคคลที่อาจจะเป็นพยานได้ แต่ก็พบเพียงบ่าวไพร่ที่ตนเองพามาเท่านั้น
"พยานอันใดกัน ไป๋ลี่ถิง เจ้าอย่ามาพูดจาเพ้อเจ้อเหลวไหลเพื่อยืดเวลาความตายของตนเองออกไปเลย ในจวนนี้มีผู้ใดบ้างที่ไม่รู้ว่าเมื่อวานเรือนของเจ้าว่างเปล่าไร้ผู้คน จะมีวิญญาณเร่ร่อนที่ไหนมาคอยเป็นพยานให้เจ้าได้ หากเจ้ามีพยานจริงก็จงเรียกตัวออกมาเดี๋ยวนี้ อย่ามาลีลาโยกโย้ให้ข้าต้องเสียเวลา"
อนุหมินเองก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อได้ยินว่าพยานที่บุตรสาวสามอ้างถึงนั้นเป็นเพียงเรื่องที่ดูเป็นไปไม่ได้ นางยกยิ้มมุมปากด้วยความหยิ่งผยอง รีบกล่าวเสริมสามีเพื่อตอกย้ำความผิดของไป๋ลี่ถิง
"ใช่แล้วเจ้าค่ะท่านพี่ นังเด็กนี่มันคงจะจนตรอกจนเสียสติไปแล้วแน่ๆ ถึงได้อ้างว่ามีพยานทั้งที่ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ พยานของนางคงจะเป็นภูตผีปีศาจที่นางเลี้ยงเอาไว้กระมังเจ้าคะ ท่านพี่อย่าไปเสียเวลาฟังคำโกหกของนางเลยเจ้าค่ะ รีบสั่งลงโทษนางให้เด็ดขาดเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่บ่าวไพร่เถิดเจ้าค่ะ"
ไป๋ลี่ชานที่คุกเข่าอยู่ก็แอบหัวเราะเยาะในใจ นางมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าแผนการของตนเองไม่มีใครล่วงรู้ นอกจากนาง มารดา และเสี่ยวหงเท่านั้น ไม่มีทางที่นังเด็กเมื่อวานซืนนี่จะไปหาพยานมาจากที่ใดได้ นางคงจะพยายามดิ้นรนเฮือกสุดท้ายเหมือนปลาที่ถูกทุบหัวเท่านั้นเอง
ทว่า ไป๋ลี่ถิงกลับไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านต่อคำสบประมาทและเสียงหัวเราะเยาะเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย ยอดนักขายมือทองกลับคลี่ยิ้มที่กว้างขวางและสว่างไสวมากยิ่งขึ้น เป็นรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในสินค้าที่ตนเองกำลังจะนำเสนอ นางไม่ได้ตอบโต้ด้วยคำพูดรุนแรง แต่นางกลับใช้ท่วงท่าที่ดึงดูดความสนใจของทุกคนให้จดจ่อมาที่นางเพียงผู้เดียว
"วิญญาณเร่ร่อนหรือเจ้าคะ ภูตผีปีศาจหรือเจ้าคะ โอ้โห ฮูหยินรองช่างมีจินตนาการที่บรรเจิดและล้ำลึกประดุจนักแต่งนิทานหลอกเด็กเสียจริงๆ แต่ต้องขอประทานอภัยด้วยนะเจ้าคะ พยานของข้าน้อยไม่ได้มาจากโลกวิญญาณ และไม่ได้มีตัวตนเป็นภูตผีปีศาจอันใดทั้งสิ้น พยานของข้าน้อยมีตัวตนอยู่จริง เป็นรูปธรรม จับต้องได้ และที่สำคัญที่สุด พยานของข้าน้อยมีความทรงจำที่แม่นยำประดุจถูกจารึกไว้ในแผ่นศิลา ไม่มีทางหลงลืมหรือถูกบิดเบือนด้วยคำขู่เข็ญของผู้อย่างแน่นอน"
ไป๋ลี่ถิงค่อยๆ ยกแขนขวาขึ้นช้าๆ ท่วงท่าของนางสง่างามและเต็มไปด้วยมนต์ขลังประดุจนักมายากลที่กำลังจะแสดงกลชิ้นเอก นางกวาดสายตามองใบหน้าของไป๋จิ่งกู้ อนุหมิน ไป๋ลี่ชาน และบรรดาบ่าวไพร่ทุกคนทีละคน เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนกำลังจับจ้องมาที่นางอย่างไม่วางตา
"การจะปิดการขายคดีที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและตอแหลระดับชาตินี้ เราไม่สามารถใช้แค่เพียงลมปากในการหักล้างกันได้หรอกเจ้าค่ะ มันต้องมีหลักฐานชิ้นโบแดงที่สามารถทุบหม้อข้าวของคู่แข่งให้แหลกละเอียดจนไม่เหลือชิ้นดี และบัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่ข้าน้อยจะงัดเอาไม้ตายสูงสุดของบริษัทออกมาจัดแสดงให้ทุกท่านได้รับชมและรับฟัง เพื่อเป็นการคืนกำไรให้แก่ท่านพ่อและฮูหยินรองที่อุตส่าห์ดั้นด้นมาเยี่ยมเยียนถึงเรือนหลักในยามเช้าเช่นนี้!"
สิ้นคำประกาศกร้าวที่ดังกังวานประดุจเสียงระฆังวัด ไป๋ลี่ถิงก็ล้วงมือขวาที่ว่างเปล่าเข้าไปในแขนเสื้อที่กว้างและยาวของตนเองอย่างเชื่องช้าและมั่นคง การเคลื่อนไหวของนางดึงดูดสายตาทุกคู่ให้จดจ่ออยู่ที่แขนเสื้อของนางประดุจถูกแม่เหล็กดูด บรรยากาศภายในห้องตึงเครียดจนถึงขีดสุด เสียงลมหายใจของทุกคนขาดห้วง ไม่มีใครกล้ากะพริบตา เพราะเกรงว่าจะพลาดวินาทีสำคัญที่กำลังจะเปิดเผย
สมองของอนุหมินและไป๋ลี่ชานเริ่มทำงานอย่างหนักหน่วง ความหวาดหวั่นที่นางพยายามกดทับเอาไว้เริ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้ง นังเด็กนี่มันกำลังจะหยิบสิ่งใดออกมากันแน่ มีดสั้นเพื่อจะแทงพวกนางอย่างนั้นหรือ หรือว่าจะเป็นจดหมายลับที่พวกนางเคยส่งหากัน ไม่สิ ไม่มีทาง นางไม่มีทางล่วงรู้ความลับเหล่านั้นได้
ไป๋จิ่งกู้เองก็จ้องมองแขนเสื้อของบุตรสาวด้วยความระทึกใจ เขากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ รอคอยที่จะได้เห็นหลักฐานที่บุตรสาวอ้างถึงอย่างใจจดใจจ่อ
ภายในแขนเสื้อที่มืดมิด มือเรียวยาวของไป๋ลี่ถิงไม่ได้กำลังคลำหามีดสั้นหรือจดหมายลับอันใดทั้งสิ้น แต่นางกำลังใช้นิ้วมือเคาะเป็นจังหวะเบาๆ ลงบนต้นขาของตนเอง พร้อมกับส่งกระแสความคิดสั่งการไปยังระบบผู้ช่วยส่วนตัวที่สแตนด์บายรออยู่อย่างเงียบเชียบมาตลอดเวลา